++ส่งออกครึ่งแรกลบต่อเนื่อง
"เดช" ได้ฉายภาพรวมการส่งออกสินค้าสิ่งทอและเครื่องนุ่งห่มของไทยช่วง 2 เดือนแรกของปี2552นี้ว่า มีการส่งออกมูลค่ารวม 1,006.25 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯขยายตัวลดลงจากช่วงเดียวกันของปีก่อน 13.72% แยกเป็นสิ่งทอส่งออกมูลค่า 474.04 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ขยายตัวลดลง 19.92% และเครื่องนุ่งห่มมูลค่า 532.21 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯขยายตัวลดลง 7.33% โดยตลาดหลักทั้งสหรัฐอเมริกา สหภาพยุโรป(อียู) และอาเซียนขยายตัวลดลงทุกตลาด ยกเว้นตลาดญี่ปุ่นที่ตัวเลขยังขยายตัวเพิ่มขึ้นเป็นผลสืบเนื่องจากญี่ปุ่นได้ย้ายฐานการสั่งซื้อจากจีนมาไทยมากขึ้นซึ่งเป็นผลพวงจากความตกลงหุ้นส่วนเศรษฐกิจไทย-ญี่ปุ่น(เจเทป้า) และปัญหาด้านคุณภาพสินค้าและการส่งมอบของสินค้าจีน
ส่วนสาเหตุที่ 3 ตลาดหลักข้างต้นขยายตัวลดลง เนื่องจากภาวะเศรษฐกิจโลกที่ได้รับผลกระทบอย่างรุนแรงจากวิกฤตการณ์ทางการเงินที่เริ่มตั้งแต่เดือนกันยายน 2551 ทำให้ผู้บริโภคเกิดความตื่นตระหนกและลดการจับจ่ายใช้สอยลง เป็นเหตุให้ผู้นำเข้าหยุดการสั่งซื้อสินค้าเร็วกว่ากว่าปกติ การสั่งออร์เดอร์สินค้าได้ลดลงอย่างต่อเนื่องนับแต่เดือนตุลาคม 2551จนถึง ณ ปัจจุบัน ล่าสุดยอดค้าปลีกในสหรัฐอเมริกา และอียูช่วงไตรมาสแรกของปีนี้เทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนได้ลดลงกว่า 10-11% ถือเป็นสัญญาณที่ยังไม่ดีขึ้น
++คาดทั้งปีติดลบ 6-7%
"ช่วงไตรมาสแรกของปีนี้เครื่องนุ่งห่มและสิ่งทอจะติดลบประมาณ 13-15% เนื่องจากลูกค้ายังไม่กล้าสั่งของ เพราะสั่งไปไม่รู้สินค้าจะขายออกหมดหรือไม่ ส่วนไตรมาสที่สองคาดหวังว่าสัญญาณการบริโภค และดัชนีค้าปลีกในสหรัฐฯและอียูจะปรับตัวดีขึ้น ประกอบกับเวลานี้คู่ค้าของเราอยู่ระหว่างเร่งระบายสต๊อกเดิมให้หมดเพื่อเช็กยอดว่ายอดขายลดลงไปเท่าไหร่ ก่อนที่จะสั่งสินค้าสำหรับฤดูกาลใหม่เข้าไปขาย ซึ่งจากสต๊อกสินค้าที่จะลดลง จะทำให้มีความต้องการสินค้าไปจำหน่ายเพิ่มขึ้น ทำให้คาดการณ์ว่าตัวเลขการส่งออกของเราในช่วงไตรมาสที่สองจะไม่ติดลบมากนักหรืออาจจะลบแค่ 2-3%"
ส่วนไตรมาสที่สามคาดตัวเลขการส่งออกจะติดลบอีกประมาณ 10% เพราะปกติจะเป็นช่วงที่มีการสั่งซื้อน้อย และในไตรมาสที่สี่ซึ่งปกติเป็นช่วงพีกซีซันคาดตัวเลขจะไม่ติดลบ และจะกลับมาเป็นบวก ทำให้ภาพรวมทั้งปีนี้การส่งออกสิ่งทอและเครื่องนุ่งห่มของไทยน่าจะขยายตัวลดลง 6-7 % เมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา(ปี 2551 ไทยส่งออกสิ่งทอและเครื่องนุ่งห่มมูลค่า 7,199 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ขยายตัวเพิ่มจากปี 2550 ในอัตรา 3.2%)
++กลุ่มไฮเอนด์กระทบหนัก
"เดช" กล่าวอีกว่า ในภาพรวมสินค้าสิ่งทอและเครื่องนุ่งห่ม เวลานี้มีทั้งกลุ่มที่ได้รับผลกระทบค่อนข้างมากจากภาวะเศรษฐกิจ และกำลังซื้อผู้บริโภคที่ลดลง และกลุ่มที่ได้รับผลกระทบไม่มากนัก โดยกลุ่มที่ได้รับผลกระทบค่อนข้างมากคือ ผู้ผลิตและส่งออกที่จับลูกค้าตลาดบน(ไฮเอนด์) แบรนด์เนมระดับสูง ขายตามห้างหรู ราคาแพง ซึ่งในกลุ่มนี้มีสัดส่วนประมาณ 15% ของจำนวนผู้ประกอบการทั้งหมด หลายรายในกลุ่มนี้ได้ปรับลดกำลังการผลิต และปรับลดคนงานลง
ขณะที่กลุ่มที่ได้รับผลกระทบไม่มาก หนึ่งคือกลุ่มผู้ผลิตส่งออกที่เน้นลูกค้าระดับกลาง-ล่าง หรือกลุ่มแมสโปรดักส์ที่ขายในดิสเคาน์สโตร์ กลุ่มนี้แม้ยอดขายจะลดลงบ้างแต่ไม่มาก เนื่องจากในช่วงที่กำลังซื้อของผู้บริโภคลดลงคนจะหันมาซื้อเสื้อผ้าในดิสเคาน์สโตร์มากขึ้น ซึ่งกลุ่มที่จับลูกค้าระดับกลาง-ล่าง ปัจจุบันคิดเป็นสัดส่วนกว่า 85% ของผู้ประกอบการทั้งหมด
++ลดโอที-ซับคอนแทรกต์
สำหรับกลยุทธ์ในการปรับตัวของผู้ประกอบการเพื่อฝ่าฟันวิกฤติในครั้งนี้ "เดช"ชี้แจงว่าส่วนใหญ่ได้ปรับลดชั่วโมงการทำงานของพนักงานลง เช่นจากช่วงที่ยังส่งออกได้ดีจะทำงานวันละ 8 ชั่วโมง บวกการทำงานล่วงเวลา(โอที)อีก 4-6 ชั่วโมงต่อวัน รวมเป็น 12-14 ชั่วโมงต่อวัน แต่เวลานี้ส่วนใหญ่ได้ปรับลดเวลาทำงานลงเหลือ 8-10 ชั่วโมงต่อวัน จากการลดเวลาทำงานลงทำให้กำลังการผลิตสิ่งทอและเครื่องนุ่งห่มของไทยในภาพรวมทั้งประเทศเวลานี้ได้ปรับลดลงจากระดับเดิมประมาณ 10-20% ผลกระทบที่ตามมาคือทำให้ผู้ประกอบการแต่ละรายได้เลิกจ้างซับคอนแทร็กต์(ผู้ผลิตรับช่วงเหมา)เกือบจะทั้งหมด
++การันตี "ฉันทนา"ไม่ตกงาน
อย่างไรก็ดี "เดช"ชี้ว่า การตกงานในกลุ่มสิ่งทอและเครื่องนุ่งห่มถือว่าไม่รุนแรงเท่าอุตสาหกรรมอื่น เพราะคนงานที่ถูกเลิกจ้างจากสถานประกอบการของผู้ผลิตส่งออกที่เน้นตลาดไฮเอนด์และคนงานในกลุ่มซับคอนแทร็กต์ คนงานเหล่านี้โรงงานในกลุ่มแมสที่จับตลาดกลาง-ล่างสามารถรองรับได้ทั้งหมด เพราะกิจการยังพอไปได้ และบางรายในช่วงที่ผ่านมาก็มีการขยายงานในต่างจังหวัด
ดังนั้นจึงยังมีความต้องการแรงงานอีกมาก(ตัวเลขกรมส่งเสริมอุตสาหกรรมระบุกลุ่มผู้ผลิตส่งออกเครื่องนุ่งห่มยังมีความต้องการแรงงานกว่า 12,900 คน) แต่ที่ผ่านมาหาไม่ได้เพราะถูกแย่งตัวจากอุตสาหกรรมอื่น ดังนั้น แรงงานที่ถูกเลิกจ้างในอุตสาหกรรมสิ่งทอและเครื่องนุ่งห่มจึงมีผู้แย่งตัว ซึ่งรับรองได้ว่าไม่ตกงานเพราะคนงานที่ถูกเลิกจ้างส่วนใหญ่มีทักษะฝีมือที่ดีอยู่แล้ว สามารถนำมาต่อยอดเริ่มงานใหม่ได้ทันที
"เดช"กล่าวทิ้งท้ายว่า การวิเคราะห์แนวโน้มอุตสาหกรรมข้างต้นหากเป็นไปตามความคาดหมายถือว่าวิกฤติครั้งนี้ส่งผลกระทบต่ออุตสาหกรรมสิ่งทอและเครื่องนุ่งห่มของไทยในภาพรวมไม่รุนแรงนัก ในทางกลับกันหากเศรษฐกิจของประเทศคู่ค้ามีความพลิกผันดิ่งลงแบบไม่ทราบจุดต่ำสุดก็อาจจะกระทบมาก ดังนั้นผู้ประกอบการต้องติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดเพราะเหตุการณ์ข้างหน้ายังไม่อาจไว้วางใจได้


















You must be a registered user to comment. Click here to register.
Already a user? Click here to login.