Switch to: uk
24 May 2012 03:02AM

กัมพูชา ญวน พม่า ดาวรุ่งแห่ง AEC

25 Oct 11 ,  Pattarachut T.
  • 0

ตลาดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน หรือ ASEAN Economic Community (AEC) กำลังจะเกิด นักธุรกิจไทยเริ่มตื่นตัว เนื่องจากการรวมเป็นตลาดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนในปี 2558 เป็นที่จับตามาก เพราะเมื่อรวมตัวกันแล้ว การนำเข้าส่งออกจะปราศจากภาษีทางการค้า การเคลื่อนย้ายทุนและแรงงานจะเป็นไปโดยเสรี


ใครอยากทำงานในประเทศไหน อยากฝากเงินกับแบงก์ใดในอาเซียน ก็กระทำได้โดยใช้บัตรประจำตัวประชาชนใบเดียว และมีความเป็นไปได้ว่าอาจผลิตเงินสกุลอาเซียน ขึ้นมาใช้ร่วมกัน ปัจจุบันแบงก์ลาว แบงก์มาเลเซีย จึงเริ่มกรุยทาง เข้ามาเปิดสาขาในเมืองไทยอย่างเป็นล่ำเป็นสัน

ตลาดเดียวที่มีประชากรมากกว่า 500 ล้านคนเต็มไปด้วยโอกาสทางการค้ามหาศาล อยู่ที่ว่าจะใครจะปรับตัวและเข้าไปไขว่คว้าผลประโยชน์ดังกล่าว

ทูตพาณิชย์ หรือ สำนักงานส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ 56 แห่งทั่วโลก (สคร.) ได้ให้ข้อมูลเพื่อการตัดสินใจการค้าลงทุนอย่างต่อเนื่อง

นางจีรนันท์ วงษ์มงคล ผอ.สคร. พนมเปญ ประเทศกัมพูชา กล่าวว่า ตลาดกัมพูชายังเป็นแหล่งวัตถุดิบ การค้าและการลงทุนที่มีอนาคต ปัจจุบันมีนักลงทุนจากเวียดนาม สิงคโปร์ มาเลเซีย เข้าไปดูเพื่อลงทุนเพิ่ม ส่วนหนึ่งเพราะมองเห็นโอกาสที่จะเกิดขึ้นจากเออีซี

นางประนอมศรี โสมขันเงิน ผอ. สคร.โฮจิมินห์ซิตี้ กล่าวว่า ขณะนี้หลายประเทศเข้าไปลงทุนในเวียดนามจนเกือบอิ่มตัว ทั้งนี้เวียดนามเป็นตลาดที่มีการบริโภคสูง โดยประชากรกว่า 50% หรือ 44 ล้านคน เป็นกลุ่มคนรุ่นเยาว์และคนรุ่นใหม่ที่มีกำลังซื้อสูง เพราะรับกระแสบริโภคนิยม รับรู้การเปลี่ยนแปลงของตลาดโลกได้รวดเร็ว สามารถสื่อสารกันภายในเครือญาติอย่างมีประสิทธิผล

“รัฐบาลเวียดนามตั้งเป้าหมายยกระดับให้ประเทศกลายเป็นประเทศอุตสาหกรรมในอีก 10 ปีข้างหน้า เนื่อง จากรายได้ของประชากรต่อคนต่อปีพ้นขีดประเทศยากจนแล้ว โดยในปีนี้คาดว่าจะสูงถึง 1,300 เหรียญสหรัฐ ภายใต้จีดีพีเติบโต 7% ปัจจุบันมีการเร่งแก้ไขกฎระเบียบต่างๆ ให้สอดรับกับเออีซีในปี 2558 และการทำข้อตกลงเขตการค้าเสรี (เอฟทีเอ) กับ 15 ประเทศ ซึ่งจะเป็นโอกาสของไทยด้านค้าขายและแหล่งวัตถุดิบสำคัญของไทย” นางประนอมศรีกล่าว

ขณะที่นางอรรชกา สีบุญเรือง เลขาธิการ สำนักงานส่งเสริมการลงทุนหรือ บีโอไอ เปิดเผยว่า ก่อนหน้านี้ได้จัดกิจกรรมนำนักลงทุนไทยไปดูลู่ทางการขยาย ธุรกิจการลงทุนร่วมกับนักธุรกิจพม่า และพบปะหารือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องที่เมืองย่างกุ้ง ทวาย และมะริด

“นอกจากทรัพยากรธรรมชาติที่อุดมสมบูรณ์แล้ว พม่ายังมีปัจจัยบวกเรื่องการเป็นตลาดใหญ่และเป็นประตูเชื่อมเอเชียใต้กับเอเชียตะวันออก นักลงทุนไทยจึงสามารถใช้ประโยชน์นี้ต่อยอดให้ธุรกิจของตัวเอง บีโอไอจึงนำนักลงทุนไทยเข้าไปพบกับสมาชิกสมาพันธ์การค้าและอุตสาหกรรมของสหภาพพม่า เพื่อหารือกฎระเบียบและการขยายธุรกิจร่วมกันต่อไป” เลขาฯ บีโอไอกล่าว

ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2531 ถึงปี พ.ศ.2554 มีนักลงทุนไทยไปลงทุนทั้งสิ้น 61 โครงการ มูลค่าเงินลงทุนประมาณ 9,568 ล้านเหรียญสหรัฐ ซึ่งในปี 2553 ไทยจัดเป็นนักลงทุนต่างชาติที่เข้าไปลงทุนในประเทศ พม่าเป็นอันดับ 2 รองจากจีน

กลุ่มอุตสาหกรรมที่มีช่องทางการลงทุนในพม่า อาทิ เกษตรกรรม อุตสาหกรรมก่อสร้าง อุตสาหกรรมเกษตรและการแปรรูป อุตสาหกรรมอาหาร เป็นต้น

ดร.คำพล พัวพาณิชย์ ที่ปรึกษาอุตสาหกรรมสิ่งทอ เปิดเผยในงานสัมมนา “โครงการชักจูงการลงทุนและส่งเสริมการลงทุนไทยในกลุ่มประเทศอาเซียน” ว่าภายหลังการรวมตัวเป็นประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน หรือ AEC การเคลื่อน ย้ายการลงทุนจะเป็นไปอย่างเสรี กลุ่มสิ่งทอและเครื่องนุ่งห่มเป็นหนึ่งอุตสาหกรรมที่คาดว่าจะมีการย้ายฐานการผลิตไปแสวงหาวัตถุดิบและแรงงานในกลุ่มประเทศอาเซียนเพื่อความได้เปรียบทางการแข่งขัน

โดยที่ผ่านมาประเทศยอด นิยมคือเวียดนามและอินโดนีเซีย แต่ปัจจุบัน ฐานการผลิตสิ่งทอเครื่องนุ่งห่มใน เวียดนามค่อนข้างหนาแน่น เช่นเดียวกับอินโดนีเซียที่มีการแข่งขันกันอย่างรุน แรง ขณะที่ประเทศเพื่อนบ้านอย่างสา-ธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาวก็มีคนไปจับจองพื้นที่เกือบหมดแล้ว ที่ยังพอมีที่ว่างเหลืออยู่คือกัมพูชากับฟิลิปปินส์

อย่างไรก็ตาม ดร.คำพลกล่าวว่า อีกหนึ่งประเทศที่น่าสนใจอย่างมากคือ พม่า เนื่องจากมีวัตถุดิบด้านสิ่งทอและเครื่องนุ่งห่มจำนวนมาก แรงงานก็พร้อม ประกอบกับพม่ากำลังจะหันมาใช้เงินสกุลดอลลาร์แทนเงินสกุลจ๊าดซึ่งไม่มีเสถียรภาพ ทำให้บรรยากาศการค้าการลงทุนในพม่าน่าสนใจมากยิ่งขึ้น

นางศรีรัตน์ รัษฐปานะ อธิบดีกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ กระ- ทรวงพาณิชย์ กล่าวว่า กรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ ในฐานะ AEC Coor- dinating Agency ตระหนักถึงความสำคัญของการเตรียมความพร้อมของผู้ประกอบการ ในการก้าวไปสู่การเป็นเออีซีในปี 2558 จึงได้ประชาสัมพันธ์เพื่อสร้างความตระหนักรู้ และกระตุ้นให้ภาคประชาชนและสังคมรับทราบความคืบหน้ามาโดยตลอด นอกจากนี้ กรมฯ ยังได้ลงนามในบันทึกความเข้าใจ (MOU) กับหน่วยงานต่างๆ ทั้งภาครัฐ เอกชน และสถาบันการศึกษา

ล่าสุดได้เซ็นเอ็มโอยูกับสำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ (สสปน.) เพื่อเสริมสร้างความเข้มแข็งให้กับผู้ประกอบการและบุคลากรในอุตสาหกรรมไมซ์ ซึ่งเป็นส่วนสำคัญของอุตสาห-กรรมท่องเที่ยว ที่ไทยเป็นประเทศผู้ประสานงานของอาเซียน ให้สามารถใช้ประโยชน์จากการเปิดเสรีได้อย่างเป็นรูปธรรม เพราะเรามีจุดแข็งทั้งในส่วนของสถานที่จัดประชุมที่มีมาตรฐานสากลกระจายอยู่ทั่วทุกภาคของประเทศ สิ่งอำนวยความสะดวกอื่นๆ รวมไปถึงคุณลักษณะเด่นของบุคลากรไทย ที่มีจิตบริการ มีความคิดสร้างสรรค์ และมีความยืดหยุ่นในการทำงาน ซึ่งถือเป็นจุดแข็งของไทย แล้วยังจะสามารถช่วยกระตุ้นการท่องเที่ยวของไทยได้อีกทางหนึ่งด้วย

 

You must be a registered user to comment. Click here to register.

Already a user? Click here to login.