นายอัครพล ลีลาจินดามัย ผู้ช่วยเลขานุการ รมว.พาณิชย์ ในฐานะประธานคณะอนุกรรมการเพื่อรับฟังความคิดเห็นของภาคเอกชนต่อการจัดทำความตกลงการค้าเสรีไทย-สหภาพยุโรป (อียู) เปิดเผยว่า ขณะนี้ คณะอนุกรรมการใกล้จะสรุปผลการรับฟังความคิดเห็นของภาคเอกชนไทย ต่อการทำเอฟทีเอกับอียูแล้ว หลังจากได้เปิดรับฟังความคิดเห็นมาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่เดือน เม.ย.-มิ.ย. 2553 โดยภาพรวมเอกชนส่วนใหญ่เห็นว่าการทำเอฟทีเอกับอียู จะส่งผลดีต่อเศรษฐกิจของไทยในระยะยาว และสนับสนุนให้ไทยเปิดเจรจาเอฟทีเอกับอียู
"ภาคเอกชนส่วนใหญ่เห็นว่าการจัดทำเอฟทีเอ จะส่งผลดีต่อเศรษฐกิจไทยในระยะยาว แต่มีข้อเสนอแนะว่าภาครัฐต้องระวังสินค้าและบริการของไทย ที่มีขีดความสามารถในการแข่งขันน้อยด้วย โดยเสนอให้ภาครัฐเร่งเตรียมความพร้อมให้กับกลุ่มอุตสาหกรรม โดยเฉพาะผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม เพื่อลดผลกระทบจากการเปิดเสรี รวมทั้งต้องพัฒนาความรู้ความสามารถของบุคลากรเฉพาะด้าน และพัฒนาด้านวิจัยและพัฒนา รวมทั้งผลักดันให้เกิดความร่วมมืออย่างเป็นรูปธรรม ในการให้ความช่วยเหลือทางวิชาการของอียูแก่ไทย แลกเปลี่ยนความรู้และเทคโนโลยี มีระบบการเตือนภัยทางการค้าล่วงหน้า และกลไกการหารือในประเด็นเทคนิค หากสหภาพยุโรปจะออกมาตรการทางที่มิใช่ภาษีใหม่ๆ" นายอัครพลกล่าว
อย่างไรก็ตาม เพื่อให้ครอบคลุมและเก็บตกกลุ่มอุตสาหกรรม ที่ยังไม่ได้เข้าร่วมแสดงความคิดเห็น คณะอนุกรรมการจึงได้จัดเวทีใหญ่อีกครั้ง วันที่ 15 ก.ค.นี้ เพื่อเปิดโอกาสให้แสดงความคิดเห็น เพื่อที่คณะอนุกรรมการจะได้รวบรวมความเห็นและรายงานผลสรุป ต่อคณะกรรมการเพื่อรับฟังความคิดเห็น และคณะรัฐมนตรีต่อไป
ก่อนหน้านี้ คณะอนุกรรมการได้รับฟังความคิดเห็นจากภาคเอกชน ทั้งกลุ่มอุตสาหกรรมอาหาร แฟชั่น ยานยนต์ เหล็ก เครื่องใช้ไฟฟ้า อิเล็กทรอนิกส์ เครื่องจักรกล ยา เครื่องสำอาง เคมีภัณฑ์ พลาสติก ปิโตรเคมี และเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ กลุ่มโทรคมนาคม การเงิน การธนาคาร โลจิสติกส์ การท่องเที่ยว ภาพยนตร์ และสาขาบันเทิง


















You must be a registered user to comment. Click here to register.
Already a user? Click here to login.