ดร.อภิชาติสนธิสมบัติ อาจารย์ประจำภาควิชาวิศวกรรมสิ่งทอ คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี (มทร.ธัญบุรี) กล่าวว่า กาวไหมเป็นของเหลือทิ้งที่ได้จากการลอกเส้นไหมดิบ และมีอยู่ถึง 30% ของน้ำหนักเส้นไหม จึงสนใจนำกลับมาใช้ประโยชน์กับสิ่งทอ โดยทดลองบดเป็นผงละเอียดซึ่งมีสีเหลืองนวล
และตรวจวิเคราะห์พบมีคุณสมบัติเดียวกับผงไหมราคาแพงคือ ช่วยให้ผิวนุ่มชุ่มชื่น ดูดซับความชื้นได้ดี ทั้งยังช่วยสมานแผลและฆ่าเชื้อโรคได้ด้วย
หลังจากพบคุณสมบัติเบื้องต้นที่น่าสนใจของผงกาวไหมแล้วแต่ก็ยังไม่สามารถนำมาใช้ประโยชน์จนกว่าจะมั่นใจถึงความปลอดภัย ก็ส่งตัวอย่างผงกาวไหม ซึ่งมีอนุภาคเล็กเพียง 800 นาโนเมตร ให้กรมวิทยาศาสตร์บริการ เพื่อวิเคราะห์หาสารปนเปื้อนประเภทโลหะหนัก ไม่ว่าจะเป็น ตะกั่ว แคดเมียม ปรอท และสารหนู พบว่ามีปรอทและตะกั่วอยู่เล็กน้อย คาดว่าน่าจะปนเปื้อนมาจากหม้อต้มในขั้นตอนการต้มเส้นไหมดิบเพื่อแยกกาวไหม แม้ไม่อยู่ในปริมาณมากพอที่จะเป็นอันตราย แต่ทีมวิจัยก็เตรียมปรับปรุงกระบวนการแยกกาวไหม เพื่อป้องกันการปนเปื้อนต่อไป
"ทีมงานทดลองนำสารละลายผงกาวไหม1% ไปบีบอัดแล้วเคลือบบนเส้นใยโพลีเอสเตอร์ และนำไปตัดเย็บเป็นเสื้อกีฬา เมื่อทดสอบคุณสมบัติของเสื้อพบว่า เสื้อจากผ้าผสมผงกาวไหมสวมใส่สบาย เนื่องจากดูดซับเหงื่อและความชื้นได้ประมาณ 10-12% ดีกว่าเสื้อผ้าโพลีเอสเตอร์ทั่วไปที่ดูดซับความชื้นได้เพียง 0.4% ทั้งยังให้ความรู้สึกถึงผิวหนังที่นุ่มชุ่มชื้น เมื่อเทียบกับการสวมเสื้อกีฬาทั่วไป" ดร.อภิชาติ ในฐานะหัวหน้าโครงการวิจัยกล่าว
ปัจจุบันทีมงานกำลังเสนอจดสิทธิบัตรเกี่ยวกับกระบวนการผลิตผงกาวไหมอนุภาคนาโน และจะขยายสู่เชิงพาณิชย์ซึ่งจะต้องศึกษาเพิ่มถึงเทคนิคการผลิตผงกาวไหมได้ในปริมาณมากจากปัจจุบันที่สามารถผลิตได้ 200-300 กรัมต่อวัน ทั้งยังต้องทำให้ได้ในราคาถูก และที่สำคัญต้อง "คง"คุณภาพของผงกาวไหมและเสื้อผ้าเคลือบผงกาวไหมให้เหมือนเดิมทุกครั้งหลังผ่านการซักล้างทั้งนี้ การผลิตผ้าเคลือบผงกาวไหมจะมีต้นทุนเพิ่มจากการใช้สารละลายผงกาวไหม เสื้อ 1 ตัวคาดว่าใช้ผงกาวไหมเพียง 5 กรัม แต่จะสามารถขายในราคาที่เพิ่มขึ้น 60-80 บาทต่อชิ้น


















You must be a registered user to comment. Click here to register.
Already a user? Click here to login.