"ไม่อยากจะเชื่อเลย !!"...เป็นความรู้สึกแรกที่ได้รู้ว่า"สงคราม เสนาธรรม" เป็นเพียงคนเดียวเท่านั้นใน
เมืองไทยที่รู้ลึกถึงการพัฒนาเครื่องมือและเทคนิคการทอผ้าด้วยมือ เพราะรับรู้เรื่องราวเกี่ยวกับการทอผ้า
มาจากสื่อทีวีที่ถ่ายทอดว่าเป็นวิถีชาวบ้านในชนบท จึงคิดเข้าใจไปเองว่าน่าจะมีผู้รู้ทางด้านการพัฒนาเครื่อง
มือและเทคนิคการทอผ้าด้วยมือไม่น้อย ที่ทำงานควบคู่ไปด้วยกันกับชาวบ้าน
ในทางตรงกันข้าม...เมื่อได้พูดคุยกับอาจารย์สงครามกลับได้ความรู้ใหม่ว่า การทอผ้าของชาวบ้านที่
เราได้เห็นว่ามีการสืบต่อกันมากมายนั้นเป็นการทอด้วยเครื่องมือเดิมๆ ที่มีอยู่ ภูมิปัญญาของชาวบ้านคือ
การทอ ผลิตเป็นผลงานออกมาเท่านั้น รวมทั้งเครื่องมือเครื่องใช้ก็เป็นแบบเดิมๆ ไม่ได้มีการพัฒนาใหม่
และก็ไม่มีหน่วยงานไหนเข้าไปช่วย
จนกระทั่ง อาจารย์สงครามในสมัยที่เป็นเจ้าหน้าที่อยู่ที่กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม กระทรวง
อุตสาหกรรม ได้รับทุนไปดูงานที่ประเทศอินเดีย ญี่ปุ่น จีน และเวียดนาม ซึ่งมีความเก่งกาจเรื่องการทอผ้า
ด้วยมือ ทำให้เขาเกิดความต้องการที่จะนำความรู้ที่ได้มาช่วยพัฒนาจนเกิดเป็น "กี่ทอผ้าแบบคันยกพิเศษ"
มาประยุกต์เพื่อใช้ในการทอผ้าและลวดลายผ้าแบบไทย รวมทั้งการพัฒนาสูงขึ้นเป็นกี่ทอผ้าแบบ "ด๊อบบี้"
และ "แจ๊กการ์ด"
กรพัฒนากี่ทอผ้าขึ้นมาใหม่ช่วยเพิ่มความเร็วในการทอได้มากกว่าเดิมซึ่งเป็นการใช้กี่พื้นเมืองเป็นสิบๆ
เท่า เช่น ผ้าตีนจกซึ่งมีสีสันมากมาย ผ้าน้ำไหลซึ่งเป็นลวดลายที่สวยงาม
นับประสบการณ์ของเขาตั้งแต่เริ่มเข้ามาเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้จนถึงปัจจุบันก็ประมาณ 30 ปีมาแล้ว
ในช่วงที่รับราชการอยู่เขาก็มีบทบาทอื่นอีกในฐานะผู้เชี่ยวชาญเรื่องการทอผ้ามากที่สุด ด้วยการเป็น
วิทยากรและที่ปรึกษาให้กับชาวบ้าน รวมทั้งโรงงานต่างๆ ทั้งเล็กและใหญ่
แม้กระทั่งปัจจุบันเกษียณแล้ว บทบาทของเขาก็ยังมีมากมาย ด้วยความเป็นผู้เชี่ยวชาญนั่นเอง ขณะนี้
เขารับตำแหน่งหน้าที่เป็นผู้จัดการฝ่ายวิจัยและผลิตพรม อยู่ที่ บริษัท โฮสพิทาริตี้ จำกัด ซึ่งเพิ่มมูลค่าสินค้า
ด้วยการทอมือสำหรับลวดลายต่างๆ ซึ่งใช้เทคนิคฝีมือที่เครื่องจักรทำไม่ได้
การเป็นอาจารย์พิเศษในมหาวิทยาลัยต่างๆ ซึ่งเริ่มให้ความสำคัญกับวิชาที่เกี่ยวกับการทอ แม้ว่าส่วน
ใหญ่จะเป็นการออกแบบสิ่งทอไม่ใช่การพัฒนาเครื่องมือเครื่องไม้ แต่ไม่ว่าจะอย่างไรย่อมเป็นการเพิ่มการ
รับรู้ในเรื่องการทอผ้าให้กับคนรุ่นหลังมากขึ้นได้ท้งนั้น
นอกจากนี้ ยังเป็นที่ปรึกษาให้กับบริษัทต่างๆ รวมทั้งยังคงช่วยเหลือชาวบ้านและโครงการหลวงที่สร้าง
ความภูมิใจและปลาบปลื้มให้กับผู้ชายที่คิดว่าการได้เรียนรู้อะไรสักอย่างอย่างลึกซึ้ง และการช่วยเหลือ
มากกว่าหารายได้เข้าตัว เป็นความสุขในชีวิต
"เครื่องจักรส่วนใหญ่บ้านเราสั่งมาจากต่างประเทศ ผมเป็นที่ปรึกษาตั้งแต่โรงงานเล็กๆ แถว
คลองเตย ,ตรอกจันทร์ ให้คำแนะนำด้านออกแบบลายผ้า แกะลาย สมมุติตัวอย่างผ้าจากเมืองนอก 2-3
ลาย เราก็ใช้กล้องเพื่อขยายดูโครงสร้างของผ้า เพื่อแยกแยะว่าต้องใช้กี่ประเภทไหน เช่น ด๊อบบี้ กี่กระตุก
ธรรมดา"
สงครามบอกว่า เมื่อก่อนเครื่องจักรจากต่างประเทศต้องผ่านเข้ามาที่กรมส่งเสริมอุตสาหกรรมก่อน
เพื่อเป็นช่องทางให้เผยแพร่ แต่ต่อมาติดต่อซื้อขายกันเองโดยตรง การถ่ายทอดเทคโนโลยีจากผู้ผลิต
เครื่องไปที่โรงงานได้ทันที ทำให้จากเดิมงานที่เคยช่วยโรงงานในช่วงแรก มาเปลี่ยนเป็นการไปช่วยด้าน
หัตถกรรมสิ่งทอ หลังจากที่ได้ทุนไปเรียนที่อินเดีย
ได้เรียนรู้พื้นฐานของสิ่งทอทั้งหมดและเทคนิคของเครื่องทอ แม้ว่าเครื่องจักรจะก้าวหน้าเร็วมาก เช่น
อุปกรณ์ ตะกอเพื่อยกเส้นด้าย อุปกรณ์เสริมที่กลายเป็นอัตโนมัติหรือละเอียดอ่อนมากขึ้นก็ตาม แต่พื้นฐาน
ที่เขาเรียนรู้มาสามารถนำมาประยุกต์ใช้ได้
"ผมชอบเข้าไปในส่วนที่ไม่มีคนทำ ผมเป็นคนบุกเบิกและพัฒนากี่ทอมือ ต้องการเให้ขยายไป
อย่างกว้างขวาง ผ้าทอมือของเราไม่หดแล้วไม่ต้องแช่น้ำ 2 คืนก่อนซัก เมื่อก่อนคนทั่วไปเห็นว่าการทอผ้า
เป็นอาชีพไม่น่าสนใจ เพราะเป็นงานของชาวบ้าน เพิ่งจะบูมเมื่อ 10 กว่าปี และเมื่อไม่นานนักเริ่มใส่ใจลงลึก
มากขึ้น เช่น เรื่องทฤษฎีการทอ โครงสร้างผ้า และออกแบบสิ่งทอ มหาวิทยาลัยมีการเปิดสอนมากขึ้น"
สงครามเล่าว่า ที่อินเดียให้ความสำคัญกับเรื่องการทอผ้าอย่างมาก ภาครัฐสนับสนุนเปิดเป็นศูนย์ผลิต
คนด้านสิ่งทอโดยเฉพาะและหวังผลระยะยาวเป็นไปทั้งระบบ แต่เมืองไทยไม่มีการพัฒนาเชิงลึกในเรื่อง
เครื่องมือซึ่งจำเป็น เพราะเป็นตัวที่ทำให้ต้นทุนต่ำ และมีลวดลายวิจิตรพิศดารได้มากขึ้น
อย่างไรก็ตาม สิ่งที่เขากำลังทำอยู่นับเป็นความสำเร็จที่เขาภาคภูมิใจอย่างมาก คือ โครงการวิจัย
เครื่องทอผ้าแจ๊กการ์ด ซึ่งทอภาพ 3 มิติได้ นอกจากจะทอผ้ายก ผ้าตีนจก ภาพวิว สัตว์ ต้นไม้ จนถึงผ้ายก
ชั้นสูง และลายพิเศษแปลกใหม่
"แจ๊กการ์ด" ซึ่งเป็นโครงการที่ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตรให้ทุนวิจัยพัฒนา กำลัง
ได้รับการสนับสนุนให้เข้าไปสอนชาวบ้าน แจ๊กการ์ดเป็นเครื่องมือระดับสูงสุดของเครื่องมือผลิตสิ่งทอ แต่
ปัจจุบันมีผู้ผลิตที่จังหวัดสุรินทร์เพียงรายเดียวที่นำไปใช้ แต่เชื่อว่าอนาคตจะใช้กันแพร่หลายมากขึ้น เพราะ
เครื่องที่ผลิตได้มีราคาเพียงเครื่องละ 5 หมื่นบาท ด้วยการประยุกต์ใช้วัสดุที่หาได้ในเมืองไทย ในขณะที่
ของต่างประเทศ เช่น อินเดีย แม้ราคาจะถูกแต่มีข้อจำกัดเรื่องขนาดเล็กเกินไป หรือประเภทที่ติดระบบ
คอมพิวเตอร์ราคาสูงถึง 1 ล้านบาท เกินความสามารถที่ชาวบ้านหรือผู้ผลิตรายเล็กจะใช้ได้ "
นอกจากนี้ การผลิตเองได้มีข้อดีกว่าการซื้อมาใช้ เพราะนอกจากจะทำให้เกิดการสร้างงานในกลุ่มชาว
บ้าน ยังทำให้ชาวบ้านเกิดองค์ความรู้ที่นำไปใช้และพัฒนาต่อ
"ผมอยากให้อุปกรณ์เกี่ยวกับงานทอมือมีขายเหมือนอะไหล่เซียงกง เพราะหาซื้อยาก และชาวบ้านจะ
ได้ซื้อของถูก อย่างเช่น กระสวย ที่มีขายอยู่ในบ้านเรามีตัวเล็ก แต่ผมทำกระสวยยักษ์ เพื่อทอพรมผืน
ใหญ่ จะทำพรมที่กว้างที่สุดในโลกขนาด 6 เมตร สำหรับปูพื้นห้องโถง ล็อบบี้ จากผนังด้านหนึ่งไปอีกด้าน
ตอนนี้ที่ทำอยู่กว้างแค่ 4 เมตร ซึ่งไม่กว้างพอ เมื่อก่อนผมก็เคยสร้างกี่ทอผ้าปูโต๊ะใหญ่ๆ และผ้าปูเตียง ทำ
ให้ไม่ต้องเย็บต่อกลางผ้า สร้างมูลค่าเพิ่มให้ผ้าขายได้ราคาสูงขึ้น"
สำหรับการเข้าไปมีส่วนในการพัฒนาโครงการหลวงซึ่งพื้นฐานคือการช่วยเหลือชาวบ้านนั้นมีมากมาย
ทั่วประเทศ เช่น โครงการทอผ้าที่วัดน้ำเต้า จังหวัดอยุธยา , โครงการทอผ้าที่อำเภออมก๋อย จังหวัด
เชียงใหม่ , โครงการแม่ตะไคร้ที่อำเภอสันกำแพง และโครงการแม่ฟ้าหลวงที่ดอยตุง จังหวัดเชียงราย
เขามองว่า แม้ความสนใจเกี่ยวกับสิ่งทอจะมีมากขึ้นในจังหวะนี้ แต่ยังไม่มีใครเรียนรู้อย่างจริงจังโดย
เฉพาะที่เกี่ยวกับการประยุกต์และพัฒนาเครื่องมือให้ชาวบ้านนำไปใช้ง่ายๆ สบายกระเป๋าเงิน เพราะการหา
รายได้ด้วยวิธีอื่นง่ายกว่า
แต่ด้วยความเชี่ยวชาญที่สั่งสมมานาน และทำอย่างรู้ลึกรู้จริงไม่ยอมลามือ ทำให้วันนี้ "สงคราม เสนา
ธรรม" ยังคงเป็นมืออาชีพหนึ่งเดียวที่เป็นนักเทคนิคการทอ...ซึ่งไม่มีใครมาช่วงชิงหรือแม้กระทั่งสืบทอด


















You must be a registered user to comment. Click here to register.
Already a user? Click here to login.