แต่อย่างไรก็ตาม จากการสำรวจความเห็นของบริษัทข้ามชาติญี่ปุ่นพบว่า ไทยเป็นประเทศที่น่าลงทุนเป็น
อันดับ 3 รองมาจากเพียงสหรัฐอเมริกา และจีน
การลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ หรือ FDI มีความสำคัญต่อการขยายตัวของเศรษฐกิจในระยะยาว เนื่อง
จากการลงทุนตรงจากต่างประเทศ การลงทุน การส่งออก และอัตราการขยายตัวทางด้านเศรษฐกิจมีความ
สัมพันธ์และเปลี่ยนแปลงไปในทิศทางเดียวกัน โดยสัดส่วนของเงินทุนไหลเข้า ต่อการลงทุนเอกชนในช่วง
ปี 2544-2548 อยู่ในระดับที่สูง แม้ว่ามีแนวโน้มลดลงอย่างต่อเนื่องจาก 61.5% ในปี 2544 เป็น 39.9%
สำหรับในช่วง 9 เดือนแรกของปี 2549 สัดส่วนเงินลงทุนไหลเข้าต่อการลงทุนเอกชนอยู่ 29.6% ทั้งนี้หาก
การไหลเข้าของเงินลงทุนจากต่างประเทศ ตกต่ำอย่าง ต่อเนื่องจะมีผลเชิงลบต่อการขยายตัวของเศรษฐกิจ
ในระยะยาวได้
ทั้งนี้ มูลค่าการลงทุนจากต่างประเทศในรูปเงินทุนไหลเข้า มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นภายหลังจากการชะลอตัวอย่าง
มากในปี 2545 แต่เป็นการขยายตัวในอัตราที่ลดลงในช่วงปี 2547-2548 ในขณะเดียวกัน มีการเพิ่มขึ้นของ
มูลค่าการไหลออกของ FDI เช่นกัน จึงเป็นผลทำให้มูลค่าการลงทุนสุทธิเพิ่มขึ้นไม่มากนัก ทั้งนี้ อัตราการ
ขยายตัวของการไหลออกของ FDI เพิ่มสูงขึ้นอย่างมากในปี 2545 และ 2547 คิดเป็น 22% และ 33%
ตามลำดับ
สำหรับประเด็นสำคัญของการลงทุนจากต่างประเทศคือ การติดตามความเคลื่อนไหวของมูลค่าการลงทุน
จากต่างประเทศ ซึ่งหากมีแนวโน้มมูลค่าและอัตราการขยายตัวอย่างต่อเนื่องจะส่งผลต่อการกระตุ้นระบบ
เศรษฐกิจ ทั้งด้านการลงทุน ส่งออกและจ้างงาน ทั้งนี้ ไม่ควรมีข้อกังวลมากนักต่อการไหลออกของ
FDI เนื่องจากในทางปฏิบัตินักลงทุนต่างชาติมักขายหุ้นให้กับคนไทยเพื่อดำเนินการต่อ ดังนั้น
สินทรัพย์จากการลงทุนจาก ต่างประเทศจะยังคงอยู่ในประเทศไทย
สาเหตุที่ทำให้เงินทุนไหลเข้าตั้งแต่ปี 2545 มีการขยายตัวในอัตราที่ชะลอตัว เป็นผลมาจากธุรกิจส่วนใหญ่
ยังคงมีกำลังการผลิตส่วนเกินโดยเฉพาะในหมวดอุตสาหกรรม (เครื่องใช้ไฟฟ้า เครื่องจักรและอุปกรณ์ขน
ส่ง) ซึ่งได้ขยายการผลิตไปแล้วในปี 2543-2544 การนำเข้าเงินกู้ในเครือ ปรับลดลงเนื่องจากความต้อง
การเงินกู้จากบริษัทแม่เพื่อปรับโครงสร้างหนี้ลดลง การเปลี่ยนมาใช้สภาพคล่องภายในประเทศที่มีอัตรา
ดอกเบี้ยต่ำ และบริษัทเริ่มมีกำไรและกำไรสะสมจึงนำมาใช้แทนการนำเข้าเงินลงทุนประเภทเงินกู้ในเครือ
การลงทุนโดยตรงสุทธิจากต่างประเทศ ในอุตสาหกรรมยังคงขยายตัวคิดเป็น 8.87% ในปี 2548
โดยมีอัตราการขยายตัวเป็นบวกในอุตสาหกรรม อาทิ เครื่องใช้ไฟฟ้า สิ่งทอ เครื่องจักรและอุปกรณ์ขนส่ง เคมีภัณฑ์ และผลิตภัณฑ์จากปิโตรเลียม นอกจากนี้ในช่วงไตรมาสแรกถึงไตรมาส 3 ของปี 2549 การลง
ทุนจากต่างประเทศสุทธิในอุตสาหกรรมส่งออกสำคัญ ได้แก่ เครื่องใช้ไฟฟ้ายังคงมีการลงทุนอย่างต่อ
เนื่อง ดังที่เห็นได้จากมูลค่าการลงทุนสุทธิในช่วงเวลาดังกล่าวมีมูลค่ารวมสูงถึง 711.5 ล้านเหรียญสหรัฐ
การลงทุนรวมในประเทศไทยปี 2550 จะขยายตัวที่ 6.2% โดยการลงทุนภาคเอกชนมีอัตราการขยายตัวที่
7% และการลงทุนภาครัฐมีการขยายตัวที่ 4% ในขณะที่จากการคาดการณ์ภาวะการลงทุนของธนาคารโลก
ได้ชี้ภาวะการขยายตัวการลงทุนในปี 2549 และ 2550 อยู่ในระดับต่ำกว่าการคาดการณ์ของสภาพัฒน์ ได้
ประมาณการอัตราการขยายตัวของการลงทุนรวมไว้ไม่เกิน 5% ในทั้งสองปีดังกล่าว ทั้งนี้ ส่วนหนึ่งเป็นผล
มาจากการลงทุนภาคเอกชนด้านเครื่องมือเครื่องจักร และการลงทุนก่อสร้างในปี 2549 มีการชะลอตัวลง
อย่างชัดเจน
อย่างไรก็ตาม การฟื้นตัวของการลงทุนภาคเอกชนในปี 2550 ยังไม่มีแนวโน้มที่ชัดเจน คาดว่านักลงทุน
ส่วนหนึ่งยังชะลอการตัดสินใจจนกว่าจะเห็นความชัดเจนของรัฐบาลชุดต่อไป
สำหรับนักลงทุนต่างชาติยังคงมีข้อกังวลในประเด็นการแก้ไขปรับปรุงพระราชบัญญัติธุรกิจ
ต่างด้าว ซึ่งมีประเด็นการพิจารณาทั้งในเรื่องสิทธิการออกเสียง ความเป็นเจ้าของของผู้ถือหุ้นต่างชาติ
และการอนุญาตให้นักลงทุนต่างชาติดำเนินธุรกิจในกิจการที่เคย คุ้มครองไว้เฉพาะคนไทย (การปรับปรุง
บัญชีที่ 3 ของพระราชบัญญัติฯ)
นอกจากนี้ ตัวชี้วัดการลงทุนในระยะที่ผ่านมาแสดงว่า ความเชื่อมั่นของนักลงทุนยังอยู่ในระดับต่ำ และ
อัตราการใช้กำลังการผลิตเพิ่มขึ้นในอัตราที่ลดลง แต่อยู่ในระดับที่ใกล้เคียงกับก่อนวิกฤตเศรษฐกิจ นั่นคือ
อัตราการใช้กำลังการผลิตในหลายอุตสาหกรรมมีระดับสูงเกิน 80% ซึ่งอาจเป็นสัญญาณที่ดีอันหนึ่งที่ชี้ให้
เห็นถึงการเพิ่มการลงทุนในบางอุตสาหกรรมที่มีระดับการใช้กำลังการผลิตสูงในอนาคตอันใกล้นี้

















