นางพรทิวา นาคาศัย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยถึง การใช้สิทธิประโยชน์จากความตกลงเขตการค้าเสรี(เอฟทีเอ)ของไทย 7 ฉบับ ประกอบด้วยเขตการค้าเสรีอาเซียน(อาฟต้า) ,ญี่ปุ่น,จีน,อินเดีย,ออสเตรเลีย,นิวซีแลนด์ และเกาหลีใต้ ช่วง 5 เดือนแรกของปี 2554 ว่า ไทยมีการส่งออกไปยัง 7 ตลาดมูลค่ารวม 49,572.5 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯขยายตัวเพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว 20.8% ส่วนการนำเข้ามีมูลค่า 53,253.4 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ขยายตัว 25.6% ทำให้ไทยขาดดุลการค้า 3,680.9 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ โดยเป็นการขาดดุลกับ ญี่ปุ่น จีน เกาหลีใต้ และออสเตรเลีย
สำหรับการส่งออกของไทยไปยัง 7 ตลาดข้างต้น ในเดือนพฤษภาคมล่าสุดมีมูลค่าทั้งสิ้น 10,384 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ขยายตัว 18.4% ในจำนวนนี้เป็นการใช้สิทธิประโยชน์จากความตกลงเอฟทีเอในการส่งออกคิดเป็นสัดส่วน 34% มูลค่า 3,551.01 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ขยายตัวเพิ่มขึ้น 76.72% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว โดยผู้ประกอบการใช้สิทธิเอฟทีเอในกรอบของอาฟต้าสูงสุด รองลงมาคือ จีน และญี่ปุ่นตามลำดับ
อย่างไรก็ดีจากการตรวจสอบของ "ฐานเศรษฐกิจ"ถึงสถิติการค้าระหว่างประเทศของไทยกับประเทศคู่สัญญาเอฟทีเอทั้ง 7 ฉบับในปี 2553 เทียบกับปี 2552 พบว่าในภาพรวมการค้าระหว่างกันมีมูลค่าเพิ่มสูงขึ้น โดยในปี 2552 การค้ารวม(ส่งออก+นำเข้า) การส่งออก การนำเข้ามีมูลค่า 157,495.25 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ, 79,495.81 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ และ77,999.43 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯตามลำดับ ขณะที่ในปี 2553 มีมูลค่า 213,534.41 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ, 104,395.72 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ และ 109,138.7 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ขยายตัวเพิ่มขึ้น 35.5% , 31.3% และ 39.9% ตามลำดับ
ในด้านดุลการค้าในปี 2552 ไทยเป็นฝ่ายเกินดุลการค้ากับอาเซียน ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ และอินเดีย มูลค่า 7,790.70 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ , 4,791.20 , 230.51 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯและ 1,496.17 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯตามลำดับ ในปี 2553 เกินดุลเพิ่มขึ้นเป็น 14,006.41 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ , 3,473.73 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ , 289.27 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ และ 2,140.84 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯตามลำดับ ขณะที่ในปี 2552 ไทยเป็นฝ่ายขาดดุลการค้ากับญี่ปุ่น จีน และเกาหลีใต้ มูลค่า 9,299.74 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ , 909.52 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ และ 2,602.94 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯตามลำดับ ส่วนในปี 2553 ขาดดุลเพิ่มขึ้นเป็น 17,440.42 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ , 2,766.17 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ และ 4,446.63 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ตามลำดับ หรือขยายตัวเพิ่มขึ้นเกือบเท่าตัว
ส่วนช่วง 5 เดือนแรกของปี 2554 (ม.ค.-พ.ค.)ไทยเป็นฝ่ายเกินดุลการค้ากับอาเซียน นิวซีแลนด์ และอินเดีย มูลค่า 5,841.28 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ , 100.01 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ และ 856.56 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯตามลำดับ เทียบกับช่วงเดียวกันของปี 2553 เกินดุล 5,349.19 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ, 131.95 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ และ 861.60 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯตามลำดับ ขณะที่ไทยเป็นฝ่ายขาดดุลการค้ากับญี่ปุ่น จีน และเกาหลีใต้มูลค่า 7,062.04ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ , 1,784.98 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ และ 1,476.99 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯตามลำดับ เทียบกับช่วงเดียวกันของปี 2553 ขาดดุลมูลค่า 6,891.0699 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ , 857.14 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ และ1,890.34 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ตามลำดับ ส่วนดุลการค้าไทยกับออสเตรเลียช่วง 5 เดือนแรกของปี 2554 เป็นที่น่าสังเกตว่าไทยเป็นฝ่ายขาดดุลออสเตรเลีย จากก่อนหน้านี้เกินดุลมาโดยตลอด(5 เดือนแรกปี 2554 ไทยขาดดุลออสเตรเลีย 154.17 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ) ซึ่งกระทรวงพาณิชย์ชี้แจงว่า เป็นผลจากการส่งออกทองคำที่ลดลงถึง 100% รวมถึงการส่งออกรถยนต์ อุปกรณ์ และส่วนประกอบลดลง 57.9% เนื่องจากออสเตรเลียมีปัญหาเศรษฐกิจชะลอตัว
ด้านนายพรศิลป์ พัชรินทร์ตนะกุล รองประธานกรรมการหอการค้าไทยให้ความเห็นว่าการจัดทำเอฟทีเอมีผลให้การค้าของไทยกับประเทศคู่สัญญาขยายตัวเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน ส่วนการขาดดุลการค้ากับญี่ปุ่น จีน และเกาหลีใต้ที่ขยายตัวเพิ่มขึ้นยังไม่สามารถตัดสินได้อย่างชัดเจนว่าเป็นผลพวงจากการทำเอฟทีเอ เพราะในอดีตที่ยังไม่ได้ทำความตกลงไทยก็ขาดดุลให้กับ 3 ประเทศนี้อยู่แล้ว เนื่องจากต้องพึ่งพาในการนำเข้าเครื่องจักร และสินค้าทุนต่างๆ ส่วนสินค้าส่งออกของไทยไป 3 ตลาดนี้ส่วนใหญ่เป็นสินค้าเกษตรที่มีมูลค่าต่ำกว่า
"การขาดดุลเพิ่มอาจมีเงื่อนไขอื่น เช่นเราอาจนำเข้าจากเขาเพิ่มเพื่อผลิตสินค้าส่งออกไปยังตลาดอื่น หรือของชนิดเดียวกันสมมติเกาหลีลดภาษีให้เรามากกว่าญี่ปุ่น คนก็อาจหันไปนำเข้าจากเกาหลีเพิ่มซึ่งต้องดูในรายละเอียดในแต่ละสินค้า แต่โดยรวมเอฟทีเอทำให้การค้าขยายตัวเพิ่มถือเป็นเรื่องที่ดี"


















You must be a registered user to comment. Click here to register.
Already a user? Click here to login.