นายจักรมณฑ์ ผาสุกวนิช ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม กล่าวถึงกรณีที่รัฐบาลไทยจะลงนามในหุ้นส่วนความ
ร่วมมือทางเศรษฐกิจไทย-ญี่ปุ่น (JTEPA) ประมาณเดือนเมษายนนี้ว่า เห็นด้วย ที่จะมีการลงนามโดยเร็ว
เนื่องจากที่ผ่านมา คณะเจรจาทั้ง 2 ฝ่าย ได้พยายามทำงานอย่างหนักเพื่อให้แต่ละประเทศได้รับประโยชน์
สูงสุดจากข้อตกลงดังกล่าว ภาคอุตสาหกรรมที่จะ ได้รับผลประโยชน์จากข้อตกลงดังกล่าวมีหลาย
อุตสาหกรรม อาทิ เหล็ก อุตสาหกรรมชิ้นส่วนยานยนต์ อิเล็กทรอนิกส์ สิ่งทอ และไก่แช่แข็ง
นักธุรกิจญี่ปุ่นต้องการสร้างให้ไทยเป็นฐานการผลิตในหลายๆ อุตสาหกรรม อาทิ ยานยนต์ชิ้นส่วน
อิเล็กทรอนิกส์ เครื่องใช้ไฟฟ้าและ เหล็กซึ่งจะมีเม็ดเงินจำนวนมากเข้ามาลงทุนในประเทศไทย
ปัจจุบันไทยก็ถือว่าเป็นหนึ่งในฐานการผลิตที่สำคัญอยู่แล้วของธุรกิจของญี่ปุ่น แต่หากเปิดเขตเสรีขึ้นมา
การลงทุนเพื่อให้เกิดการเป็นฐานแบบครบวงจรจะเกิดขึ้นอย่างชัดเจน ทั้งอิเล็กทรอนิกส์ ยานยนต์ เครื่องใช้
ไฟฟ้า และเหล็ก
อย่างไรก็ตาม ยังมีบางอุตสาหกรรมที่จำเป็นต้องปรับตัว แม้จะไม่มีการลงนามดังกล่าว เช่น อุตสาหกรรม
ชิ้นส่วนยานยนต์ที่มีการปรับตัวตามสภาพการแข่งขันของอุตสาหกรรมภายในประเทศ ส่วนเหล็กน่าจะได้รับ
ผลดีจากการเปิดเอฟทีเอ
นอกจากนี้ จะมีการนำเข้าเทคโนโลยีเข้ามาพัฒนาเทคโนโลยีในประเทศ ซึ่งรัฐบาลญี่ปุ่นได้เห็นถึงความ
สำคัญของประเทศไทยต่อการเป็นหนึ่งในฐานการผลิต จุดหนึ่งของโลก ความได้เปรียบของภูมิศาสตร์
สาธารณูปโภค กำลังซื้อในประเทศ และบุคลากร แม้ในช่วงปีนี้อาจจะมีปัญหาความวุ่นวายภายในประเทศ
แต่การลงทุนจะมองทิศทางประโยชน์ ที่จะเกิดขึ้นในอนาคตมากกว่ามองที่ปัญหาภายใน แต่ก่อนที่จะมีการ
ลงนาม รัฐบาลจำเป็นต้องอธิบายให้ประชาชนเข้าใจว่า ประเทศไทยจะไม่กลายเป็นที่ทิ้งของเสียมลพิษ
หรือมีข้อกังวลเกี่ยวกับด้านขยะอุตสาหกรรมและขยะอิเล็กทรอนิกส์เสื่อมสภาพแล้ว


















You must be a registered user to comment. Click here to register.
Already a user? Click here to login.