ต่อมารัฐบาลพล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ได้สานต่อ และได้มีมติคณะรัฐมนตรี(ครม.)วันที่ 20 ก.พ.2550 เห็น
ชอบในหลักการที่ไทยจะลงนามความตกลง JTEPA กับญี่ปุ่น กำหนดจะมีการลงนามภายในเดือน
เมษายนศกนี้(กำหนดลงนาม 3 เม.ย.2550) แต่ก่อนที่จะมีการลงนามได้มอบหมายให้กระทรวงการต่าง
ประเทศไปทำความเข้าใจกับฝ่ายญี่ปุ่นในประเด็นที่เป็นข้อกังวลใจของฝ่ายไทยตามเสียงท้วงติงของสภา
นิติบัญญัติแห่งชาติ(สนช.) ใน 2 ประเด็นหลัก คือ เรื่องขยะของเสียอันตราย และสิทธิบัตรจุลชีพ
อย่างไรก็ดีก่อนที่การลงนามจะมีขึ้นได้มีเสียงสนับสนุน และเสียงคัดค้านจากหลายฝ่าย ในวงกว้าง"ฐาน
เศรษฐกิจ"ได้สัมภาษณ์นายพิศาล มาณวพัฒน์ รองปลัดกระทรวงการต่างประเทศในฐานะหัวหน้าคณะ
เจรจา JTEPA ถึงเหตุผลที่เห็นควรลงนาม และสัมภาษณ์นายวิฑูรย์ เลี่ยนจำรูญ แกนนำกลุ่มศึกษาข้อ
ตกลงเขตการค้าเสรีภาคประชาชน(เอฟทีเอ ว็อทช์) ถึงเหตุผลที่คัดค้าน ตลอดจนความเคลื่อนไหวของ
ทั้งสองฝ่ายก่อนจะถึงวันลงนาม
นายพิศาล มาณวพัฒน์ กล่าวว่า เหตุผลที่ไทยควรลงนาม มองว่าความตกลง JTEPA จะเป็นประโยชน์กับ
ประเทศไทยมากในทุกๆ ด้าน และการลงนามในห้วงเวลานี้ถือมีความชอบธรรม เพราะในช่วง 5 ปีที่ผ่าน
มา JTEPA ได้ผ่านกระบวนการศึกษา ปรึกษาหารือ การเปิดให้ทุกฝ่ายมีส่วนร่วมในการแสดงความคิดเห็น
ในวงกว้าง ผ่านการตรวจสอบโดยสถาบันวิจัยชั้นนำ(ทีดีอาร์ไอ) จาก สนช. รวมทั้งคณะเจรจายังได้เข้าชี้
แจงให้ข้อมูลทุกขั้นตอนแก่สภาผู้แทนราษฎร วุฒิสภา สภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สป.)
คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ(กสม.)
ขณะเดียวกันยังได้รับเสียงสนับสนุนจากหลายฝ่าย ทั้งจากสมาคมการค้าต่างๆ สภาหอการค้าแห่ง
ประเทศไทย สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย กลุ่มสหกรณ์การเกษตรที่เป็นกลไกหลักในการขับ
เคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ ฯลฯ โดยเห็นพ้องกันว่า การลงนามครั้งนี้จะทำให้ไทยได้รับประโยชน์มาก
เฉพาะอย่างยิ่งด้านการค้า การลงทุน และประโยชน์จากโครงการความร่วมมือทางเศรษฐกิจต่างๆ ซึ่งจะ
ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจไทยที่มีแนวโน้มชะลอตัวในปีนี้ได้อีกทางหนึ่ง
สำหรับข้อครหาในการอภิปรายเพื่อรับฟังความเห็นของ สนช.เมื่อ 15 ก.พ.2550 ที่สมาชิกสนช.บางส่วน
ระบุว่า ได้รับเอกสารความตกลงล่วงหน้าเพียง 1 วันก่อนการอภิปราย ทำให้ไม่มีเวลาศึกษารายละเอียด
และหลายคนไม่ได้รับอนุญาตให้ลุกขึ้นอภิปรายคัดค้าน นายพิศาลชี้แจงว่าข้อเท็จจริงทางสำนักงานได้
จัดส่งร่างความตกลงฯให้กับประธานสนช. ประธานคณะกรรมาธิการคณะต่างๆ ของสนช. ประธานสภาที่
ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ และประธานกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติเพื่อส่งผ่านไปยัง
สมาชิกตั้งแต่ปลายปี 2549 ถึงต้นปี 2550
ส่วนประเด็นการไม่ได้รับอนุญาตให้ลุกขึ้นอภิปราย ประธาน สนช.ได้เปิดโอกาสให้สมาชิกได้อภิปราย
อย่างเต็มที่ สุดท้ายมีผู้ให้การสนับสนุนร่างความตกลงมากกว่าคัดค้าน แต่ที่ประชุมได้แสดงความกังวล
ใน 2 เรื่องคือ ขยะพิษและสิทธิบัตรจุลชีพ ซึ่งต่อมาคณะเจรจาได้นำเสนอเรื่องต่อ ครม.และได้รับมอบ
หมายให้ไปหารือกับฝ่ายญี่ปุ่นเพื่อให้เข้าใจตรงกันในทั้งสองประเด็น
"ล่าสุดทางคณะเจรจาได้ไปหารือกับฝ่ายญี่ปุ่นในทั้งสองประเด็น และได้บรรลุข้อตกลงทั้งสองเรื่องแล้ว
โดยได้เขียนเป็นลายลักษณ์อักษรไว้ที่ชัดเจน สรุปสาระได้ว่า ทั้งสองฝ่ายมีความเข้าใจร่วมกันว่าฝ่าย
ไทยมีสิทธิทุกประการที่จะใช้กฎหมายไทยในการห้ามนำเข้าวัตถุมีพิษอันตราย และไม่รับจดสิทธิบัตร
จุลชีพ ส่วนสิ่งประดิษฐ์ที่เกี่ยวข้องกับจุลชีพนั้นญี่ปุ่นมีสิทธิเสนอให้ได้รับการพิจารณา ส่วนไทยจะให้หรือ
ไม่ขึ้นอยู่กับว่า สิ่งประดิษฐ์ที่ญี่ปุ่นขอจดสิทธิบัตรนั้นสอดคล้องกับเงื่อนไขทุกข้อในกฎหมายไทยหรือไม่
สรุปคือให้ใช้กฎหมายไทยเป็นใหญ่ ดังนั้นจึงหวังว่าทุกฝ่ายน่าจะคลายความกังวลได้"
อย่างไรก็ตามผลสรุปดังกล่าวจะนำไปแก้ไขในร่างความตกลงหรือเขียนเป็นบันทึกความเข้าใจแนบไว้
ท้ายบท(end note) เรื่องนี้อยู่ระหว่างการหารือกับฝ่ายญี่ปุ่น แต่ไม่ว่าจะอยู่ตำแหน่งใดนายพิศาลระบุว่า
ภายหลังการลงนามความตกลง ตามกฎหมายระหว่างประเทศถือว่ามีผลบังคับใช้อย่างสมบูรณ์เช่นเดียว
กัน
นายพิศาล เปิดเผยอีกว่า ขั้นตอนจากนี้ไปทางคณะเจรจาจะได้นำเสนอผลการหารือให้ครม.ได้รับทราบ
ภายใน 1-2 สัปดาห์นี้ ส่วนการตัดสินใจจะลงนามหรือไม่ลงนามขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของรัฐบาล แต่
ภารกิจในฐานะหัวหน้าคณะเจรจาถือว่าได้จบลงแล้ว(ในเดือนเม.ย.นายพิศาลจะไปรับตำแหน่งใหม่เป็น
เอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงบรัสเซลส์ ประเทศเบลเยียม)
"ผมได้อธิบายผู้คัดค้านแล้วในทุกประเด็น แต่หากอธิบายแล้วยังเอาเรื่องเดิมมาพูดใหม่อีกผมก็ไม่รู้จะทำ
อย่างไร สมมุติผมบอกว่านี่คือดอกกล้วยไม้ แต่เขาบอกไม่ใช่นี่คือดอกกุหลาบผม ผมก็ต้องยืนยันว่านี่คือ
ดอกกล้วยไม้ ในเรื่อง JTEPA งานผมจบแล้ว ส่วนครม.จะมีมติอย่างไรแล้วแต่ท่านนายกฯ"
นายวิฑูรย์ เลี่ยนจำรูญ กล่าวว่า ขณะนี้นอกจากกลุ่มเอฟทีเอ ว็อทช์ แล้วยังมีเสียงคัดค้านการลงนาม
JTEPA ในวงกว้างจากหลายกลุ่ม ได้แก่ องค์กรเครือข่ายภาคประชาชน กสม. สมาชิกสนช. อดีต
วุฒิสมาชิก เป็นต้น เนื่องจากจากการตรวจสอบร่างข้อตกลงในแต่ละบริบทพบยังมีข้อบกพร่องอีกมาก
อาจนำมาซึ่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อภาคสังคม สิ่งแวดล้อม ฐานทรัพยากรความหลากหลายทาง
ชีวภาพ และด้านสุขภาพของคนไทยในอนาคต
ทั้งนี้นอกจากเรื่องขยะพิษ และสิทธิบัตรจุลชีพที่กลุ่มผู้คัดค้านได้ชี้ข้อบกพร่องและนำไปสู่การแก้ไขแล้ว
ยังมีอีกหลายประเด็นที่อาจส่งผลกระทบหากข้อตกลงเขียนไว้ไม่รัดกุมดีพอ อาทิ ประเด็นด้านทรัพย์สิน
ทางปัญญาในเรื่องการบังคับใช้สิทธิเหนือสิทธิบัตรเพื่อผลิตยา(CL) ตามข้อตกลงจะถูกตีความว่าเป็นการ
ยึดทรัพย์ของนักลงทุน ยกเว้นกรณีเป็นประโยชน์ต่อสาธารณะให้ทำได้แต่การจะตีความว่าไม่เป็นการยึด
ทรัพย์ต่อเมื่อต้องชดเชยตามราคาตลาด ซึ่งเท่ากับว่าไม่เปิดช่องให้มีการบังคับใช้สิทธิได้ ทำให้คนไทย
ยังต้องบริโภคยาในราคาแพงกระทบต่อผู้มีรายได้น้อย
ส่วนประเด็นด้านการลงทุน กำหนดพื้นที่การลงทุนไว้กว้างมาก รวมถึงทะเล แม่น้ำที่เป็นเขตอธิปไตยของ
ไทย ซึ่งจะเป็นเอื้อต่อฝ่ายญี่ปุ่นมาก เป็นต้น
"เราไม่ได้คัดค้านการลงนาม แต่ขอเวลาตรวจสอบร่างข้อตกลงอย่างละเอียด โดยใช้เวลาอย่างน้อย 6
เดือน ตรงไหนมีข้อบกพร่องหรืออาจส่งผลกระทบในอนาคตขอให้มีการแก้ไขในร่างความตกลง หาก
รัฐบาลยังดึงดันที่จะมีการลงนามเราจะมีการเคลื่อนไหวเพื่อกดดันต่อไป"
นายวิฑูรย์เปิดเผยถึงแผนปฏิบัติการเพื่อเคลื่อนไหวคัดค้านว่า ในวันที่ 15 มี.ค.2550จะเชิญนักกฎหมาย
ระหว่างประเทศมาช่วยกันวิเคราะห์ประเด็นทางด้านกฎหมายถึงความชอบธรรมที่รัฐบาลจะลงนามความ
ตกลง เนื่องจากภายใต้รัฐธรรมนูญชั่วคราว พ.ศ.2549ไม่ได้บัญญัติหลักการทางกฎหมายในการให้
อำนาจรัฐบาลจัดทำความตกลงระหว่างประเทศใดๆ ที่มีผลผูกพันระยะยาว การที่รัฐบาลในช่วงเปลี่ยนผ่าน
จะกระทำการดังกล่าวจึงถือว่าไม่เหมาะสม ในเรื่องนี้จะยื่นเรื่องต่อศาลปกครองเพื่อให้มีคำสั่งให้การคุ้ม
ครองชั่วคราวเพื่อระงับการลงนามออกไปก่อน
ถัดไปในวันที่ 19 มี.ค.2550 จะมีการจัดประชุมเพื่อช่วยกันวิเคราะห์ประเด็นการเปิดเสรีและคุ้มครองการ
ลงทุนใน JTEPA ซึ่งเป็นอีกประเด็นที่น่าเป็นห่วง ผู้เข้าร่วมประชุมประกอบด้วยผู้ทรงคุณวุฒิจากสภาที่
ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ กรมเศรษฐกิจระหว่างประเทศ กระทรวงการต่างประเทศ นักวิชาการ
สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ และสถาบันธรรมรัฐเพื่อการพัฒนาสังคมและสิ่งแวดล้อม วันที่ 20 มี.ค.
เครือข่ายประชาชนฟื้นฟูแผ่นดินจะจัดเวทีวิพากษ์ความตกลง JTEPA กับผลกระทบต่อเกษตรกร
และในวันที่ 25 มี.ค.ทางกลุ่มจะจัดเวทีใหญ่โดยเชิญผู้แทนจากภาคต่างๆ เข้าร่วมกว่า 400 คน ประกอบ
ด้วยตัวแทนภาคประชาชน นักวิชาการ ตัวแทนพรรคการเมืองแทนพรรคชาติไทย พล.ต.จำลอง ศรีเมือง
อดีตวุฒิสมาชิกนายไกรศักดิ์ ชุณหะวัณเพื่อช่วยกันวิเคราะห์เนื้อหาร่างความตกลงที่มีผลกระทบกับคน
ไทยใน 4 ด้าน (เกษตร สาธารณสุข การลงทุน และสิ่งแวดล้อม) หลังจากนั้นจะมีการชุมนุมเคลื่อนไหว
ครั้งใหญ่เพื่อกดดันรัฐบาลให้ชะลอการลงนามออกไปก่อนจนกว่าจะมีการวิเคราะห์และแก้ไขสาระความ
ตกลงอย่างรอบคอบ
"ทั้งหมดเป็นแนวทางการต่อสู้เพื่อคัดค้านการลงนาม เชื่อว่าหากรัฐบาลยังดึงดันหลังลงนามแล้วจะมีความ
ยุ่งยากมากกว่ากรณีไอทีวีมาก ซึ่งไม่เชื่อว่ารัฐบาลจะลงนามในวันที่ 3 เม.ย.นี้ได้ หากลงนามจะเกิดความ
ยุ่งยากตามมาอีกมาก"


















You must be a registered user to comment. Click here to register.
Already a user? Click here to login.