นักเศรษฐศาสตร์เตือนส่งออกปัจจัยเสี่ยงปีนี้
นายราเชนทร์ พจนสุนทร อธิบดีกรมส่งเสริมการส่งออก เปิดเผยว่า จากปัจจัยเสี่ยงหลายปัจจัยที่จะส่งผล
กระทบกับการส่งออก ทำให้กรมต้องปรับแผนยุทธศาสตร์และกลยุทธ์ในการส่งเสริมการส่งออกใหม่ โดย
การหารือกับหัวหน้าสำนักงานส่งเสริมการส่งออกในต่างประเทศหรือทูตพาณิชย์ในช่วงปลายสัปดาห์ที่ผ่าน
มา
"หลายตลาดโดยเฉพาะสหรัฐ ซึ่งมีสัดส่วนต่อการส่งออกถึง 14% ของการส่งออกทั้งหมด และตลาด
สหภาพยุโรป สัดส่วน 16.1% ต่างกำลังเผชิญกับภาวะเศรษฐกิจชะลอตัว" นายราเชนทร์ กล่าว
ปรับแผนเน้นละติน-แอฟริกา
เขากล่าวว่า แผนส่งเสริมการส่งออกจะให้ความสนใจมุ่งไปที่กลุ่มประเทศละตินอเมริกา ซึ่งปี 2549 มีการ
ขยายตัวถึง 36% มูลค่า 2,935 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และกลุ่มแอฟริกาที่แม้จะขยายตัวเพียง 16.9% มูลค่า
3,364 ล้านดอลลาร์สหรัฐ แต่ก็เป็นตลาดที่มีศักยภาพสำหรับสินค้าไทย ทั้งยังเป็นแหล่งวัตถุดิบที่น่าสนใจ
ในการเข้าไปลงทุน รวมถึงตลาดขนาดใหญ่ที่มีโอกาสอีกมาก ได้แก่ จีน อินเดีย และตะวันออกกลาง
สำหรับกลยุทธ์และแผนส่งเสริมการส่งออก ใช้การเจรจาการค้าเพื่อเปิดตลาดและแก้ไขปัญหากีดกันทาง
การค้าที่เกิดขึ้น
อย่างไรก็ตามได้กำชับให้ทูตพาณิชย์ มุ่งรักษาตัวเลขการส่งออกในตลาดหลักไม่ให้ลดลงเช่นเดียวกัน โดย
วางกิจกรรมในตลาดหลัก 393 โครงการ ส่วนการส่งเสริมเป็นกรณีพิเศษในตลาดใหม่ๆ บางกลุ่ม ซึ่งผู้
บริโภคนิยมสินค้าไทยและให้คุณค่ามากกว่าสินค้าจากประเทศคู่แข่ง โดยเฉพาะ จีน อินเดีย ตะวันออก
กลาง และแอฟริกา (กานา แอฟริกาใต้ เซเนกัล และไนจีเรีย) ในรูปแบบ Consumer Sales Promotion
ลุยส่งเสริมธุรกิจบริการ
นายราเชนทร์ กล่าวอีกว่า ในส่วนการส่งเสริมธุรกิจบริการใหม่ๆ เพิ่มเติมจากธุรกิจที่ส่งเสริมเดิมคือ การ
ศึกษาขยายตัวไม่น้อยกว่า 5% สปา ขยายตัว 10% โรงพยาบาล 10% ร้านอาหารไทย เพิ่มจำนวนร้าน
อาหารไทยในต่างประเทศที่ได้รับเครื่องหมาย Thai select 400 ราย และธุรกิจใหม่ๆ ได้แก่ แฟรนไชส์
ธุรกิจที่ปรึกษา ออกแบบตกแต่งภายใน การพิมพ์ อู่ซ่อมรถยนต์ การให้บริการเทคโนโลยีการเกษตรและ
ธุรกิจตัดเย็บเสื้อผ้าสำเร็จรูปส่งผู้บริโภคในต่างประเทศ (Tailor Made)
เอกชนชี้ไตรมาสแรกน่าห่วง
นายไพบูลย์ พลสุวรรณา รองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวว่า สถานการณ์ส่ง
ออกไตรมาส 1 ปีนี้ ยังคงได้รับผลกระทบจากค่าเงินบาทที่แข็งค่า มาตั้งแต่ช่วงปลายปีก่อน ทำให้ผู้ส่งออก
ไม่ทราบว่า จะต้องกำหนดราคาสินค้าอย่างไร แม้ว่ารัฐจะออกมาตรการกันสำรองเงิน 30% สำหรับเงินทุน
นำเข้า แต่ก็ยังไม่ทำให้ผู้ส่งออกรู้สึกสบายใจเท่าที่ควร เพราะภาวะเงินบาทยังถือว่าแข็งค่าและมีความ
ผันผวนอยู่บ้าง
"จะให้บอกว่าไตรมาส 1 ส่งออกเป็นอย่างไร ไม่แน่ใจจริงๆ เพราะมีหลายปัจจัยรุมเร้า ต้องดูสถานการณ์
อย่างใกล้ชิด ซึ่งการดูหลายอย่างไม่ใช่เรื่องง่าย จะทำกำไรก็ลำบากเพราะคู่แข่งมาก" นายไพบูลย์ กล่าว
ส่วนการส่งออกทั้งปี 2550 จะเป็นอย่างไร ต้องขึ้นกับปัจจัยหลายอย่าง รวมถึงความวุ่นวายในพื้นที่ภาคใต้
เพราะสถานการณ์ปัจจุบันทำให้ไม่มีนักลงทุนเข้าไปลงทุนในพื้นที่ ส่งผลให้ในอนาคตอาจขาดซัพพลาย
วัตถุดิบป้อนการผลิต จนส่งผลต่อการขยายตัวส่งออกได้ ซึ่งภาคใต้เป็นแหล่งซัพพลายวัตถุดิบของ
อุตสาหกรรมอาหารที่สำคัญ โดยภาพรวมมองว่าส่งออกปีนี้แค่พอพยุงตัวได้ในสินค้ากลุ่มอาหาร
เขากล่าวว่า จากปัจจัยรุมเร้าหลายรายการ และปัจจัยเงินบาทแข็งค่าที่เป็นผลกระทบด้านลบ ต่อการส่งออก
ที่สะสมมาตั้งแต่ปลายปี 2549 ทำให้สถานการณ์ส่งออก อยู่ในอาการน่าเป็นห่วง แต่กระทรวงพาณิชย์ได้
แสดงความมั่นใจว่าการส่งออกปีนี้ จะขยายตัวระดับ 12.5% มูลค่า 145,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐได้ ด้วย
การปรับกลยุทธ์การส่งออก ผ่านการยอมรับความจริงที่ว่าตลาดหลักได้แก่ สหรัฐ ยุโรป และญี่ปุ่น ต่าง
กำลังมีปัญหา ทั้งจากเศรษฐกิจตลาดปลายทางชะลอตัว และปัจจัยการแข่งดุ
กลุ่มอัญมณีฯ เล็งขยายฐานตลาดส่งออก
นางอรทัย หงส์สิทธิวงศ์ ผู้จัดการทั่วไป บริษัท Bagkok Assay Office Co.,Ltd. กล่าวว่า สำหรับภาพรวม
ธุรกิจอัญมณีและเครื่องประดับ ในส่วนของบริษัทซึ่งเป็นผู้ผลิตสินค้าเครื่องประดับ และของตกแต่งบ้านที่
ใช้ทองคำเป็นวัตถุดิบ ได้รับผลกระทบจากราคาทองคำสูงขึ้นมาก คาดว่าปีนี้ราคา ทองคำอาจแตะระดับ
700 ดอลลาร์สหรัฐต่อออนซ์ อย่างไรก็ตาม จากภาวะเงินบาทแข็งค่าทำให้การนำเข้าวัตถุดิบต้นทุนไม่สูงมาก
ขณะเดียวกันทางบริษัทได้มีการปรับตัว ด้วยการควบคุมต้นทุนการผลิต โดยบริหารแรงงานให้ทำงานอย่าง
มีประสิทธิภาพคุ้มกับค่าแรงทำให้เครื่องประดับจากไทย ยังมีแต้มต่อเรื่องต้นทุนแรงงานที่ถูก เช่นเดียวกับ
จีน แต่มีศักยภาพการตอบสนองความต้องการลูกค้า ได้เช่นเดียวกับสินค้าในกลุ่มเดียวกันนี้ ที่มาจากอิตาลี
ซึ่งเป็นเจ้าตลาดในขณะนี้
สำหรับยอดขายสินค้าของบริษัทแต่ละปีเฉลี่ยที่ 5-6 พันล้านบาท ส่วนใหญ่เป็นการทำตลาดในประเทศ
และขยายตลาดในต่างประเทศมาแล้วมากกว่า 2 ปี เน้นกลยุทธ์เจาะหลายๆ ตลาดเพื่อป้องกัน ความเสี่ยง
กรณีตลาดใดมีปัญหาก็สามารถมีตลาดอื่นๆ พยุงธุรกิจไว้ได้ เช่น ขณะนี้ตลาดฝั่งยุโรป - อเมริกา จะซบเซา
หลังจากช่วงเทศกาลคริสต์มาสที่ผ่านมา ทำให้บริษัทเน้นไปยังตลาดแถบอินเดีย และตะวันออกกลางแทน
ทูตพาณิชย์ญี่ปุ่นลุ้นเอฟทีเอดันส่งออก
ม.ร.ว.จิราคม กิตติยากร อัครราชทูต (ฝ่ายพาณิชย์) ณ กรุงโตเกียว กล่าวว่า หลังจากที่ภาครัฐลงนามข้อ
ตกลงการค้าเสรีไทย-ญี่ปุ่น (JTEPA) หรือเอฟทีเอไทย-ญี่ปุ่น คาดว่าการค้าระหว่างไทยและญี่ปุ่นจะคึกคัก
มากขึ้น จากที่ก่อนหน้านี้มีเอกชนญี่ปุ่นหลายรายสนใจข้อมูลการค้ากับไทย แต่เมื่อการลงนามชะลอไป
ความสนใจดังกล่าวก็ลดลงตามไปด้วย แต่ขณะนี้ไทยและญี่ปุ่นกำลังกลับมาวางแผนจะลงนาม JTEPA ใน
เดือนเมษายนนี้ ทางสำนักงานจึงเตรียมแผนรองรับความสนใจ จากนักธุรกิจญี่ปุ่น ด้วยนำผู้นำเข้าญี่ปุ่น
พบปะกับผู้ส่งออกไทย รวมถึงการเชื่อมโยงกับผู้ประกอบการในภูมิภาคของไทยด้วย
อย่างไรก็ตาม ไม่ต้องการให้ผู้ส่งออกสนใจเฉพาะการขายสินค้า แต่ควรมองถึงผลประโยชน์ที่ได้จากการ
ลงทุน สำหรับการส่งออกตลาดญี่ปุ่น กำหนดเป้าหมายที่ 5.5% มูลค่า 17,334 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งเป็น
เป้าหมายที่ลดลงจากปี 2549 ซึ่งขยายตัวที่ 8.8% มูลค่า 16,413 เนื่องจากปีนี้ญี่ปุ่นเป็นอีกประเทศที่มีแนว
โน้มเศรษฐกิจชะลอตัว แต่การที่ไทยมี JTEPA จะทำให้การส่งออกยังคงขยายตัวได้และมีความเป็นไปได้
อาจจะสูงกว่าเป้าหมายที่กำหนดไว้
นักเศรษฐศาสตร์เตือนส่งออกปัจจัยเสี่ยง
นางสาวอุสรา วิไลพิชญ์ นักเศรษฐศาสตร์อาวุโส ธนาคารสแตนดาร์ดชาร์เตอร์ด (ประเทศไทย) กล่าวถึง
ผลกระทบจากกรณีที่มีการเทขายหุ้นในตลาดจีนและสหรัฐว่าแม้ปัจจัยพื้นฐานเศรษฐกิจในจีนจะยังไม่มี
ปัญหา แต่หากนักลงทุนยังมีความกังวลต่อเนื่องไปเรื่อยๆ เมื่อมีสัญญาณที่ส่อให้เห็นว่าความกังวลต่างๆ
อาจจะเป็นจริงจะทำให้นักลงทุนเทขายทำกำไรอย่างรวดเร็วและเป็นจำนวนมาก ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อการ
บริโภคและการลงทุนในภาคเศรษฐกิจจริงตามไปด้วย และจะมีผลทำให้ความต้องการนำเข้าสินค้าน้อยลง
ส่งผลกระทบต่อประเทศต่างๆ ที่ส่งออกไปจีนและสหรัฐ โดยเฉพาะประเทศในเอเชียซึ่งรวมทั้งการส่งออก
ของประเทศไทยด้วย
"ถ้ามีอะไรเกิดขึ้นกับจีนและสหรัฐ ซึ่งเป็นตลาดส่งออกใหญ่ของเอเชียก็จะทำให้ไทยได้รับผลกระทบในที่
สุด อาจจะเป็นปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้เศรษฐกิจเอเชียชะลอตัวมากกว่าที่คาดและสุดท้ายก็กระทบทั้งการบริโภค
ลงทุนและส่งออก จึงถือเป็นปัจจัยที่จะต้องระวัง" นางสาวอุสรา กล่าว
ด้าน ดร.สมภพ มานะรังสรรค์ รองศาสตราจารย์คณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่าแม้
ตลาดหุ้นในจีนและสหรัฐ จะลดลงทั้งคู่ แต่ปัญหาในสหรัฐน่ากังวลกว่าเพราะตลาดสหรัฐเป็นตลาดขนาด
ใหญ่ และมูลค่าการซื้อขายในตลาดหุ้นที่ปรับขึ้นก็ไม่สะท้อนกับพื้นฐานเศรษฐกิจจริงที่ไม่ค่อยจะดีนัก โดย
ตลาดหุ้นในสหรัฐปรับขึ้นจากเงินทุนที่ไหลเวียนในตลาดเงินโลกไหลเข้าตลาดขนาดใหญ่ อย่างนิวยอร์ก
จำนวนมาก ขณะเดียวกันในสหรัฐ ก็อนุญาตให้บริษัทขนาดใหญ่สามารถทำธุรกรรมซื้อคืนได้ซึ่งเป็นการ
สร้างอุปสงค์เทียมทำให้ตลาดหุ้นในสหรัฐ ปรับขึ้นมาก
นอกจากนี้ การชะลอตัวของเศรษฐกิจสหรัฐ ยังน่าเป็นห่วงมากกว่าเพราะสหรัฐ มีการนำเข้าสินค้าจำนวน
มาก เมื่อเศรษฐกิจสหรัฐ มีปัญหาทั้งฟองสบู่อสังหาริมทรัพย์และตลาดหุ้นอย่างในปัจจุบันก็จะทำให้ส่งผล
กระทบต่อเศรษฐกิจในเอเชียที่ส่งออกไปสหรัฐ รวมถึงไทยด้วย
"เศรษฐกิจสหรัฐชะลอตัวจะกระทบกับเศรษฐกิจไทยมาก ดังนั้นไทยจึงควรเตรียมการรองรับกับปัญหาต่างๆ
ที่เกิดขึ้นโดยการบริหารความเสี่ยงของหน่วยงานเอกชนและรัฐ อีกทั้งหน่วยงานของรัฐยังจะต้องเพิ่มความ
เป็นเอกภาพในการทำงานให้มากขึ้นเพื่อส่งสัญญาณให้ชัดเจนไม่คลุมเครือไปยังภาคเอกชน"


















You must be a registered user to comment. Click here to register.
Already a user? Click here to login.