นายวินเซนโซ คาลิ ทูตพาณิชย์อิตาลีประจำประเทศไทย เปิดเผยถึงสถานการณ์การค้าและการลงทุนระหว่างอิตาลีและไทย ว่าในช่วง 3-4 เดือนแรกของปี 2553 แนวโน้มตัวเลขการนำเข้าและส่งออกระหว่างไทยและอิตาลีขยายตัวเพิ่มขึ้นมาโดยตลอด หลังจากที่มูลค่าการค้าสองฝ่ายในปี 2552 ปรับตัวลดลงไปประมาณ 20% (เมื่อเทียบกับปี 2551) โดยในช่วงดังกล่าว การส่งออกของไทยไปยังอิตาลีลดลง 33% จาก 1,979 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ เหลือ 1,315 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ขณะที่การนำเข้าสินค้าจากอิตาลีมายังไทยลดลง 15% จาก 1,612 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ เหลือ 1,369 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ
นายคาลิให้เหตุผลของมูลค่าการค้าที่ลดลงว่าสืบเนื่องมาจากปัญหาวิกฤติเศรษฐกิจเป็นปัจจัยหลัก โดยกลุ่มสินค้าที่ได้รับผลกระทบมากที่สุด คือ สินค้าประเภทสินค้าทุนและเครื่องจักร ซึ่งเป็นสินค้าที่ไทยนำเข้าจากอิตาลีด้วยมูลค่าเป็นอันดับที่หนึ่ง (ดังตารางประกอบ) อย่างไรก็ตาม ผลกระทบของวิกฤติเศรษฐกิจที่มีต่อการค้าระหว่างไทยและอิตาลีนับว่าไม่รุนแรงเมื่อเทียบกับมูลค่าการค้าของทั่วโลกที่ลดลงประมาณ 24% ทั้งนี้ อิตาลีเป็นประเทศที่ไทยส่งออกสินค้าเป็นมูลค่ามากเป็นอันดับที่ 26 และนำเข้าสินค้าด้วยมูลค่าที่มากเป็นอันดับที่ 25
"แนวโน้มสินค้าส่งออกของอิตาลี ที่ต้องการเข้ามาทำตลาดในไทยเพิ่มมากขึ้นนอกเหนือจากสินค้าประเภทเครื่องจักร และเราเชื่อว่ามีโอกาสที่ดี ได้แก่ สินค้าอุปโภคบริโภค อาทิ อาหาร ไวน์ เสื้อผ้า และสินค้าแฟชั่นต่างๆ" ทูตพาณิชย์อิตาลีกล่าว แต่ก็ยอมรับว่า อุปสรรคที่มีอยู่ในขณะนี้คือปัญหาเรื่องราคาที่ค่อนข้างสูงของสินค้า เนื่องจากสินค้าจากอิตาลีเป็นสินค้าที่มีคุณภาพซึ่งมีราคาขายสูงอยู่แล้วในประเทศอิตาลีเอง เมื่อบวกค่าขนส่งและภาษีในการนำเข้ามายังประเทศไทย ก็ยิ่งทำให้ราคาสูงขึ้นไปอีก "ผมหวังว่าการเจรจาเรื่องข้อตกลงการค้าเสรีระหว่างไทยกับสหภาพยุโรปที่กำลังจะมีขึ้น จะช่วยลดอัตราภาษีและทำให้สินค้าจากอิตาลีเป็นที่ดึงดูดใจสำหรับคนไทยมากยิ่งขึ้น"
ในส่วนของการลงทุน ปัจจุบันมีบริษัทอิตาลีที่เข้ามาลงทุนทำธุรกิจในประเทศไทยประมาณ 50 บริษัท และมีโรงงานอยู่ 15 แห่ง บริษัทที่ใหญ่ที่สุด คือ บริษัทดานิเอเล่ ฟาร์ อีสต์ฯ ซึ่งเป็นบริษัทที่ทำธุรกิจเกี่ยวกับการผลิตและแปรรูปเหล็ก โดยได้สร้างงานให้กับคนไทยประมาณ 2,000 ตำแหน่ง รองลงมา คือ บริษัท คาวาญ่าฯ ซึ่งเป็นผู้ผลิตวาล์วสำหรับปิดถังก๊าซ
นายคาลิกล่าวว่า ที่ผ่านมามีบริษัทจากอิตาลีจำนวนไม่น้อยที่สนใจไปลงทุนในจีน และเมื่อเร็วๆ นี้เวียดนามก็ก้าวขึ้นมาเป็นหนึ่งในประเทศที่บริษัทจากอิตาลีให้ความสนใจมากที่สุด เช่น บริษัท ปิอาจจิโอฯ ผู้ผลิตรถจักรยานยนต์เวสป้า ที่ไปเปิดโรงงานผลิตในประเทศเวียดนามและส่งออกมายังประเทศไทย เป็นต้น ส่วนประเทศไทย แม้จะมีปัญหาทางการเมือง แต่ก็เชื่อว่ายังมีโอกาสสำหรับการลงทุนอยู่และนักลงทุนต่างชาติก็ไม่ได้หวั่นวิตกมากนัก อย่างไรก็ตาม ถ้ารัฐบาลไทยสามารถแก้ไขปัญหาการเมืองได้อย่างรวดเร็วจะเป็นการดีกว่า เพราะนักลงทุนต้องการบรรยากาศทางการเมืองที่มีเสถียรภาพ
และเพื่อเป็นการส่งเสริมสินค้าที่ผลิตในประเทศอิตาลีและเผยแพร่ให้ผู้บริโภคชาวไทยได้รู้จักอิตาลีให้แง่มุมต่างๆ มากขึ้น ทางสำนักงานพาณิชย์อิตาเลียนร่วมกับสถานทูตอิตาลีประจำประเทศไทย มีกำหนดจัดงาน Italian Festival 2010 in Thailand ขึ้น เริ่มจากวันที่ 25 พฤษภาคมศกนี้ ซึ่งงานดังกล่าวจะมีกิจกรรมต่างๆ มากมายไปจนถึงเดือนธันวาคม 2553 โดยส่วนหนึ่งของกิจกรรมจะมีการนำสินค้าอุปโภคบริโภค เช่น ไวน์คุณภาพดี อาหาร และสินค้าแฟชั่น ตลอดจนนวัตกรรมเทคโนโลยีจากอิตาลีมาจัดแสดง


















You must be a registered user to comment. Click here to register.
Already a user? Click here to login.