Switch to: uk
24 May 2012 02:47AM

นวัตกรรมสิ่งทอ โอกาสเจาะตลาดยุ่น

24 Jul 09 ,  bangkokbiznews.com
  • 0
นวัตกรรมสิ่งทอ กำลังจะกลายเป็น "คำตอบ"ของการเจาะตลาดยุ่น หลังตลาดหลักอย่างสหรัฐ-ยุโรป ซบหนักส่งออก 5 เดือนยังคงติดลบต่อเนื่อง

สิ่งทอแบบเดิมๆ นับวันจะยิ่งตกกระป๋อง หากไม่มีการพัฒนาหรือนำเอาเทคโนโลยีใหม่ๆเข้ามาช่วยสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับผลิตภัณฑ์

คำกล่าวนี้ได้รับการยืนยันจาก "วิรัตน์ ตันเดชานุรัตน์" ผู้อำนวยการสถาบันพัฒนาอุตสาหกรรมสิ่งทอ ที่ให้ข้อมูลว่า อุตสาหกรรมสิ่งทอของไทยพึ่งพาการส่งออกเป็นหลัก แต่หลังจากเศรษฐกิจชะลอตัวทั่วโลก ทำให้อุตสาหกรรมนี้ได้รับผลกระทบไปด้วย โดยในเดือนพฤษภาคม 2552 มูลค่าส่งออกสิ่งทอติดลบไปถึง 14.8% นับเป็นการติดลบต่อเนื่องมาตั้งแต่ไตรมาสแรก

ในแง่ของการปรับตัว หลายๆอุตสาหกรรมอาจจะรอเงินหรือความช่วยเหลือจากรัฐบาล ทว่าผู้ประกอบการอุตสาหกรรมสิ่งทอส่วนใหญ่เลือกที่จะช่วยเหลือตัวเองในหลายแนวทาง หนึ่งในนั้นคือการหันมาพัฒนานวัตกรรมสิ่งทอ เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่ม

เช่น การสร้างผ้าที่มีกลิ่นหอมติดทนนาน แม้จะผ่านการซัก 20- 30 ครั้ง ซึ่งสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้าราวๆ40% เมื่อเปรียบเทียบกับต้นทุนที่เพิ่มขึ้นไม่ถึง10% จึงนับเป็นทางเลือกที่น่าสนใจ

"ไม่ใช่เรื่องใหม่สำหรับการผลิตผ้าออกมาให้มีกลิ่นหอมติดทนนาน เพียงแต่รู้กันในวงแคบๆยังไม่แพร่หลาย เช่นกลุ่มที่ทำธุรกิจสปา หรือสถานออกกำลังกายจะใช้เทคโนโลยีตัวนี้เยอะมาก เพราะทำได้หลายกลิ่น เช่น มะลิ ตะไคร้  หรือแม้แต่ ลาเวนเดอร์ ซึ่งทางสถาบันฯได้จัดอบรมไปแล้วหลายรุ่น สินค้าตัวนี้ยังอยู่ระหว่างการพัฒนาในเชิงพาณิชย์"

เขาบอกว่า ที่ผ่านมาสถาบันฯ พยายามประชาสัมพันธ์เทคโนโลยีเหล่านี้ให้มากขึ้น เพราะยังมีเอกชนจำนวนมากที่ยังไม่ทราบว่าสถาบันฯมีเทคโนโลยีตรงนี้อยู่ นอกจากนี้ยังมีอีกหลายเทคโนโลยีที่สถาบันฯได้วิจัยและพัฒนาเพื่อให้ผู้ประกอบการนำไปใช้พัฒนาสินค้า เช่น เสื้อนาโน ซึ่งได้รับการตอบรับดีมากทั้งในและต่างประเทศ หรือ ถุงเท้าที่ใช้ผ้าพิเศษกันเปื้อนได้ มากกว่าถุงเท้าปกติ ซึ่งได้รับความนิยมมาก

ด้าน วัลลภ วิตนากร เลขาธิการสมาคมอุตสาหกรรมเครื่องนุ่งห่มไทย เจ้าของบริษัท ฟิวเจอร์การ์เม้นท์ จำกัด บอกว่า ในช่วง 5 เดือนที่ผ่านมา (ม.ค.-พ.ค.) อุตสาหกรรมนี้ติดลบไปแล้วกว่า13% แต่คาดว่าในช่วงไตรมาส 3-4  นี้ สถานการณ์น่าจะดีขึ้น ทำให้ทั้งปีน่าจะติดลบประมาณ 5-8%

เขายังเห็นว่า ตัวเลขส่งออกที่ปรับลดลงไม่ได้เป็นปัญหาสำหรับผู้ประกอบการในธุรกิจนี้มากนัก เพราะยังคงมีคำสั่งซื้อเข้ามาเรื่อยๆ แต่ผู้ประกอบการส่วนใหญ่จะใช้จังหวะนี้ปรับโครงสร้างองค์กรไปพร้อมๆ กัน โดยจะเน้นไปที่การเพิ่มประสิทธิภาพ และลดต้นทุนการผลิต

โดยในแง่ของการเพิ่มประสิทธิภาพ จะเน้นที่การสร้างนวัตกรรมเพื่อสร้างแบรนด์สินค้า รองรับลูกค้าระดับบน ซึ่งคนกลุ่มนี้จะเป็น"ตลาดใหม่"ในอนาคต โดยเฉพาะลูกค้าในประเทศญี่ปุ่น ที่เห็นว่าตลาดนี้จะเป็นตลาดที่เข้ามาทดแทนตลาดเดิม (สหรัฐฯ-ยุโรป) ที่ยอดส่งออกปรับตัวลดลงจากการชะลอตัวของเศรษฐกิจ

ทว่า ปัญหาที่ผู้ประกอบการจะต้องรู้ไว้คือ ความยากในการส่งออกสินค้าไปยังญี่ปุ่น  เนื่องจาก ประเทศนี้มีความเข้มข้นในการตรวจตราคุณภาพสินค้า แต่สำหรับผู้ประกอบการไทยแล้วเขายังว่า น่าจะได้เปรียบเพราะสินค้ามีคุณภาพดีอยู่แล้ว เพียงแต่ต้องผลิตสินค้าให้ตรงกับความต้องการของตลาด

โดยที่ผ่านมาทั้ง 8 สมาคมที่เกี่ยวข้องกับสิ่งทอ และสถาบันพัฒนาอุตสาหกรรมสิ่งทอ ได้ร่วมมือกับรัฐบาลญี่ปุ่น ในการพัฒนาสิ่งทอให้ตรงกับความต้องการของผู้บริโภค  ไม่ว่าจะเป็นการนำนวัตกรรม หรือเทคโนโลยีใหม่ๆ เข้ามาใช้

ตัวอย่างหนึ่งที่จะเข้ามาช่วยผู้ประกอบการในการเจาะตลาดญี่ปุ่น ซึ่งเป็นตลาดที่มีกำลังซื้อสูงคือ การออกผลิตภัณฑ์สิ่งทอสำหรับฤดูใบไม้ผลิ และฤดูร้อนให้กับเอกชนญี่ปุ่น โดยจะเป็นผ้าลดความร้อน ระบายความชื้นได้ดี และที่กำลังจะทำตามมาอีกคือ ผลิตภัณฑ์สิ่งทอสำหรับสำหรับฤดูหนาว

"ในส่วนนี้เราได้รับการตอบรับดีมากจากญี่ปุ่น ส่วนหนึ่งเป็นเพราะได้รับอานิสงส์จากข้อตกลงเขตการค้าเสรีไทย-ญี่ปุ่น และการเปิดเสรีอาเซียน แต่สิ่งที่ผู้ประกอบการไทยต้องคำนึงคือคุณภาพและไลฟ์สไตล์ของคนญี่ปุ่นว่าเป็นอย่างไร"

สำหรับสมาคมอุตสาหกรรมเครื่องนุ่งห่มไทย มองว่า ตลาดญี่ปุ่นจะกลายเป็นตลาดหลักในไม่ช้า แม้กลุ่มอื่นๆจะมองไปที่ตลาดใหม่อย่างจีน อินเดีย หรือ รัสเซีย โดยเขาให้เหตุผลว่า ตลาดเหล่านี้มีฐานการผลิตเดิมอยู่แล้ว ค่าแรงอาจจะถูกกว่า ทำให้สินค้ามีราคาไม่แพงมากนัก  เช่น รัสเซียก็มีจีนส่งออกสินค้าอยู่แล้ว แต่สำหรับตลาดญี่ปุ่นแม้จะเป็นประเทศเล็กแต่กลับมีกำลังซื้อสูงเมื่อเทียบกับอินเดีย หรือรัสเซีย

"การที่รัฐบาลบอกว่าต้องการเจาะตลาดใหม่ ผมว่าไปไม่ถึงหรอก เพราะที่อื่นๆ เขาก็จ้องเข้าตลาดใหม่นี้เหมือนกัน โดยเฉพาะในจีน อินเดีย เวียดนาม หรือ รัสเซีย ผมว่าเรามองในแถบรอบๆ บ้านเราอย่างญี่ปุ่น แม้จะเป็นประเทศเล็กแต่ก็มีกำลังซื้อสูงมาก หากเราสามารถพัฒนาสินค้า พัฒนาผลิตภัณฑ์ให้ตรงกับความต้องการโดยการใช้เทคโนโลยีหรือนวัตกรรมเข้ามาช่วยก็จะทำให้เราส่งออกสินค้าไปได้มากขึ้นในทุกสถานการณ์"

You must be a registered user to comment. Click here to register.

Already a user? Click here to login.