Switch to: uk
10 February 2012 16:14PM

คลังเล็งลดภาษีล่อเอกชนขึ้นเงินเดือน"มาร์ค"สั่งรื้อโครงสร้าง"ค่าจ้าง"ใหม่ แรงงานโดนเงินเฟ้อกินหมด

08 Jul 10 ,  ประชาชาติธุรกิจออนไลน์
  • 0

"มาร์ค"สั่งรื้อโครงสร้าง"ค่าแรง"ใหม่หมด หลังพบแรงงานได้ค่าจ้างสูง แต่โดนเงินเฟ้อกินหมด คาดปีหน้าถึงจะได้เห็น คลังเล็งลดภาษีล่อภาคธุรกิจให้ขึ้นเงินเดือน ผู้ว่าการ ธปท.ใหม่ "ประสาร"ติงรัฐสวัสดิการต้องดูฐานะคลังด้วย

 

นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ที่โรงแรมอิมพีเรียล ควีนส์ปาร์ค ซอยสุขุมวิท 22 เมื่อวันที่ 7 กรกฎาคม ถึงความเป็นไปได้ที่จะสนับสนุนให้ภาคเอกชนขึ้นค่าแรงงานแบบก้าวกระโดด เพื่อเสริมความแข็งแกร่งของเศรษฐกิจแทนการจัดเก็บภาษีในอัตราที่สูงว่า เป็นเรื่องที่จะทำให้โครงสร้างทางเศรษฐกิจมีการปรับจริงๆ ตัวเลขที่มาดูขณะนี้ น่าเป็นห่วงเรื่องผลตอบแทนทางเศรษฐกิจทั้งหมด โดยผู้ใช้แรงงานยังได้ในสัดส่วนค่อนข้างต่ำ เมื่อถามว่า หากค่าแรงสูงขึ้นจะเกิดปัญหาเงินเฟ้อ นายอภิสิทธิ์กล่าวว่า อยู่ที่ว่าเราสามารถไปลดภาระส่วนอื่นได้หรือไม่ และอยู่ที่มูลค่าผลผลิตที่จะออกมา


"ผมคิดว่ามันเป็นสิ่งหนึ่งที่ถูกมองข้ามมาพอสมควร เป็นจุดหนึ่งที่เริ่มมีการศึกษากัน และเห็นว่าเป็นจุดอ่อนที่ไม่ได้เสริมสร้างเศรษฐกิจในประเทศที่แข็งแกร่ง แต่ในส่วนของภาคอื่นต้องทำควบคู่กันไป เหมือนอย่างที่พยายามทำเรื่องประกันรายได้ให้ภาคการเกษตร" นายอภิสิทธิ์กล่าว และว่า ที่เป็นห่วงคือ แรงงานนอกระบบและแรงงานอิสระที่เป็นปัญหาใหญ่ ตนกับนายกรณ์ จาติกวณิช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กำลังดูกันอยู่ว่าจะเป็นไปได้หรือไม่ รวมถึงผลกระทบและการป้องกัน และยังมีปัญหาเรื่องแรงงานต่างด้าวที่อาจจะทำให้มันทำยาก


เมื่อถามว่า จะสามารถดำเนินการให้เสร็จไปพร้อมกับระบบสวัสดิการสังคมในช่วงเดือนธันวาคมได้หรือไม่ นายอภิสิทธิ์กล่าวว่า คิดว่า เรื่องแรงงานก้าวกระโดดจะนานกว่า เพราะต้องพิจารณาในโครงสร้างส่วนอื่น เช่น โครงสร้างภาษี


นายกรณ์ จาติกวณิช รัฐมนตรีว่าการ กระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า ได้สั่งการให้สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ศึกษารูปแบบการปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำของแรงงานทั้งหมด ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของมาตรการลดความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจตามนโยบายของรัฐบาล ส่วนรูปแบบจะเป็นเช่นไรต้องนำสิ่งที่ศึกษาได้ไปหารือกับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานในรายละเอียดก่อน การศึกษาเพื่อผลักดันให้ปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำครั้งนี้ จะะไม่ใช่มาตรการระยะสั้น เพื่อให้สอดคล้องกับการปรับขึ้นของเงินเดือนข้าราชการในปีงบประมาณ 2554 เท่านั้น แต่จะต้องเป็นโครงสร้างระยะยาว


แหล่งข่าวจากกระทรวงการคลังกล่าวว่า นายกรณ์มีนโยบายให้ศึกษาการปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ โดยจะต้องไปศึกษาการปรับขึ้นค่าแรงในอดีตที่ผ่านมารอบ 10 ปี ว่าสอดคล้องกับอัตราการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ (จีดีพี) ของประเทศไทยอย่างไร เบื้องต้นพบว่า แม้ค่าแรงงานขั้นต่ำจะปรับขึ้น แต่เมื่อพิจารณาจากค่าแรงที่แท้จริง (ค่าแรงที่ได้รับหักด้วยอัตราเงินเฟ้อ) พบว่า กลับอยู่ในอัตราถดถอยหากเทียบกับจีดีพี และเป็นสาเหตุหลักที่ทำให้เกิดช่องว่างระหว่างคนรวยและคนจนมากขึ้น และรายได้ระหว่างคนทั้งสองกลุ่มถ่างกว้างขึ้น คนจนเพิ่มมากขึ้น


"แม้เศรษฐกิจไทยจีดีพีจะขยายตัวดีในรอบ 10 ปี แต่ก็มาพร้อมกับอัตราเงินเฟ้อที่ขยายตัวตามขึ้นมา ขณะที่ค่าแรงขั้นต่ำของแรงงานระดับล่างเพิ่มขึ้นไม่ทัน คนกลุ่มนี้ก็ยังจนและจนเพิ่มขึ้นทุกวัน" แหล่งข่าวกล่าว


อย่างไรก็ตาม แหล่งข่าวกล่าวว่า ค่าแรงที่ถูกกำหนดขึ้นก็เป็นดัชนีสะท้อนผลิตภาพแรงงาน ทั้งนี้ ค่าแรงงานโดยรวมของคนไทยอยู่ในระดับต่ำ แสดงให้เห็นว่า มีการกดค่าแรง หรือเป็นเพราะผลิตผลที่ได้จากแรงงานไทยยังมีน้อย
"รัฐมนตรีคลังให้นโยบายด้วยว่า การพิจารณาให้รวมถึงว่า หากผู้ประกอบการมีการปรับขึ้นค่าแรง ก็ได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษีเพิ่มเติมด้วย เช่น หากขึ้นค่าแรง ก็อาจจะได้รับการลดภาษีเงินได้นิติบุคคล" แหล่งข่าวกล่าว


ที่กระทรวงแรงงาน กลุ่มผู้ใช้แรงงาน ประกอบด้วย นายมนัส โกศล ประธานองค์การแรงงานแห่งประเทศไทย (อรท.) น.ส.วิไลวรรณ แซ่เตีย ประธานคณะกรรมการสมานฉันท์แรงงานไทย (คสรท.) และผู้แทนสมาพันธ์แรงงานรัฐวิสาหกิจแห่งประเทศไทย ประมาณ 70 คน เข้าหารือกับนายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน กรณีการปรับขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำทั่วประเทศ พร้อมยื่น 10 ข้อเสนอ อาทิ ให้รัฐบาลปรับเพิ่มค่าจ้างขั้นต่ำแบ่งเป็น 3 โซนๆ ละ 10 บาท ให้แก้ไขกฎหมายประกันสังคม เพื่อผลักดันสำนักงานประกันสังคม (สปส.) เป็นองค์กรมหาชน ให้เพิ่มเงินสงเคราะห์บุตรแก่ผู้ประกันตนจากเดือนละ 350 บาท เป็น 500 บาท เป็นต้น


นายมนัสกล่าวว่า ตัวเลข 10 บาท ที่เสนอไปนั้นอยู่บนพื้นฐานข้อเท็จจริง เนื่องจากปัจจุบันค่าครองชีพเพิ่มขึ้นสูงมาก ทำให้รายได้ไม่พอค่าใช้จ่าย เช่น จ.สมุทรปราการ มีอัตราค่าจ้างขั้นต่ำวันละ 206 บาท ลูกจ้างทำงาน 26 วันต่อเดือน รวมรายได้ 5,356 บาท แต่รายได้ที่พออยู่ได้คือ 8,000 บาทต่อเดือน ลูกจ้างส่วนใหญ่จึงทำงานล่วงเวลา ที่ผ่านมา การพิจารณาของคณะอนุกรรมการระดับจังหวัดไม่อยู่บนพื้นฐานของข้อเท็จจริง ทำให้เกิดความเหลื่อมล้ำ จึงเสนอให้ปรับเท่ากันทั่วประเทศ และว่าเห็นด้วยกับข้อเสนอของคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) ที่ให้ปรับอัตราค่าจ้างตามมาตรฐานฝีมือแรงงาน
น.ส.วิไลวรรณ แซ่เตีย ประธาน คสรท.กล่าวว่า จากการส่งแบบสอบถามไปยังลูกจ้างในโรงงานต่างๆ พบว่าค่าจ้างที่ทำให้อยู่ได้คือวันละ 360 บาท แต่ตัวเลขนี้อาจไม่ได้รับเห็นชอบจากนายจ้างและรัฐบาล


ด้านนายเฉลิมชัยกล่าวว่า เรื่องนี้เป็นดำริของนายกรัฐมนตรี และตั้งใจว่าจะหารือกับนายกรณ์ จาติกวณิช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ในระหว่างการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 6 ที่ผ่านมา แต่เนื่องจากมีวาระสำคัญเข้าสู่การพิจารณาแน่นมาก ทำให้เรื่องนี้ยังถูกหยิบยกมาหารือ


วันเดียวกัน นายประสาร ไตรรัตน์วรกุล กรรมการผู้จัดการ ธนาคารกสิกรไทยและประธานสมาคมธนาคารไทย ในฐานะว่าที่ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวถึงภารกิจแรกของการเป็นผู้ว่าการ ธปท.คือ การดูแลเสถียรภาพทางเศรษฐกิจทั้งภายในประเทศและภายนอกประเทศ ดูแลการจ้างงานที่จะมีผลต่อเศรษฐกิจไทย และดูแลเรื่องความมั่นคงของสถาบันการเงินไทยให้ทุกภาคส่วนมีระบบมากขึ้น รวมทั้งภารกิจที่นายกรัฐมนตรีมอบหมายในเรื่องให้ประชาชนเข้าถึงแหล่งเงินในราคาที่เหมาะสมด้วย ซึ่งคงไม่ใช่การแทรกแซงทางการเมือง แต่ต้องทำความเข้าใจโจทย์ที่ได้มา ต้องทำให้ประชาชนสามารถเข้าถึงราคาและคุณภาพที่เหมาะสม ผ่านการวัดตามความพึงพอใจของประชาชน
"ส่วนแนวทางของรัฐสวัสดิการถือว่าเป็นสิ่งที่ดีเพราะจะสามารถช่วยเหลือประชาชน แต่ต้องดูรายละเอียดในเรื่องค่าใช้จ่ายต้องไม่ให้กระทบฐานะการคลัง" นายประสารกล่าว


นายประสารกล่าวถึงทิศทางด้านดอกเบี้ยว่า มีแนวโน้มดอกเบี้ยนโยบายอาจเห็นการปรับขึ้นชัดเจนในเดือนสิงหาคมปีนี้ โดยคาดว่าปีนี้อัตราดอกเบี้ยนโยบายอาจขึ้นไปถึง 2% จากปัจจุบันอยู่ที่ 1.25% ตามการคาดการณ์ของศูนย์วิจัยกสิกรไทย ขณะที่เศรษฐกิจไทยปีนี้อาจโตได้ 4–6% แต่ยังต้องระวังการฟื้นตัวเศรษฐกิจไทยในปี 2554 เพราะฐานในปีนี้ค่อนข้างสูง
"เรื่องของส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยสุทธิ (nim) ที่ปัจจุบันอยู่ที่ 3.3% มองว่าสูงหรือไม่นั้น บางประเทศสูงกว่าก็มี แต่การที่จะให้ลดลงกว่านี้ได้หรือไม่ ต้องพิจารณาหลายปัจจัย" นายประสารกล่าว


นายพิชัย นริพทะพันธุ์ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง และคณะทำงานทีมเศรษฐกิจพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า ขอแสดงความยินดีกับนายประสาร ซึ่งเป็นบุคคลที่เหมาะสมมากกับการดำรงตำแหน่งดังกล่าว และเชื่อมั่นว่านายประสารไม่มีปัญหาในเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อนอย่างแน่นอน วัดได้จากการทำงานในอดีตและความเป็นมืออาชีพที่ทุกคนในวงการทราบดี ดังนั้น การทำงานในตำแหน่งผู้ว่าการฯธปท.ของนายประสารนั้นจะสามารถทำงานอย่างเป็นอิสระ และนำพา ธปท.เดินหน้าต่อไปได้ 

You must be a registered user to comment. Click here to register.

Already a user? Click here to login.