วิกฤติน้ำท่วมที่ครอบคลุมหลายพื้นที่ทั่วประเทศ สร้างความเดือดร้อนให้คนไทยสาหัส โดยเฉพาะกลุ่มแรงงานที่คาดว่าจะตกงานหลายแสนคน ็สยามธุรกิจิ ได้ตรวจสอบไปยังภาคธุรกิจกลุ่มต่างๆ หลายแห่งยอมรับว่าไม่อาจการันตีว่าหลังน้ำลดแล้วจะยังรับคนงานเดินเข้ามาร่วมงานได้อีกหรือไม่ แต่อีกหลายธุรกิจยืนยันว่าจะยังคงจ้างงานเหมือนเดิม
สิ่งทอฯ วอนรัฐช่วยเงินค่าจ้างครึ่งหนึ่ง
นายสุกิจ คงปิยาจารย์ นายกสมาคมอุตสาหกรรมเครื่องนุ่งห่มไทย เปิดเผย ็สยามธุรกิจิ ว่ามีโรงงานสมาชิกอุตสาหกรรมเครื่องนุ่งห่มประมาณเกือบ 100 โรงงาน ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วม โดยเฉพาะในฝั่งพื้นที่บริเวณถนนเพชรเกษม รวมยอดคนงาน หลายหมื่นคน แต่โรงงานทั้งหมดยังพร้อมรับผิดชอบแรงงานทั้งหมด แม้ว่าจะไม่ได้ดำเนินธุรกิจตามปกติ เพื่อรักษาแรงงานไม่ให้ออกไปจากระบบ เพราะหากไม่จ่ายเงินค่าจ้าง แรงงานกลับบ้านหรือหันไปประกอบธุรกิจอื่น เมื่อภาวการณ์กลับสู่ภาวะปกติ จะเกิดปัญหาขาดแคลนแรงงานตามมา
ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน มาตรา 75 โรงงานมีสิทธิ์ที่จะไม่จ่ายค่าจ้างได้ แต่ทุกโรงงานเกรงว่าหากไม่จ่ายค่าแรงงาน คนงานก็จะหนีออกไปจากระบบ และจะไม่มีแรงงานเมื่อน้ำลดลงในภายหลังิ นายสุกิจ กล่าว
นายกสมาคมอุตสาหกรรมเครื่องนุ่งห่มยังกล่าวอีกว่า ทุกโรงงานพร้อมจะจ่ายเงินค่าจ้างให้กับพนักงาน อย่างไรก็ตาม ภาค รัฐได้เคยนำเสนอนโยบายว่าจะช่วยเหลือค่าแรงครึ่งหนึ่งกับทุกโรงงานที่รับแรงงานที่ประสบภาวะวิกฤติน้ำท่วมเข้าทำงาน โดยให้จ่ายเงินเดือนไม่น้อยกว่าร้อยละ 75 ของค่าจ้างเดิม ซึ่งสมาคมฯ ได้ทำเรื่องถึงกระทรวงแรงงาน และสำนักงานประกันสังคมให้ช่วยออกค่าใช้จ่ายครึ่งหนึ่งดังกล่าว ถ้ารัฐช่วยค่าใช้จ่ายครึ่งหนึ่ง โรงงานก็จะจ่ายค่าจ้างประมาณ 36%
โรงงานน้ำตาลประกาศจ้างงานกว่า 1 หมื่นอัตรา
นายสิริวุทธิ์ เสียมภักดี รองประธานคณะกรรมการบริหารและประธานคณะทำงานด้านประชาสัมพันธ์ บริษัทไทยชูการ์ มิลเลอร์ จำกัด เปิดเผยว่า จากเหตุการณ์อุทกภัยที่ส่งผลกระทบต่อนิคมอุตสาหกรรมหลายแห่ง รวมถึงภาคการผลิตและบริการจำนวนมากที่ต้องหยุดดำเนินงาน และต้องใช้เวลาอีกหลายเดือนในการฟื้นฟูกิจการ ทำให้มีแรงงานจำนวนมากที่ต้องว่างงานและ ขาดรายได้ ส่งผลต่อการดำรงชีวิตและคุณภาพชีวิตของแรงงานเหล่านี้และครอบครัว
กลุ่มอุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาลทรายตระหนักถึงปัญหาเหล่านี้ดี และหารือกันว่า เราควรเข้ามามีส่วนร่วมในการช่วยเหลือประเทศ โดยการช่วยเหลือแรงงานเหล่านี้ให้มีงานทำ เพื่อให้มีรายได้เลี้ยงปากเลี้ยงท้องตนเองและครอบครัว โดยโรงงานน้ำตาลต่างๆ ที่กระจายอยู่ทั่วประเทศจะหางานที่เหมาะสมให้กับผู้ที่ว่างงาน บางคนอาจทำงานในไร่อ้อย บางคนที่มีความรู้เรื่องเครื่องจักรกลก็จะให้ทำงานในโรงงาน หรือบางคนอาจช่วยงานในสำนักงานิ นายสิริวุทธิ์ กล่าว
ทั้งนี้ อุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาลทรายเป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมหลักของประเทศ ประกอบไปด้วยโรงงานน้ำตาลทรายทั้งหมด 47 โรงงานที่ตั้งกระจายอยู่ในภาคเหนือ 10 แห่ง ภาคกลาง 16 แห่ง ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 16 แห่ง และภาคตะวันออกอีก 5 แห่ง สามารถรับแรงงานในช่วงเปิดหีบอ้อยได้มากกว่า 10,000 ตำแหน่ง โดยการหีบอ้อยและผลิตน้ำตาลทรายจะเริ่มตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน 2554 จนถึงประมาณเดือนเมษายน 2555
สำหรับจังหวัดที่ตั้งโรงงานน้ำตาลทรายมีอยู่ใน 27 จังหวัด ได้แก่ จังหวัดกำแพงเพชร นครสวรรค์ พิษณุโลก เพชรบูรณ์ ลำปาง อุตรดิตถ์ สุโขทัย อุทัยธานี กาญจนบุรี ประจวบคีรีขันธ์ ราชบุรี ลพบุรี สระบุรี สิงห์บุรี สุพรรณบุรี ชลบุรี สระแก้ว กาฬสินธุ์ ขอนแก่น ชัยภูมิ นครราชสีมา บุรีรัมย์ มุกดาหาร มหาสารคาม สุรินทร์ หนองบัวลำภู และอุดรธานี โดยผู้ที่สนใจเข้าทำงานสามารถติดต่อไปที่โรงงานน้ำตาลทั้ง 47 แห่งได้โดยตรง ซึ่งสามารถเข้าไปดูรายละเอียดสถานที่ตั้งโรงงานได้จากเว็บไซต์ www.thai sugarmillers.com
•ขายตรง พร้อมต้อนรับนักขาสยอิสระ
พญ.นลินี ไพบูลย์ ประธานกรรมการ บริษัท กิฟฟารีน สกายไลน์ ยูนิตี้ จำกัด เปิดเผย ็สยามธุรกิจิ ว่า จากปัญหาอุทกภัย ครั้งใหญ่ที่กำลังเกิดขึ้นอยู่ในหลายพื้นที่ โดยเฉพาะภาคกลาง รวมถึงกรุงเทพฯขณะนี้ นับเป็นเรื่องใหญ่ สำหรับธุรกิจขายตรง โดยเฉพาะธุรกิจที่มีศูนย์สาขาอยู่ในพื้นที่ที่มีน้ำท่วม แน่นอนความเดือดร้อนจากการชะลอตัวของ ธุรกิจย่อมเกิดขึ้น แต่ด้วยความต้องการในเรื่องของรายได้ ในเรื่องของปัจจัยต่างๆ จะทำให้นักธุรกิจขายตรงของแต่ละบริษัทต้องเพิ่มความขยัน ซึ่งในส่วนนี้ไม่เป็นปัญหา เพราะความต้องการจะเป็นตัวผลักดันนักธุรกิจ แต่สิ่งหนึ่งที่เกิดขึ้น ก็คือเรื่องของความยากลำบากในการทำงาน เนื่องจากพื้นที่ที่มีน้ำท่วม การทำงานย่อมเกิดความทุลักทุเลตามมา
็โดยภาพรวมของธุรกิจขายตรงในปีนี้ อาจเกิดการชะลอตัวในหลายบริษัท โดยกิฟฟารีนเอง ก็เป็นหนึ่งในธุรกิจเหล่านั้น โดยเดือนที่ผ่านมาบริษัทมีอัตราการเติบโตอยู่ที่ 14% โดยเฉพาะในเดือนนี้ซึ่งน้ำเข้ามาในหลายพื้นที่ของกรุงเทพฯจนทำให้ต้องปิดศูนย์สาขาในหลายพื้นที่ทำให้ตัวเลขการเติบโตได้รับผลกระทบแต่กิฟฟารีนมีความเชื่อมั่นว่าในพื้นที่ที่น้ำไปไม่ถึงจะสามารถดำเนินธุรกิจได้ดีต่อไปและอาจดีขึ้นเพราะนักธุรกิจเดินออกไปทำงานในพื้นที่นั้นๆเพิ่มขึ้นิ พญ.นลินี กล่าว
อย่างไรก็ดี พญ.นลินี ได้มองถึงช่วงน้ำลดของภาพรวมธุรกิจขายตรงว่า หลังจากที่น้ำลด สถานการณ์ดีขึ้น นักธุรกิจอิสระจะเพิ่มขึ้นอย่างแน่นอน เนื่องจากความ ต้องการมีรายได้เสริมเป็นเรื่องที่ประชาชนตระหนักมากขึ้น ทำให้การเดินเข้ามาในธุรกิจ จะเพิ่มขึ้นตาม แต่ผู้บริโภคสินค้าอาจจะเท่าเดิมหรืออาจลดลง เนื่องจากผู้บริโภคเลือกใช้จ่ายเน้นไปที่ความจำเป็นปัจจัย 4 เป็นสำคัญ อย่างไรก็ตาม ธุรกิจขายตรงเป็นหนึ่งในธุรกิจที่น่าจับตามอง เพราะเป็นธุรกิจที่มีความอิสระในการทำงาน ซึ่งผู้คนจะเดินเข้ามาหารายได้เสริมในธุรกิจนี้มากขึ้น
บีโอไอช่วยหาตลาดให้แก่ผู้ผลิตชิ้นส่วนและผู้ซื้อ
นายนฤชา ฤชุพันธ์ ผู้อำนวยการหน่วยพัฒนาการเชื่อมโยงอุตสาหกรรม หรือหน่วย BUILD (BOI Unit for Industrial Linkage development) สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน หรือบีโอไอ เปิดเผยว่า หน่วย BUILD จะดำเนินการให้ความช่วยเหลือแก่ผู้ผลิตชิ้นส่วน (Suppliers) และบริษัทที่ต้องการจัดซื้อชิ้นส่วน (Buyers) ทั้งรายที่ได้รับส่งเสริมและไม่ได้รับส่งเสริมเพื่อหาบริษัทที่ต้องการซื้อชิ้นส่วนให้กับผู้ผลิตชิ้นส่วน และหาผู้ผลิตชิ้นส่วนให้กับบริษัทที่ต้องการจัดซื้อ เพราะสถานการณ์อุทกภัยได้ส่งผลกระทบให้เกิดปัญหาในการซื้อขายชิ้นส่วน
โดยผู้ผลิตชิ้นส่วนหลายรายที่ผลิตชิ้นส่วนไว้แล้ว ไม่สามารถขายให้กับบริษัทที่สั่งซื้อซึ่งได้รับผลกระทบจากอุทกภัยจต้องหยุดการผลิตชั่วคราว ส่วนบริษัทผู้ผลิตสินค้าหลายราย ก็ประสบปัญหาไม่สามารถจัดซื้อชิ้นส่วนได้ในช่วงเวลานี้ ดังนั้น หน่วย BUILD จึงจะทำหน้าที่ในการเชื่อมโยงอุตสาหกรรมท่ามกลางสถานการณ์อุทกภัย โดยบริษัทที่ต้องการความช่วยเหลือ สามารถติดต่อ หน่วย BUILD ได้ที่
This e-mail address is being protected from spambots. You need JavaScript enabled to view it
เปิด •มาตรการภาครัฐั ช่วยเหลือแรงงาน
จากข้อมูลจากกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน มีสถานประกอบการที่ประสบอุทกภัยในกรุงเทพฯ 5 เขต โรงงานได้รับผลกระทบกว่า 1,855 แห่ง ลูกจ้างต้องหยุดงาน 23,166 คน ทั้งนี้ทั่วประเทศมีลูกจ้างได้รับผลกระทบ 752,439 คน ในสถานประกอบการ 19,251 แห่ง อย่างไรก็ตาม มีสถานประกอบการ 320 แห่ง 38 จังหวัด แจ้งความประสงค์รับผู้ใช้แรงงานที่ประสบอุทกภัยเป็นการชั่วคราว 42,090 อัตรา ส่วนใหญ่อยู่ในนครปฐม สมุทรปราการ สมุทรสาคร กรุงเทพฯ และชลบุรี
ขณะที่รัฐบาลให้ความช่วยเหลือ โดยขณะที่สถานประกอบการหยุดหรือชะลอการผลิต ได้จัดอบรมเพิ่มทักษะหรือหลักสูตรที่จำเป็นให้แรงงานในศูนย์พักพิงผู้อพยพ รัฐสนับสนุนค่าอาหาร เบี้ยเลี้ยง 120 บาทต่อวัน ตลอดจนจัดส่งแรงงานที่หยุดงานไปเป็นกำลังการผลิตในโรงงานที่ขาดแรงงาน และดำเนินโครงการป้องกันและบรรเทาการเลิกจ้าง โดยสนับสนุนเงินให้กับลูกจ้างรายละ 3,000 บาทต่อเดือน 3 เดือน มีเงื่อนไขให้นายจ้างทำ MOU ว่าจะไม่เลิกจ้างและนายจ้างต้องจ่ายเงินเดือนไม่น้อยกว่าร้อยละ 75 ของค่าจ้างเดิม
ซึ่งหากประเมินจากแรงงานที่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมครั้งนี้ประมาณ 5 แสนคน ถ้าทุกโรงงานขอให้รัฐช่วยสนับสนุนค่าแรงงานครึ่งหนึ่ง เฉลี่ยค่าจ้างรายละ 1 หมื่นบาท รัฐจ่าย 5 พันบาท เป็นเวลา 3 เดือน รัฐจะต้องเตรียมงบประมาณเพื่อการนี้ประมาณ 1 หมื่นล้านบาท


















You must be a registered user to comment. Click here to register.
Already a user? Click here to login.