ตัวแทนประเทศญี่ปุ่น ได้แก่ Mr. Ijuin, Mr.Ogawa จาก JTIF (Japan Textile Industry Federation) และ Mr. Kitatani จาก METI (Ministry of Economy, Trade and Industry) ได้กล่าวต้อนรับตัวแทนจากประเทศไทย ซึ่งนำโดยอธิบดีกรมส่งเสริมการส่งออก คุณศรีรัตน์ รัษฐปานะ ทูตอัมพวัน พิชาสัย พร้อมทีมงานจากประเทศไทยและทีมงานประจำโตเกียว รวมทั้งตัวแทนจากสหพันธ์อุตสาหกรรมสิ่งทอแห่งประเทศไทย ซึ่งนำทีมโดยคุณเดช พัฒนเศรษฐพงษ์ ประธานสหพันธ์ฯ และคุณปิลันธน์ ธรรมมงคล รองประธาน พร้อมทีมงาน โดยมีสาระพอสรุปได้ว่า ทางญี่ปุ่นได้กล่าวถึงความเป็นมาและวัตถุประสงค์ของการจัดตั้งคณะทำงานร่วมตามกรอบความร่วมมือด้านสิ่งทอและเครื่องนุ่งห่มภายใต้กรอบความตกลงหุ้นส่วนเศรษฐกิจไทย-ญี่ปุ่น (JTEPA) รวมทั้งไปการใช้ผลประโยชน์จาก EPA ในระหว่างสองประเทศโดยการร่วมมือกันเป็นอย่างดีของคณะทำงาน ทำให้เกิดผลสำเร็จคืบหน้าเป็นอันมาก ซึ่งตัวแทนฝ่ายไทยได้กล่าวตอบการต้อนรับพอสรุปได้ว่า ทางฝ่ายไทยก็หวังให้ความร่วมมือจากทั้งสองประเทศก่อให้เกิดผลประโยชน์ร่วมอย่างเป็นรูปธรรมและอย่างรวดเร็วขึ้นกว่าที่เป็นไปในปัจจุบัน รวมทั้งการใช้งาน BIFF&BIL เป็นเครื่องมือในการสร้างการค้าและความร่วมมือสนับสนุนกัน ในการสร้างโอกาสทางธุรกิจของทั้งสองประเทศให้เกิดการซื้อ-ขายระหว่างกันให้มากขึ้น ทั้งภายใต้ความตกลง JTEPA และ/หรือ AJCEP โดยผ่านประเทศสมาชิก ASEAN
จากนั้น Mr. Ijuin ได้กล่าวว่าประเด็นในการหารือกันครั้งนี้จะเป็นการทบทวนสิ่งที่ได้ดำเนินการแล้ว และกล่าวถึงสิ่งที่จะร่วมกันดำเนินการต่อไปในอนาคต โดยได้ขอให้ Mr. Yuguchi จาก METI เป็นผู้สรุป
สิ่งที่ดำเนินการไปแล้ว
Mr. Yuguchi ได้กล่าวถึงความเป็นมาของโครงการพัฒนาศักยภาพโรงงานฟอกย้อมโดย Mr. Homma ซึ่งได้ดำเนินการไปแล้ว และโครงการพัฒนาผ้า/เสื้อผ้าสำหรับ Spring/Summer 2011 โดย Mr. Furumiya และ Prof. Takeuchi และได้ขอให้ Mr. Furumiya กล่าวสรุป ได้ความว่า การพัฒนาผ้าผืน/เสื้อผ้านั้นเป็นการพัฒนาบน short fiber ประเภทที่เป็นด้าย cotton, linen และเป็นทั้ง men's wear, ladies wear, jacket ซึ่งเป็นการพัฒนาสำหรับตลาดผู้ซื้อญี่ปุ่น โดยจะมีการนำเสนอสินค้าในช่วงเดือนเมษายน 2553 ในงาน BIFF&BIL ซึ่งจะมีการเชิญผู้ซื้อจากประเทศญี่ปุ่นไปดูงานด้วย ซึ่งเป็น trial period ของทั้งสองประเทศ จึงอาจจะยังไม่สามารถสรุปผลได้ว่าจะเป็นอย่างไรจนกว่าการพัฒนาผ้า/เสื้อผ้าจะแล้วเสร็จ และได้มีการนำเสนอให้ผู้ซื้อพิจารณา และผู้ซื้อได้เห็นผ้า/เสื้อผ้าและตัดสินใจซื้อ-ขายกันแล้ว
อธิบดีศรีรัตน์ ได้กล่าวถึงประเด็นนี้ว่า จะทำอย่างไรให้การค้าระหว่างสองประเทศมีเพิ่มมากขึ้น เพราะ JTEPA มีการตกลงกันมานานแล้วแต่ผลด้านการค้ายังไม่ส่งผลต่อตัวเลขการซื้อ-ขายระหว่างกันมากนักในส่วนของสิ่งทอ/เครื่องนุ่งห่ม จึงอยากเห็นผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรมจริงๆ มากกว่าที่เป็นในขณะนี้
Mr. Ijuin กล่าวตอบว่า ทางคณะทำงานเองก็ไม่ได้นิ่งนอนใจ และได้ทำงานร่วมกันมากว่าสามปีแล้ว ปัจจุบันจีนครองตลาดญี่ปุ่นอยู่ถึง 90% ซึ่งทางญี่ปุ่นก็ไม่สบายใจในเรื่องดังกล่าวมากนัก แต่การจะเข้าสู่ตลาดญี่ปุ่นได้นั้นไม่ใช่แค่ราคาขาย แต่คุณภาพและระยะเวลาในการส่งมอบก็เป็นปัจจัยสำคัญเป็นอย่างมาก ญี่ปุ่นนั้นเป็นตลาดที่มีลักษณะพิเศษ คนญี่ปุ่นจะคิดเอง ทำโครงการเอง เมื่อไปดูผ้าแล้วชอบใจจึงจะสั่งซื้อผ้า ไปสั่งตัดเย็บในต่างประเทศ แล้วจึงส่งเข้าตลาดญี่ปุ่น ทางญี่ปุ่นเองก็คาดหวังว่าประเทศไทยน่าจะทำได้อย่างที่วางแผนโครงการกันไว้ เพื่อมาทดแทนส่วนแบ่งตลาดของจีน ญี่ปุ่นต้องการนำเข้าจากอาเซียนมากกว่าจีน เนื่องจากไม่อยากเสี่ยงผูกพันกับประเทศเดียว อยากจะกระจายความเสี่ยง โดยพื้นฐานญี่ปุ่นกับไทยมีความผูกพันอันดีต่อกันอยู่แล้ว จึงอยากยกระดับพัฒนาศักยภาพของประเทศไทยก่อน ซึ่งก็กำลังดำเนินโครงการกันอยู่ อีกประการหนึ่ง ธุรกิจค้าเสื้อผ้าของญี่ปุ่น ตั้งแต่เริ่มต้นเลือกผ้าไปจนได้เสื้อผ้า จะใช้เวลาพิจารณากันนานถึง 2-3 ปี เป็นลักษณะพิเศษที่อาศัยความเชื่อถือไว้ใจ ดังนั้นทางไทยต้องอดทน-มุ่งมั่น และอาศัยการพัฒนา สร้างความเชื่อมั่นร่วมกัน เพื่อสร้างคุณภาพสินค้าให้เหมาะสมกับตลาดญี่ปุ่น ไม่สามารถฉาบฉวย ต้องเน้นการร่วมมือกันระยะยาว ให้เชื่อถือ-เชื่อใจกันได้อย่างแข็งแกร่งและมั่นคง การเดินหน้าไปด้วยกันก็จะไปได้ด้วยดี โดยเฉพาะในสภาพเศรษฐกิจของญี่ปุ่นที่ตกต่ำและย่ำแย่ในขณะนี้
อธิบดีศรีรัตน์รับทราบข้อชี้แจง และกล่าวขอบคุณญี่ปุ่นที่ให้การสนับสนุนและช่วยสร้างศักยภาพของอุตสาหกรรมสิ่งทอและเครื่องนุ่งห่มไทย และทราบว่าตลาดญี่ปุ่นมีลักษณะพิเศษ แต่ก็อยากเร่งเพิ่มการค้าระหว่างกันให้เร็วขึ้น และอยากให้มีการเน้นไปบนกลยุทธ์โดยใช้กลไกของ JTEPA เป็นตัวเสริมการทำงานให้รวดเร็วมากยิ่งขึ้น
คุณสมศักดิ์ ศรีสุภรวาณิชย์ นายกสมาคมอุตสาหกรรมทอผ้าไทย กล่าวเสริมว่า โรงงานทอผ้าที่เข้าร่วมโครงการอยากให้จัดให้มีการพบกับผู้ซื้อญี่ปุ่น เฉพาะในส่วนของโรงงานทอผ้า เพื่อให้ทางโรงงานได้พูดคุยและเข้าใจความต้องการของผู้ซื้อมากขึ้นจากการได้สัมผัสด้วยตนเอง และอยากจะขอข้อมูลจาก JTIA ในเรื่องผ้านำเข้าจากประเทศจีนเพื่อนำมาศึกษาพัฒนาผ้าให้ได้ตรงกับตลาดญี่ปุ่น รวมไปถึงข้อมูลเส้นใยพิเศษต่างๆ
ประเด็นนี้ Mr. Furumiya กล่าวตอบว่า ปัจจุบันโครงการนี้เป็นโครงการใหม่ ทุกอย่างเริ่มใหม่หมด ยังไม่ทราบว่าผ้าจะออกมาเป็นอย่างไร จึงยังไม่รู้ว่ากลุ่มลูกค้าจะเป็นกลุ่มไหน สิ่งที่ทำได้ในขณะนี้คือต้องทำตัวอย่างผ้า/เสื้อผ้าออกมาแสดงใน BIFF&BIL ให้ทันเวลา เพื่อทดสอบตลาด โดยพาลูกค้าไปดู แล้วจึงจะสรุปผลได้
Mr. Ijuin กล่าวเสริมว่า ทางญี่ปุ่นได้จัด Market Access โดยนำตัวแทนจากประเทศไทยมาดู-หาข้อมูลตลาด จัดสัมมนาเพื่อดู-ศึกษา-หาข้อมูล-หาความเป็นไปได้ก่อน จึงตัดสินใจดำเนินโครงการ และจากที่กล่าวไว้ว่าผู้ซื้อญี่ปุ่นเป็นตลาดพิเศษ จะดู-คิดเอง/ออกแบบเอง-เลือก-ตัดสินใจสั่งซื้อ/สั่งผลิต-นำเข้า เป็นขั้นตอนที่ทำกันมานานมาก ทางประเทศไทยควรค่อยๆ เป็นค่อยๆ ไป เดินตามช่องทางนั้นๆ และต้องใจเย็น ไปตามทางของผู้ซื้อญี่ปุ่น ดังนั้นควรจะใช้งาน BIFF&BIL 2010 เป็นโอกาสในการนำสินค้ามาทดสอบตลาดอย่างที่ Mr. Furumiya เสนอ
Mr. Furumiya กล่าวด้วยว่า โลกแห่งความเป็นจริงต้องนำเสนอตัวเองก่อน เมื่อเกิดความเชื่อมั่นกันแล้วจึงจะทำการค้าต่อไปได้ ขั้นตอนแรกคือไม่มีอะไรเลย เสนอตัวเอง ผู้ซื้อเลือก จึงจะเกิดธุรกิจได้ ดังนั้นจึงต้องหาที่จัดงานแสดงสินค้า ซึ่งก็มีสองแนวทาง คือ เชิญไปดูที่ประเทศไทย หรือมาจัดแสดงที่ญี่ปุ่น ซึ่งแนวทางหลังทางสมาคมอุตสาหกรรมทอผ้าไทยสามารถดำเนินการเองได้โดยไม่ต้องรอทางโครงการ
จากนั้น Mr. Ijuin ได้เชิญคุณจำนงค์ นวสมิตวงศ์ ผอ. สมาคมอุตสาหกรรมเครื่องนุ่งห่มไทย ในฐานะผู้จัดการโครงการพัฒนาผ้าผืน/เสื้อผ้า แสดงความคิดเห็น ซึ่งคุณจำนงค์กล่าวว่า ขณะนี้โรงงานตัดเย็บกำลังทาบทามบริษัท คิคูย่าฯ มาเข้าร่วมโครงการ ส่วนในเรื่องผ้านั้น ผู้เชี่ยวชาญจะไปดูผ้าที่สั่งให้พัฒนาไว้ ซึ่งในการมาญี่ปุ่นครั้งนี้ก็ได้มีการนำตัวอย่างมาแสดงในช่วงที่มีการพบปะกับผู้สื่อข่าว/นิตยสารของญี่ปุ่น รวมทั้งได้มีการจัด Japan Pavilion ไว้เป็นที่แสดงผ้า/เสื้อผ้าที่พัฒนาจากโครงการในงาน BIFF&BIL 2010 โดยมี Prof. Takeuchi ช่วยเหลือในการจัดทำ Business Meeting ตามที่คุณสมศักดิ์เสนอไว้เช่นกัน
จากนั้นได้มีการหารือกันในเรื่องสิ่งที่ควรจะดำเนินการต่อไปในอนาคต
สิ่งที่ควรดำเนินการในอนาคต
Mr. Yuguchi เสนอว่า เรื่องของงาน BIFF&BIL นั้น ขอให้ค่อยๆ เป็นค่อยๆ ไป จะให้สำเร็จทั้งหมดตั้งแต่แรกคงไม่ได้ ครั้งนี้เป็นโอกาสที่ได้พบผู้นำเข้าจากญี่ปุ่น เป็นโอกาสในการสร้างธุรกิจระหว่างผู้ประกอบการทั้งสองประเทศสำหรับผ้า/เสื้อผ้าของ Spring/Summer 2011 จากนั้นจะมีงาน IFF ในเดือนกรกฎาคม 2553 ที่จะได้มาดูเทรนด์ของ Spring/Summer 2012 (2 ปีข้างหน้า) รวมทั้งให้ผู้ประกอบการไทยมาแสดงผลงานกับผู้ซื้อในตลาดญี่ปุ่น ดังนั้นถ้าวางแผนงานให้เริ่มกิจกรรมกันที่การมีงาน BIFF&BILในเดือนเมษายน แล้วในเดือนกรกฎาคมมีงาน IFF จากนั้นก็จัดหมุนเวียนกันไปเรื่อยๆ ก็จะเป็นการสร้างโอกาสในการทำการค้าระหว่างกันในระยะยาวได้ชัดเจนและเข็มแข็งขึ้น (ปีงบประมาณของญี่ปุ่นเริ่มเดือนเมษายน-มีนาคมของปีถัดไป)
Mr. Furumiya กล่าวเสริมว่า ถ้าต้องการให้ต่อเนื่อง โครงการพัฒนาผ้าผืน/เสื้อผ้าสำหรับ Spring/Summer ก็ต้องเปิดรับโรงงานที่มีศักยภาพ สามารถรองรับงานที่กว้าง-หลากหลายได้มากๆ มาเข้าร่วม และถ้าจะพัฒนาต่อสำหรับ Spring/Summer 2012 ต้องเริ่มดำเนินการตั้งแต่เดือนตุลาคม 2553 เป็นต้นไป โดยในครั้งต่อไปฝ่ายตนอยากขอคัดเลือกโรงงานที่จะเข้าร่วมโครงการเองทั้งหมด
คุณเดชกล่าวว่า เป็นเรื่องที่ใช้เวลากันเป็นอย่างมากกว่าจะเป็นอยู่ในปัจจุบัน การยกระดับความสามารถของอุตสาหกรรมสิ่งทอและเครื่องนุ่งห่มไทย การเพิ่มความสามารถในการเข้าสู่ตลาดญี่ปุ่น การทำเรื่องกระบวนการพัฒนา เป็นเรื่องที่จะต้องถูกดำเนินการอย่างต่อเนื่องจริงจัง จึงยินดีที่จะยืนยันกับทีมงานญี่ปุ่นว่า ทั้งสองประเทศจะต้องร่วมกันดำเนินกิจกรรมอย่างต่อเนื่องต่อไป รวมทั้งแก้ไขปัญหาความไม่เหมาะสมของโรงงานกับลักษณะของตลาดญี่ปุ่น ส่วนในระดับบน ประเทศไทยก็มีงาน BIFF&BIL เป็นกิจกรรมที่จัดขึ้นเพื่อผู้ซื้อ-ตลาดญี่ปุ่นเป็นหลัก การจัด BIFF&BIL ให้ประสบความสำเร็จยิ่งกว่าปัจจุบันได้ต้องอาศัยความร่วมมือของทางญี่ปุ่น เพื่อให้ญี่ปุ่นใช้ประโยชน์ของ BIFF&BIL ภายใต้ JTEPA และ AJECP ได้มากที่สุด มีกิจกรรมอีกมากมายที่จะต้องวางแผนและร่วมกันดำเนินการเพื่อให้บรรลุเป้าประสงค์ดังกล่าว และในอนาคตอยากเสนอให้ทำลักษณะเหมือนเดิม โดยในส่วนของการเพิ่มศักยภาพโรงงานฟอกย้อม ตกแต่งและสิ่งพิมพ์ อยากเสนอให้ส่งผู้เชี่ยวชาญมาช่วยในเรื่องของสิ่งพิมพ์ และส่งผู้เชี่ยวชาญมาให้ความรู้ มาสอนในสถาบันการศึกษาและสอนให้กับ THTI นอกจากนั้นควรมีการปรับโครงสร้างการประชุมใหม่โดยมีการประชุมติดตามงานในลักษณะ Follow-up Meeting ในช่วงเดือนเมษายนและเดือนตุลาคมของทุกปีโดยสลับกันเป็นเจ้าภาพ (เดือนเมษายน ไทยเป็นเจ้าภาพ เดือนตุลาคม ญี่ปุ่นเป็นเจ้าภาพ)
[หมายเหตุ ทางคุณเดชได้กล่าวเชิญประธาน JTF (Mr..Akikazu Shimomura) รองประธาน (Mr. Ogawa) เลขาธิการ (Mr. Hideki Ijuin) และตัวแทน METI (Mr. Takakazu Kitatani) มาร่วมงาน BIFF&BIL อย่างเป็นทางการ ซึ่งจะต้องทำจดหมายเชิญเป็นทางการต่อไป]
Mr. Ijuin กล่าวเสริมว่า อยากให้มองภาพรวมเป็นหลักเช่นกัน โดยใช้กิจกรรมการตลาด-การสื่อสาร ผ่าน BIFF&BIL ไปสู่อาเซียน มีกิจกรรมเกี่ยวกับ Technical Collaborations และการพัฒนาวิธีการคิดในการทำงานประจำวันต่างๆ ซึ่งเชื่อว่าประเทศไทยสามารถพัฒนาได้ สำหรับกิจกรรมต่อเนื่องต่อไป
จากนั้นที่ประชุมได้ปิดการประชุม โดยอธิบดีศรีรัตน์ได้กล่าวขอบคุณญี่ปุ่นในการต้อนรับด้วยดีในครั้งนี้
Source: รายงานการประชุมคณะทำงานร่วมตามกรอบความร่วมมือด้านสิ่งทอและเครื่องนุ่งห่ม ภายใต้กรอบความตกลงหุ้นส่วนเศรษฐกิจไทย-ญี่ปุ่น (JTEPA) วันพฤหัสบดีที่ 14 มกราคม 2553 ณ ที่ทำการ Japan Textile Federation กรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น


















You must be a registered user to comment. Click here to register.
Already a user? Click here to login.