ชี้ถูกกว่าผ้าไทยอื้อ- แถมช่วยลดความเสี่ยงค่าบาทได้ ด้านพาณิชย์เปิดไต่สวนทุ่มตลาดส่อเค้าเหลว กลุ่มฟอกย้อมฯ ค้านหัวชนฝา อ้างผลดีโรงทอไม่กี่โรง แต่อุตสาหกรรมต่อเนื่องแย่ จากกรณีอุตสาหกรรมกรรมสิ่งทอไทยเผชิญมรสุมหลายปัจจัยลบรอบด้าน ทั้งเงินบาทแข็งค่า แบงก์ไม่ปล่อยกู้ ผู้นำเข้าหันไปสั่งออเดอร์จากผู้ประกอบการรายใหญ่ แล้วตัดหางไม่สั่งซื้อจากรายย่อย ส่งผลให้ในปี 2550 มีโรงงานตัดเย็บเสื้อผ้า(การ์เมนต์) ซึ่งเป็นอุตสาหกรรมปลายน้ำของสิ่งทอต้องปิดตัวลงไปกว่า 100 โรง ล่าสุดในปี2551 กลุ่มโรงงานทอผ้าต้นน้ำของสิ่งทอกำลังเดินตามรอยทยอยปิดกิจการ จากผลพวงสินค้าจีนที่เข้ามาทุ่มตลาดอย่างหนัก
นายสมศักดิ์ ศรีสุภรวาณิชย์ นายกสมาคมอุตสาหกรรมทอผ้าไทย เปิดเผยกับ"ฐานเศรษฐกิจ"ว่า กลุ่มโรงงานทอผ้าทั่วประเทศ กำลังได้รับผลกระทบอย่างหนัก จากสินค้าจีนที่ส่งเข้ามาทุ่มตลาด สืบเนื่องจากจีนมีกำลังผลิตผ้าทอมหาศาล ทำให้มีต้นทุนการผลิตที่ต่ำ(อีโคโนมี ออฟ สเกล) อีกทั้งสินค้ายังมีความหลากหลายมากกว่าไทย นอกจากนี้ผลพวงจากการจัดทำเขตการค้าเสรีอาเซียน-จีนที่มีผลบังคับใช้แล้ว ทำให้เวลานี้ภาษีนำเข้าผ้าทอจากจีนเสียภาษีเพียง 5% (ปีหน้าลดเป็น 0%)ทำให้เอื้อต่อการนำเข้าเพิ่มจำนวนมากขึ้น
จากผลพวงดังกล่าวทำให้โรงงานทอผ้าในประเทศที่มีอยู่ประมาณ 200-300 โรง ในจำนวนนี้เป็นสมาชิกของสมาคมฯประมาณ 100 รายในภาพรวมได้ปิดตัวเองลงไปแล้วกว่า 10 โรง เนื่องจากไม่สามารถแข่งขันได้โดยโรงงานที่ปิดตัวไปมีทั้งรายเล็กรายใหญ่ ขณะที่โรงงานที่ยังเปิดดำเนินกิจการอยู่ต้องลดกำลังการผลิตลงจากเดิมเฉลี่ย 10-20% โดยปรับตัวหันไปทำตลาดส่งออกมากขึ้นเพื่อชดเชยตลาดที่สูญเสีย ซึ่งเวลานี้ภาพรวมผ้าผืนหรือผ้าทอของไทยส่งออกสัดส่วนกว่า 50% จากในอดีตส่งออกไม่เกิน 30%
"ปัจจุบันไทยนำเข้าผ้าทอจากต่างประเทศมากกว่า 10 ล้านหลาต่อเดือน ในจำนวนนี้สัดส่วนกว่า 90% เป็นนำเข้าจากประเทศจีน หากสถานการณ์ยังเป็นเช่นนี้อาจมีโรงทอปิดตัวเพิ่มขึ้น ส่วนรายที่เหลืออยู่ก็ต้องปรับตัวแข่งขันให้ได้ อยากให้โรงงานการ์เมนต์ หรือโรงงานที่เกี่ยวเนื่องหากสามารถใช้ผ้าที่ผลิตในประเทศได้ก็ขอให้ใช้ เพราะไม่เช่นนั้นแล้วเมื่อโรงทออยู่ไม่ได้อุตสาหกรรมต่อเนื่องก็จะกระทบด้วย"
สอดคล้องกับนายเจน นำชัยศิริ นายกสมาคมอุตสาหกรรมผลิตภัณฑ์เส้นใยสังเคราะห์ ที่กล่าวว่า จากผลกระทบสินค้าจากจีนที่ทำให้โรงงานทอผ้าต้องปิดตัว ส่วนที่เหลือก็ต้องลดกำลังนั้น ขณะนี้ได้ส่งผลกระทบต่ออุตสาหกรรมเส้นใยแล้วเช่นกัน เพราะทำให้การใช้เส้นใย และเส้นด้ายในการทอผ้าลดลง ซึ่งขณะนี้โรงงานผลิตเส้นด้าย และเส้นใยมีทั้งลดกำลังการผลิตลง ส่วนที่ไม่ลดก็หันไปส่งออกมากขึ้น ซึ่งสมาคมอยู่ระหว่างการรวบรวมข้อมูลว่าปริมาณการผลิตในภาพรวมลดลงไปเท่าใด
ด้านนายวัลลภ วิตนากร เลขาธิการ สมาคมอุตสาหกรรมเครื่องนุ่งห่มไทย กล่าวยอมรับว่า โรงงานตัดเย็บเสื้อผ้าและเครื่องนุ่งห่ม(การ์เมนต์)ในประเทศ หันไปนำเข้าผ้าผืนจากจีนเพื่อใช้ในการผลิตมากขึ้จริง เนื่องจากผ้าจีนมีความหลากหลาย และมีราคาต่ำกว่าผ้าที่ผลิตในประเทศเฉลี่ย 15-20% นอกจากนี้ยังเป็นผลจากช่วง 2 ปีที่ผ่านมา การแข็งค่าของเงินบาท ทำให้เอื้อต่อนำเข้า ภาพรวมเวลานี้ไทยใช้ผ้าที่ผลิตในประเทศและผ้านำเข้าสัดส่วนประมาณ 50:50 ส่วนใหญ่นำเข้าจากจีน จากอดีตสัดส่วนอยู่ที่ 70:30
"ต้นทุนผ้าถือเป็นต้นทุนการผลิตสัดส่วนกว่า 60% ของโรงงานการ์เมนต์ เมื่อค่าเงินบาทแข็งเอื้อต่อการนำเข้า ขณะที่การส่งออกมีความเสี่ยงจากเงินบาทที่ผันผวน เราจึงต้องออฟเซ็ต(หักกลบ)กันเพื่อลดความเสี่ยง"
อนึ่ง จากผ้าทอของจีนที่ส่งเข้ามาทุ่มตลาดไทยเป็นจำนวนมาก ส่งผลกระทบต่อผู้ผลิตในประเทศ ในปลายปีที่ผ่านมาทางสมาคมอุตสาหกรรมสิ่งทอไทยภายใต้การนำของนายพงษ์ศักดิ์ อัสสกุล นายกสมาคมฯได้ยื่นเรื่องต่อกรมการค้าต่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์เพื่อขอให้เปิดไต่สวน และใช้มาตรการตอบโต้การทุ่มตลาด(เอดี) สินค้าจากจีน 3 รายการ ประกอบด้วยผ้าทอที่ทำด้วยฝ้าย และผ้าทอที่ทำด้วยเส้นใยสั้นโพลีเอสเตอร์ ในพิกัด 5208.11.00000 พิกัด 5208.12.00000 และพิกัด 5513.11.00000 ซึ่งคณะกรรมการพิจารณาการทุ่มตลาดและการอุดหนุน(คทอ.)ได้ประกาศเปิดไต่สวนอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 1 ตุลาคม 2550
ล่าสุดแหล่งข่าวจากกรมการค้าต่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ (พณ.)เปิดเผยว่า รับทราบปัญหาที่เกิดขึ้นทั้งหมดแล้ว และกำลังอยู่ระหว่างการรวบรวมข้อมูลจากแบบสอบถามทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้ข้อคิดเห็นว่า สมควรจะใช้มาตรการเอดีกับสินค้าจีนหรือไม่ และหากใช้มาตรการจะส่งผลกระทบอย่างไร โดยผู้เกี่ยวข้องมีทั้งบริษัทส่งออกของจีน สมาคมที่เกี่ยวข้องกับการใช้ผ้าผืนของไทย คาดว่าจะสามารถสรุปข้อคิดเห็นและจะสามารถประกาศใช้มาตรการเอดี หรือยุติการไต่สวนได้เร็วๆ นี้
อย่างไรก็ดี "ฐานเศรษฐกิจ"ได้สอบถามไปยังสมาคมที่เกี่ยวข้องว่ามีเหตุผลอันควรหรือไม่ที่ไทยจะใช้มาตรการเอดีกับสินค้าผ้าจากจีน โดยนายสมศักดิ์ ศรีสุภรวาณิชย์ นายกสมาคมอุตสาหกรรมทอผ้าไทยเปิดเผยว่า ได้ลงนามสนับสนุนให้มีการใช้มาตรการเอดีกับสินค้าจีนไปแล้ว เพราะหากไม่ใช้จะกระทบต่อกลุ่มโรงงานทอผ้าอย่างรุนแรง และอาจต้องปิดกิจการมากขึ้น ส่วนอัตราภาษีเอดีจะเป็นเท่าใดนั้นขึ้นกับดุลยพินิจของคณะกรรมการฯ
ส่วนนายวัลลภ วิตนากร เลขาธิการสมาคมอุตสาหกรรมเครื่องนุ่งห่มไทย กล่าวว่า ทางสมาคมฯได้ทำหนังสือตอบไปแล้วว่าไม่คัดค้านการไต่สวน ซึ่งทางสมาคมฯห่วงเพียงเรื่องเดียวหากมีการใช้มาตรการเอดีกับจีนคือ การนำเข้าวัตถุดิบจากจีนเข้ามาโดยต้องเสียภาษีเพิ่ม จะมีขั้นตอนที่ยุ่งยากมากขึ้นเพราะต้องให้แบงก์การันตีเพื่อขอคืนภาษีตามมาตรา 19 ทวิ หากผู้ส่งออกมีปัญหาส่งออกไม่หมดจะต้องแบกรับภาระในส่วนนี้ทำให้มีต้นทุนเพิ่มขึ้น
ขณะที่นายนพดล เปี่ยมกุลวนิช นายกสมาคมอุตสาหกรรมฟอกย้อมพิมพ์ และตกแต่งสิ่งทอไทย กล่าวว่าไม่เห็นด้วยกับการใช้มาตรการเอดีกับสินค้าจากประเทศจีน เนื่องจากผลการตรวจสอบผู้ผลิตที่จำเป็นต้องใช้สินค้าประเภทดังกล่าวเป็นวัตถุดิบเพื่อผลิตให้ลูกค้าที่มีคำสั่งซื้อจากต่างประเทศและในประเทศบางส่วน แยกเป็นเพื่อการฟอกย้อมประมาณ 30 บริษัท และเพื่อการพิมพ์ประมาณ 40 บริษัท ส่วนใหญ่ชี้ว่า การใช้มาตรการเอดีกับสินค้าจีนจะเป็นผลดีกับโรงงานทอผ้าเพียงไม่กี่โรงที่ไม่มีการปรับเปลี่ยนการผลิตสินค้าพื้นฐานให้สามารถแข่งขันได้ แต่จะเป็นผลเสียกับโรงงานฟอกย้อม และพิมพ์จำนวนมาก รวมทั้งโรงงานผลิตเครื่องนุ่งห่มอีกหลายโรงที่จำเป็นต้องใช้ผ้าชนิดดังกล่าว
ขณะเดียวกันจะส่งผลกระทบต่อต้นทุนโดยรวมของสินค้าผ้าผืนไทยที่ส่งออกในปริมาณมาก ซึ่งปัจจุบันกำลังขยายตัวได้ดีและจะส่งผลกระทบต่อยุทธศาสตร์การเป็นฐานการผลิตผ้าผืนเพื่อจำหน่ายในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้อาจต้องสะดุดลงด้วย นอกจากนี้ปัจจุบันอุตสาหกรรมฟอกย้อมฯของไทยสามารถตอบสนองความต้องการของลูกค้าได้ดี และต้องการความหลากหลายของวัตถุดิบจากจีน หากจำกัดให้ซื้อเฉพาะผ้าดิบที่ทอในไทยจะทำให้เกิดปัญหาด้านความหลากหลายและปริมาณไม่เพียงพอ


















You must be a registered user to comment. Click here to register.
Already a user? Click here to login.