Switch to: uk
24 May 2012 02:59AM

เอกชนคาดบาทแข็งฉุดส่งออกไตรมาส4

04 Oct 10 ,  กรุงเทพธุรกิจออนไลน์
  • 0

หอการค้าไทย คาดเงินบาทแข็งค่ากระทบการส่งออกไตรมาส 4 ชะลอตัว ชี้อาจบวกไม่ถึง 20%


นายพรศิลป์ พัชรินทร์ตนะกุล กรรมการรองเลขาธิการหอการค้าไทย เปิดเผยว่า ปัญหาค่าเงินบาทมีผลต่อการส่งออกในไตรมาสที่ 4 ปี 2553 โดยขณะนี้ค่าเงินบาทมาอยู่ที่ 30 บาท เศษแล้วและเงินบาทที่แข็งค่าขึ้นส่งผลให้การแข่งขันของผู้ส่งออกไทยยากลำบากขึ้น เพราะเงินบาทแข็งค่าต่อเนื่องมาหลายเดือนแล้วและทำให้การกำหนดราคาสินค้ายากขึ้น และคาดว่าเงินบาทที่แข็งค่าขึ้นและฐานการส่งออกในไตรมาสสุดท้ายปี 2552 ที่อยู่ในระดับสูงจะทำให้การส่งออกไตรมาสสุดท้ายปีนี้ไม่สูงมากและอาจขยายตัวต่ำกว่า 20% ก็ได้ ซึ่งการส่งออกในไตรมาสที่ 4 น่าจะยังขยายตัวตั้งแต่ต้นไตรมาสไปจนถึงกลางเดือนธ.ค. 2553 และหลังจากนั้นจะชะลอตัวลง เพราะเริ่มเข้าสู่ช่วงเทศกาลปีใหม่แล้ว


 ทั้งนี้ การส่งออกในไตรมาสที่ 4 ปีนี้ที่ชะลอตัวลงเมื่อเปรียบเทียบกับไตรมาสที่ 1 ที่ขยายตัว 31% และไตรมาสที่ 2 ที่ขยายตัว 41% แต่ก็ยังทำให้การส่งออกทั้งปีขยายตัวได้ประมาณ 20% ตามเป้าหมายที่กระทรวงพาณิชย์ตั้งไว้ เพราะในช่วงต้นปีนี้การส่งออกขยายตัวสูงมากหมวดอาหาร-เกษตรไตรมาส 4 ขยายตัวลดลง


 นายพรศิลป์ กล่าวอีกว่า สินค้าในหมวดเกษตรและอาหารในช่วงไตรมาสสุดท้ายอาจจะขยายตัวได้ไม่มาก เพราะเงินบาทที่แข็งค่าขึ้นในช่วงนี้และสินค้าหลายรายการที่เข้าสู่ปลายฤดูกาล ซึ่งปีนี้ราคาสินค้าเกษตรส่วนใหญ่มีราคาดีทำให้ผลกระทบจากเงินบาทแข็งค่ายังไม่ส่งผลกระทบต่อการส่งออกสินค้าเกษตรอาหารในช่วงปลายปีมากนัก โดยเฉพาะยางพาราที่มีราคาเอฟโอบีเฉลี่ยของไทยในปีนี้สูงเกินกิโลกรัมละ 100 บาทแล้ว เพราะความต้องการในตลาดโลกสูง ซึ่งถือว่าสูงขึ้นมากเมื่อเทียบกับปี 2552


 สำหรับสินค้าอุตสาหกรรมเกษตรยังคงขยายตัวได้ดี โดยเฉพาะสินค้าประมงแปรรูป เช่น สินค้ากุ้ง ปลาทูน่ากระป๋อง ซึ่งสินค้าดังกล่าวมีตลาดหลักอยู่ที่สหรัฐอเมริกา และในช่วงกลางปีนี้สหรัฐมีปัญหาน้ำมันรั่วในทะเล ส่งผลต่ออาหารทะเลของสหรัฐ จึงทำให้ความต้องการสินค้าไทยยังอยู่ในระดับดี ส่วนสินค้าอุตสาหกรรมที่มีมูลค่าการส่งออกอันดับต้นของไทย เช่น เครื่องใช้ไฟฟ้าอิเล็กทรอนิกส์ ยานยนต์ ยังคงขยายตัวได้ดีกว่าสินค้าเกษตร เพราะตลาดโลกฟื้นตัว ซึ่งสินค้าอุตสาหกรรมมีเป็นส่วนผลักดันการส่งออกในปีนี้สูงมาก และเป็นกลุ่มที่ได้รับผลกระทบจากเงินบาทแข็งค่าน้อยเมื่อเปรียบเทียบกับสินค้าเกษตร เนื่องจากวัตถุดิบและชิ้นส่วนหลายรายการต้องนำเข้าจากต่างประเทศจึงชดเชยอัตราแลกเปลี่ยนได้ระดับหนึ่ง


 นายพรศิลป์ กล่าวต่อว่า ในช่วงปลายปีมีโอกาสที่ค่าเงินบาทจะไปอยู่ที่ 29.5 บาท เพราะสหรัฐมีนโยบายผลักดันให้เงินดอลลาร์อ่อนค่าลงอีก เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันขอผู้ส่งออกสหรัฐ ซึ่งจะทำให้เงินบาทแข็งค่าขึ้นแบบอัตโนมัติ แต่เงินบาทจะแข็งค่าขึ้นตามที่คาดการณ์ไว้หรือไม่ก็ต้องติดตามปัจจัยอื่นประกอบ โดยเฉพาะการดูแลค่าเงินบาทของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) หลังจากนี้ โดยปัญหาเงินบาทแข็งค่าในช่วงปลายปีจะส่งผลกระทบต่อการส่งออกมากขึ้นในช่วงต้นปี 2554


 นายธนิต โสรัตน์ รองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวว่า สินค้าที่ส่งมอบในไตรมาสที่ 4 เริ่มเจรจาสั่งซื้อสินค้าตั้งแต่กลางปี โดยเงินบาทเริ่มแข็งค่ามากตั้งแต่เดือนส.ค. 2553 จึงส่งผลกระทบต่อการส่งออกในไตรมาสที่ 4 บ้าง ซึ่งที่ผ่านมาผู้ส่งออกยังพอรับคำสั่งซื้อเพื่อส่งมอบในไตรมาสสุดท้ายได้ เช่น เครื่องหนัง เครื่องนุ่งห่ม อุตสาหกรรมสมุนไพร และผู้ส่งออกมาการปรับตัวหาวิธีการรับมือจึงทำให้ประคองตัวไปได้ เช่น การประกันความเสี่ยงค่าเงิน แต่หากเงินบาทยังแข็งค่าขึ้นต่อเนื่องตามที่หลายฝ่ายคาดการณ์ไว้เชื่อว่าจะส่งผลกระทบต่อการส่งออกในช่วงไตรมาสที่ 1 ปี 2554 มาก ซึ่งทำให้ผู้ส่งออกไม่ต้องการที่จะรับคำสั่งซื้อ เพราะยิ่งรับมากก็ยิ่งมีความเสี่ยง

 

อุตสาหกรรมปรับตัวเพื่ออยู่รอด

นายธนิต กล่าวว่า ขณะนี้มีผู้ประกอบการหลายอุตสาหกรรมที่มีปัญหาในการกำหนดราคาสินค้าก่อนหน้านี้ และบางอุตสาหกรรมต้องปรับมารับคำสั่งซื้อที่ค่าเงินบาท 29 บาท เพื่อให้อยู่รอดและแข่งขันกับคู่แข่งได้ เช่น เครื่องหนัง และสินค้าอุตสาหกรรมที่มูลค่าการส่งออกขยายตัวได้ดีก่อนหน้านี้ก็ได้รับผลกระทบจากเงินบาทแข็งค่า เช่น รถยนต์ อิเล็กทรอนิกส์ โดยการส่งออกรถยนต์ที่ก่อนหน้านี้คำนวณราคาจากต้นทุนที่ค่าเงินบาท 32 บาท แต่เมื่อถึงเวลาส่งมอบเงินบาทแข็งค่าขึ้นไปอีกทำให้กระทบต่อยอดขายที่ลดลงบ้างเมื่อเทียบกับช่วงต้นปี


 นายวิศิษฎ์ ลิ้มประนะ ประธานกลุ่มอุตสาหกรรมอาหาร ส.อ.ท. กล่าวว่า การส่งออกสินค้าอาหารในช่วงไตรมาสที่ 4 ในเชิงปริมาณน่าจะขยายตัวได้ดีเพราะสินค้าไทยยังเป็นที่ต้องการของตลาด แต่ในด้านมูลค่าอาจจะขยายตัวไม่มาก โดยปัจจุบันสินค้าอาหารจะเจรจารับคำสั่งซื้อ 2-3 เดือน จึงจะส่งมอบ ซึ่งสินค้าที่ส่งมอบในไตรมาสสุดท้ายของปีจะเริ่มเจรจาตั้งแต่เดือนส.ค. 2553 ที่เงินบาทเริ่มแข็งค่ามากมาอยู่ที่ 31.7 บาท โดยถ้าส่งมอบในเดือนต.ค. นี้ เงินบาทก็แข็งค่าจากช่วงรับคำสั่งซื้อไปมากกว่า 1 บาทแล้ว และสินค้าบางรายการที่ส่งมอบเดือนสุดท้ายของปีก็ยังเจรจากันอยู่เพราะเงินบาทที่แข็งค่าขึ้นทำให้ตกลงราคากันไม่ ซึ่งสินค้าบางรายการผู้ส่งออกต้องคำนวณราคาที่ค่าเงินบาท 29-30 บาท เพื่อลดผลกระทบจากอัตราแลกเปลี่ยน โดยถือว่าปัญหาเงินบาทแข็งค่าทำให้ช่วงปลายปีผู้ส่งออกขายสินค้าได้ลำบากขึ้น


 นายวิศิษฎ์ กล่าวว่า หากค่าเงินบาทในปลายเดือนต.ค. นี้ ไปอยู่ที่ 29 บาท ตามที่คาดไว้ผู้ส่งออกคงรับกับสถานการณ์นี้ไม่ได้ โดยบางอุตสาหกรรมรับกับค่าเงินบาทที่ 29 บาทได้ แต่อุตสาหกรรมอาหารรับไม่ได้ เพราะส่วนใหญ่ใช้วัตถุดิบภายในประเทศ เช่น ข้าว กุ้ง ซึ่งกำไรของผู้ส่งออกที่ลดลงมากส่งผลให้ต้องทำสัญญาซื้อขายกันแบบเดือนต่อเดือน เพื่อลดผลกระทบจากค่าเงินบาท ส่วนอาหารแปรรูปที่มีมูลค่าเพิ่มมากรับมือกับสถานการณ์ได้ดีกว่าสินค้าที่ไม่ผ่านการแปรรูป และเงินบาทที่แข็งค่าจนส่งผลกระทบต่อการส่งออกช่วงปลายปีก็จะมีส่วนทำให้การส่งออกสินค้าอาหารไม่เป็นไปตามเป้าหมาย ที่คาดว่าจะมีมูลค่า 820,000 ล้านบาท ขยายตัวจากปีที่แล้ว 10%

You must be a registered user to comment. Click here to register.

Already a user? Click here to login.