นายสมมาต ขุนเศษฐ เลขาธิการสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยว่า ขณะนี้ผู้ประกอบการไทยจำนวนมาก เช่น กลุ่มอุตสาหกรรมรองเท้า เสื้อผ้า อัญมณีและเครื่องประดับ เยื่อและกระดาษ อาหารสำเร็จรูป และเกษตรแปรรูป เริ่มเจรจากับลูกค้าต่างประเทศในการขอปรับขึ้นราคาสินค้า 10-15% เพื่อลดปัญหาการขาดทุนจากการแข็งค่าของเงินบาทไทย เพราะในปีนี้สูญเสียรายได้จากอัตราแลกเปลี่ยน 2-3 แสนล้านบาทแล้ว ล่าสุด คู่สัญญาในต่างประเทศให้ปรับราคาสินค้าแล้วเฉลี่ยที่ 5% ในการช่วยเหลือผู้ประกอบการไทยเสริมสภาพคล่อง ซึ่งหากผู้ส่งออกไทยปิดกิจการจะเกิดความยุ่งยากในการหาลูกค้าใหม่ในประเทศอื่น ที่สำคัญลูกค้ายังยอมรับคุณภาพสินค้าไทยอยู่
ทั้งนี้ยอมรับว่าภาคเอกชนคงรอมาตรการความช่วยเหลือจากธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ในการเข้ามาสกัดไม่ให้ค่าเงินแข็งมากนักไม่ได้อีกแล้ว เพราะตั้งแต่ช่วงต้นปีที่ผ่านมา ค่าเงินบาทไทยแข็งค่า 32.50 บาทต่อเหรียญสหรัฐ แต่ไม่เห็น ธปท.เข้าไปดำเนินการอย่างจริงจังนัก แม้ว่ากระทรวงพาณิชย์ กระทรวงการคลัง หรือแม้แต่คณะผู้บริหารของ สอท. ขอความร่วมมือให้ดำเนินเร่งด่วนแล้วก็ตาม ขณะเดียวกันคู่แข่งทางการค้าของไทยหลายประเทศ เช่น อินโดนีเซีย จีน และเวียดนาม ซึ่งที่ผ่านมาใช้นโยบายเจาะตลาดโลกโดยการดัมพ์ราคาสินค้าให้ต่ำกว่าคู่แข่ง แต่ล่าสุดผู้ประกอบการของประเทศเหล่านี้เริ่มขาดทุนอย่างหนัก ทำให้หลายรายต้องถือโอกาสเจรจากับคู่ค้าในการปรับขึ้นราคาสินค้าเช่นกัน
อย่างไรก็ดี ช่วงนี้สิ่งที่ ธปท.และคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ดำเนินการคือ การชะลอปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยออกไปถึงปลายปีก่อน เพราะหากยังปรับขึ้นจะทำให้เงินต่างประ เทศไหลเข้ามาในประเทศไทยอีกจนกดดันให้ค่าเงินบาทแข็งตัว
นายวิศิษฎ์ ลิ้มประนะ ประธานกลุ่มอุตสาหกรรมอาหาร สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยว่า จากค่าเงินบาทแข็งค่าขึ้น ทำให้ผู้ประกอบการอุตสาหกรรมอาหารได้ขอปรับราคาสินค้าส่งออกบางรายการขึ้นตั้งแต่กลางเดือน ส.ค.ที่ผ่านมา เช่น ข้าว สับปะรดกระป๋อง ปลากระป๋อง น้ำตาล มันสำปะหลัง เป็นต้น เนื่องจากเป็นสินค้าที่ได้รับผลกระทบสูงมากจนกระทั่งขาดทุน-กำไรไปแล้ว แต่ถือว่าโชคดีที่ประเทศคู่แข่งในภูมิภาคก็มีการขอปรับราคาสินค้าขึ้นเช่นเดียวกับไทย จึงทำให้สินค้าไทยยังสามารถแข่งขันได้
นายทวี ปิยะวัฒนา รองประธาน ส.อ.ท. ในฐานะกรรมการผู้จัดการ บริษัท พี.เอฟ.พี. เทรดดิ้ง จำกัด ผู้ผลิตและทำตลาดอาหารแปรรูปจากเนื้อปลาแช่แข็งยี่ห้อพีเอฟพี (PFP) กล่าวว่า บริษัทได้ขอปรับราคาสินค้าขึ้น 10 เซนต์ต่อกิโลกรัม กับประเทศคู่ค้าทั่วโลก เพื่อให้ครอบคลุมกับต้นทุนที่ปรับตัวสูงขึ้นมา แต่ยอมรับว่าขณะนี้ยังไม่มีลูกค้ารายใดตอบรับเลย นอกจากนี้ กลางปีที่ผ่านมาบริษัทเคยขอปรับราคาสินค้าไปแล้ว 5-10 เซนต์ต่อกิโลกรัม
“เราไม่คิดว่าเงินบาทจะแข็งค่าเร็วขนาดนี้ ซึ่งตอนที่เราส่งออกได้กำหนดราคาขายไว้ที่ 31 บาทต่อเหรียญสหรัฐฯ แต่ตอนนี้เงินบาทแข็งค่าที่ระดับ 30.8 บาทต่อเหรียศหรัฐฯ ซึ่งทำให้กำไรหายไปค่อนข้างมากเหลือ 2-3% เท่านั้น จากเดิมอาหารแปรูปมีกำไรจากการส่งออกราว 7-8% ซึ่งถือว่าส่งผลกระทบต่อผู้ส่งออกอย่างมาก และต้องการให้รัฐบาลหามาตรการช่วยเหลือด่วน เพราะถ้าเงินบาทแข็งค่าจนแตะระดับ 30.50 บาทต่อเหรียญสหรัฐฯ อุตสาหกรรมอาหารต้องเพลี่ยงพล้ำย่ำแย่”
ด้านนายจิรบูลย์ วิทยสิงห์ เลขาธิการสมาพันธ์ผลิตภัณฑ์ไลฟ์สไตล์ไทย เปิดเผยว่า ขณะนี้ผู้ประกอบการกลุ่มผลิตภัณฑ์ไลฟ์สไตล์ไทย อาทิ กลุ่มสินค้าของตกแต่งบ้าน ของเล่นไทย เครื่องใช้ไฟฟ้าในครัวเรือนไทย สินค้าหัตถกรรมภาคเหนือ และเครื่องเขียนและเครื่องใช้ในสำนักงานไทย ได้รับผลกระทบจากค่าเงินบาทที่แข็งค่าขึ้น เนื่องจากกลุ่มดังกล่าวเป็นกลุ่มที่มีรายได้จากการส่งออกสินค้า และเป็นกลุ่มธุรกิจขนาดกลาง และขนาดย่อม(เอสเอ็มอี) อีกทั้งยังขาดสภาพคล่องในการผลิตและการลงทุน
“ผู้ประกอบการยังอยู่ในช่วงระหว่างการผลิต และส่งมอบสินค้าตามออร์เดอร์ที่ได้รับ จากการรับออร์เดอร์ไปในช่วงที่ผ่านมา และรับออร์เดอร์ในอัตราแลกเปลี่ยนที่ 32-33 บาท และหากหลังจากนี้ค่าเงินบาทยังแข็งค่า และไม่ได้รับการแก้ไข ก็คาดว่ากลุ่มผลิตภัณฑ์ดังกล่าวจะได้รับผลกระทบและส่งผลให้มีกำไรลดลง”
อย่างไรก็ตาม การรับออเดอร์จากต่างประเทศของกลุ่มผลิตภัณฑ์ไลฟ์สไตล์ ถือว่าได้รับออเดอร์อย่างเต็มที่ และไม่สามารถขยายการรับออเดอร์ได้ ถึงแม้บางหลายหน่วยงานต้องการให้ขยายการรับออเดอร์ออกไปอีก แต่ทางกลุ่มผลิตภัณฑ์เองมองว่าไม่กล้าพอ เนื่องจากเสี่ยงเกินไปหากค่าเงินบาทยังคงมีปัญหา
นายจิรบูลย์ กล่าวอีกว่า ภาพรวมอุตสาหกรรมสินค้าไลฟ์สไตล์ไทย ในปี 2552 ที่ผ่านมา ส่งออกได้กว่า 62,000 ล้านบาท ขณะที่ภาพรวมการส่งออกสินค้าไลฟ์สไตล์ไทยในปี 2553 ช่วง7 เดือนแรกของปี หรือตั้งแต่มกราคม-กรกฎาคมที่ผ่านมา มีมูลค่ารวมกว่า 1,649.32 เหรียญสหรัฐฯ เพิ่มขึ้นจากช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อนประมาณ 17.81%


















You must be a registered user to comment. Click here to register.
Already a user? Click here to login.