Switch to: uk
03 September 2014 05:26AM

“ไทยการ์เมนต์” ปิดรง.ปราจีนฯ

03 Sep 14 ,  Corporated News
  • 0
  • star
  • star
  • star
  • star
  • star

เผย30รง.สิ่งทอย้ายฐานผลิตซบเพื่อนบ้าน

Policy & Regulation
  • ไทยพาณิชย์ ผนึกกำลัง ส.อ.ท. สนับสนุนสินเชื่อเอสเอ็มอีกว่า 16,000 ล้านบาท

    02 Sep 14 ,  Policy & Regulation
    • 0
    • star
    • star
    • star
    • star
    • star
    ไทยพาณิชย์ ผนึกกำลัง ส.อ.ท. สนับสนุนสินเชื่อเอสเอ็มอีกว่า 16,000 ล้านบาท
    ฟื้นฟูศักยภาพผู้ประกอบการและกระตุ้นเศรษฐกิจของประเทศ
    ธนาคารไทยพาณิชย์ จับมือ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) ในการช่วยเหลือเยียวยาผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบจากเศรษฐกิจชะลอตัวในช่วงครึ่งปีแรก พร้อมส่งเสริมการพัฒนาศักยภาพผู้ประกอบการเอสเอ็มอีภาคอุตสาหกรรมผ่านการลงนามความร่วมมือโครงการ “ยกระดับขีดความสามารถของผู้ประกอบการเอสเอ็มอีภาคอุตสาหกรรม ปี 2557 – 2559” เพื่อสนับสนุนทางด้านการเงินกว่า 16,000 ล้านบาท พร้อมส่งเสริมองค์ความรู้ทางด้านวิชาการ เพื่อช่วยเหลือให้ผู้ประกอบการฟื้นฟูความสามารถในการผลิต ให้กลับมาแข่งขันได้อย่างมีศักยภาพ อีกทั้งเพื่อเป็นอีกหนึ่งทางออกให้ผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบสามารถรับมือสภาวะวิกฤตเศรษฐกิจในปัจจุบันได้อย่างมีประสิทธิภาพ พร้อมเติบโตได้อย่างเข้มแข็งและยั่งยืน
    นางกรรณิกา ชลิตอาภรณ์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารไทยพาณิชย์ เปิดเผยว่า “ธนาคารไทยพาณิชย์ และ ส.อ.ท. ซึ่งเป็นพันธมิตรที่ร่วมสนับสนุนผู้ประกอบการเอสเอ็มอีไทย เล็งเห็นว่านับจากครึ่งปีหลังนี้เป็นต้นไป กำลังก้าวสู่การเตรียมพร้อมสร้างโอกาสทางธุรกิจของภาคธุรกิจเอสเอ็มอี บรรยากาศทางการเมือง เศรษฐกิจและการค้าแสดงไปในทิศทางที่ดีขึ้น ความมั่นใจของผู้บริโภคเริ่มกลับมาสู่ภาวะปกติ ความร่วมมือในโครงการ “ยกระดับขีดความสามารถของผู้ประกอบการเอสเอ็มอีภาคอุตสาหกรรม ปี 2557-2559” ระหว่างธนาคารและ ส.อ.ท. เพื่อช่วยเหลือผู้ประกอบการเอสเอ็มอีที่ได้รับผลกระทบจากการชะลอตัวของเศรษฐกิจในช่วงครึ่งปีแรกให้แก่เครือข่ายสมาชิกของส.อ.ท. ที่มีอยู่มากกว่า 8,000  ราย ใน 12 คลัสเตอร์อุตสาหกรรม ในส่วนของธนาคารจะให้สนับสนุนทางด้านการเงินและสิทธิพิเศษแก่สมาชิกส.อ.ท. เป็นจำนวนเงินรวมกว่า 16,000 ล้านบาท พร้อมสิทธิพิเศษเกี่ยวกับบริการทางการเงินที่จะช่วยเพิ่มศักยภาพในการแข่งขันให้กับผู้ประกอบการ รวมถึงการเสริมความรู้ให้ผู้ประกอบการภาคอุตสาหกรรม ผ่านทางการอบรมเชิงปฎิบัติการพัฒนาอุตสาหกรรม โครงการสัมมนาเพื่อให้ความรู้ต่างๆ พร้อมด้วยการสนับสนุนการตลาดและช่องทางการจัดจำหน่ายผ่านทางโครงการ SCB-FTI Factory Outlet อีกทั้งการสนับสนุนด้านวิชาการผ่านทางโครงการพิเศษด้านความร่วมมือทางวิชาการในการแลกเปลี่ยนและวิเคราะห์ข้อมูลร่วมกันระหว่างศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ ธนาคารไทยพาณิชย์ และ ส.อ.ท. เพื่อเจาะลึกอุตสาหกรรมรายภูมิภาคและนำเสนอให้กับผู้ประกอบการอุตสาหกรรมทั่วประเทศ”
    นายสุพันธุ์ มงคลสุธี ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย กล่าวว่า ด้วยพันธกิจของสภา-อุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ที่มุ่งเสริมสร้างศักยภาพ หาลู่ทาง สร้างโอกาส ให้ทุกอุตสาหกรรมของประเทศ รวมถึง SMEs ให้สามารถแข่งขันได้ในระดับภูมิภาคและสากล การลงนามความร่วมมือโครงการ “ยกระดับขีดความสามารถของผู้ประกอบการเอสเอ็มอีภาคอุตสาหกรรม ปี 2557 – 2559” ระหว่างสภาอุตสาหกรรมฯ และธนาคารไทยพาณิชย์ จึงมีการขับเคลื่อนอย่างต่อเนื่อง โดยยังคงได้รับความร่วมมืออย่างดีจากธนาคารไทยพาณิชย์พันธมิตรที่ใกล้ชิดและร่วมกันดำเนินกิจกรรมต่างๆ เพื่อประโยชน์ต่อสมาชิกของสภาอุตสาหกรรมฯ และต่อเศรษฐกิจของประเทศ มาโดยตลอด สำหรับโครงการยกระดับขีดความสามารถของผู้ประกอบการภาคอุตสาหกรรม ปี 2557 – 2559 ถือได้ว่าเป็นโครงการสนับสนุนด้านวิชาการและบริการทางการเงินครบวงจรให้แก่ผู้ประกอบการ SMEs โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อช่วยเหลือให้ผู้ประกอบการ มีขีดความสามารถในการผลิตและการแข่งขันทั้งระดับประเทศและระดับนานาชาติเพิ่มมากขึ้นและเป็นไปอย่างยั่งยืน อีกทั้งเพื่อให้ผู้ประกอบการสามารถปรับตัวพร้อมรับมือกับสภาวะวิกฤตเศรษฐกิจในปัจจุบันได้
    “ปัจจุบันสภาอุตสาหกรรมฯ มีจำนวนสมาชิกกว่าร้อยละ 85 ที่เป็นผู้ประกอบการ SMEs โดยปัจจุบัน สภาอุตสาหกรรมฯ ได้มีการเดินหน้าผลักดันข้อเสนอต่างๆ เพื่อการพัฒนาศักยภาพ SMEs ไทย ให้เกิดความยั่งยืน โดยได้ให้ความสำคัญและดำเนินการดูแล ผลักดันเพื่อการพัฒนา SMEs 5 เรื่อง ประกอบด้วย 1.ปรับปรุงกลไกการส่งเสริม SMEs 2.ปรับปรุงแก้ไขกฎระเบียบที่เป็นอุปสรรคต่อการพัฒนา SMEs 3.ส่งเสริมให้ SMEs สามารถเข้าถึงแหล่งเงิน 4.พัฒนามาตรฐานผลิตภัณฑ์และเพิ่มผลิตภาพของธุรกิจ และ 5.สร้างโอกาสและเพิ่มช่องทางการตลาดให้แก่ SMEs อย่างไรก็ตาม ความร่วมมือระหว่างสภาอุตสาหกรรมฯ และธนาคารไทยพาณิชย์ ในการยกระดับขีดความสามารถของผู้ประกอบการเอสเอ็มอีภาคอุตสาหกรรม ปี 2557 – 2559 นี้นั้น ทางสภาอุตสาหกรรมฯ จะขยายขอบเขตการทำงานร่วมกันกับธนาคารไทยพาณิชย์ให้ครอบคลุม และทั่วถึงมากยิ่งขึ้น ทั้งในส่วนผู้ประกอบการในรายอุตสาหกรรม (Sector base) ผู้ประกอบการในรายพื้นที่ (Area base) กลุ่มผู้ประกอบการ SMEs และภาพรวมของเศรษฐกิจภาคอุตสาหกรรม โดยเฉพาะในเชิงวิชาการ ที่สภาอุตสาหกรรมฯ พร้อมให้ความร่วมมือในการสนับสนุนด้านอุตสาหกรรม กับศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ ธนาคารไทยพาณิชย์ เพื่อประกอบการวิเคราะห์ภาวะอุตสาหกรรม ในมิติต่างๆ พร้อมทั้งข้อเสนอแนะที่จะก่อให้เกิดประโยชน์กับภาคอุตสาหกรรม รวมทั้งการมีส่วนร่วมในการจัดกิจกรรมเชิงวิชาการให้กับสมาชิกสภาอุตสาหกรรมฯ นำไปปรับปรุงการดำเนินกิจการให้มีขีดความสามารถเพิ่มขึ้น เพื่อรองรับการเป็นประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนในปี 2558 โดยหวังว่าความร่วมมือระหว่าง 2 องค์กรในครั้งนี้จะยังคงเป็นกลไกสำคัญหนึ่งที่จะช่วยนำพา SMEs ไทย เติบโตอย่างเข้มแข็งและยั่งยืนได้” นายสุพันธุ์ กล่าว

    ฟื้นฟูศักยภาพผู้ประกอบการและกระตุ้นเศรษฐกิจของประเทศ

     

    ธนาคารไทยพาณิชย์ จับมือ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) ในการช่วยเหลือเยียวยาผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบจากเศรษฐกิจชะลอตัวในช่วงครึ่งปีแรก พร้อมส่งเสริมการพัฒนาศักยภาพผู้ประกอบการเอสเอ็มอีภาคอุตสาหกรรมผ่านการลงนามความร่วมมือโครงการ “ยกระดับขีดความสามารถของผู้ประกอบการเอสเอ็มอีภาคอุตสาหกรรม ปี 2557 – 2559” เพื่อสนับสนุนทางด้านการเงินกว่า 16,000 ล้านบาท พร้อมส่งเสริมองค์ความรู้ทางด้านวิชาการ เพื่อช่วยเหลือให้ผู้ประกอบการฟื้นฟูความสามารถในการผลิต ให้กลับมาแข่งขันได้อย่างมีศักยภาพ อีกทั้งเพื่อเป็นอีกหนึ่งทางออกให้ผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบสามารถรับมือสภาวะวิกฤตเศรษฐกิจในปัจจุบันได้อย่างมีประสิทธิภาพ พร้อมเติบโตได้อย่างเข้มแข็งและยั่งยืน

     

    FTIScbWeb

     

    นางกรรณิกา ชลิตอาภรณ์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารไทยพาณิชย์ เปิดเผยว่า “ธนาคารไทยพาณิชย์ และ ส.อ.ท. ซึ่งเป็นพันธมิตรที่ร่วมสนับสนุนผู้ประกอบการเอสเอ็มอีไทย เล็งเห็นว่านับจากครึ่งปีหลังนี้เป็นต้นไป กำลังก้าวสู่การเตรียมพร้อมสร้างโอกาสทางธุรกิจของภาคธุรกิจเอสเอ็มอี บรรยากาศทางการเมือง เศรษฐกิจและการค้าแสดงไปในทิศทางที่ดีขึ้น ความมั่นใจของผู้บริโภคเริ่มกลับมาสู่ภาวะปกติ ความร่วมมือในโครงการ “ยกระดับขีดความสามารถของผู้ประกอบการเอสเอ็มอีภาคอุตสาหกรรม ปี 2557-2559” ระหว่างธนาคารและ ส.อ.ท. เพื่อช่วยเหลือผู้ประกอบการเอสเอ็มอีที่ได้รับผลกระทบจากการชะลอตัวของเศรษฐกิจในช่วงครึ่งปีแรกให้แก่เครือข่ายสมาชิกของส.อ.ท. ที่มีอยู่มากกว่า 8,000  ราย ใน 12 คลัสเตอร์อุตสาหกรรม ในส่วนของธนาคารจะให้สนับสนุนทางด้านการเงินและสิทธิพิเศษแก่สมาชิกส.อ.ท. เป็นจำนวนเงินรวมกว่า 16,000 ล้านบาท พร้อมสิทธิพิเศษเกี่ยวกับบริการทางการเงินที่จะช่วยเพิ่มศักยภาพในการแข่งขันให้กับผู้ประกอบการ รวมถึงการเสริมความรู้ให้ผู้ประกอบการภาคอุตสาหกรรม ผ่านทางการอบรมเชิงปฎิบัติการพัฒนาอุตสาหกรรม โครงการสัมมนาเพื่อให้ความรู้ต่างๆ พร้อมด้วยการสนับสนุนการตลาดและช่องทางการจัดจำหน่ายผ่านทางโครงการ SCB-FTI Factory Outlet อีกทั้งการสนับสนุนด้านวิชาการผ่านทางโครงการพิเศษด้านความร่วมมือทางวิชาการในการแลกเปลี่ยนและวิเคราะห์ข้อมูลร่วมกันระหว่างศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ ธนาคารไทยพาณิชย์ และ ส.อ.ท. เพื่อเจาะลึกอุตสาหกรรมรายภูมิภาคและนำเสนอให้กับผู้ประกอบการอุตสาหกรรมทั่วประเทศ”

     

    นายสุพันธุ์ มงคลสุธี ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย กล่าวว่า ด้วยพันธกิจของสภา-อุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ที่มุ่งเสริมสร้างศักยภาพ หาลู่ทาง สร้างโอกาส ให้ทุกอุตสาหกรรมของประเทศ รวมถึง SMEs ให้สามารถแข่งขันได้ในระดับภูมิภาคและสากล การลงนามความร่วมมือโครงการ “ยกระดับขีดความสามารถของผู้ประกอบการเอสเอ็มอีภาคอุตสาหกรรม ปี 2557 – 2559” ระหว่างสภาอุตสาหกรรมฯ และธนาคารไทยพาณิชย์ จึงมีการขับเคลื่อนอย่างต่อเนื่อง โดยยังคงได้รับความร่วมมืออย่างดีจากธนาคารไทยพาณิชย์พันธมิตรที่ใกล้ชิดและร่วมกันดำเนินกิจกรรมต่างๆ เพื่อประโยชน์ต่อสมาชิกของสภาอุตสาหกรรมฯ และต่อเศรษฐกิจของประเทศ มาโดยตลอด สำหรับโครงการยกระดับขีดความสามารถของผู้ประกอบการภาคอุตสาหกรรม ปี 2557 – 2559 ถือได้ว่าเป็นโครงการสนับสนุนด้านวิชาการและบริการทางการเงินครบวงจรให้แก่ผู้ประกอบการ SMEs โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อช่วยเหลือให้ผู้ประกอบการ มีขีดความสามารถในการผลิตและการแข่งขันทั้งระดับประเทศและระดับนานาชาติเพิ่มมากขึ้นและเป็นไปอย่างยั่งยืน อีกทั้งเพื่อให้ผู้ประกอบการสามารถปรับตัวพร้อมรับมือกับสภาวะวิกฤตเศรษฐกิจในปัจจุบันได้

     

    “ปัจจุบันสภาอุตสาหกรรมฯ มีจำนวนสมาชิกกว่าร้อยละ 85 ที่เป็นผู้ประกอบการ SMEs โดยปัจจุบัน สภาอุตสาหกรรมฯ ได้มีการเดินหน้าผลักดันข้อเสนอต่างๆ เพื่อการพัฒนาศักยภาพ SMEs ไทย ให้เกิดความยั่งยืน โดยได้ให้ความสำคัญและดำเนินการดูแล ผลักดันเพื่อการพัฒนา SMEs 5 เรื่อง ประกอบด้วย 1.ปรับปรุงกลไกการส่งเสริม SMEs 2.ปรับปรุงแก้ไขกฎระเบียบที่เป็นอุปสรรคต่อการพัฒนา SMEs 3.ส่งเสริมให้ SMEs สามารถเข้าถึงแหล่งเงิน 4.พัฒนามาตรฐานผลิตภัณฑ์และเพิ่มผลิตภาพของธุรกิจ และ 5.สร้างโอกาสและเพิ่มช่องทางการตลาดให้แก่ SMEs อย่างไรก็ตาม ความร่วมมือระหว่างสภาอุตสาหกรรมฯ และธนาคารไทยพาณิชย์ ในการยกระดับขีดความสามารถของผู้ประกอบการเอสเอ็มอีภาคอุตสาหกรรม ปี 2557 – 2559 นี้นั้น ทางสภาอุตสาหกรรมฯ จะขยายขอบเขตการทำงานร่วมกันกับธนาคารไทยพาณิชย์ให้ครอบคลุม และทั่วถึงมากยิ่งขึ้น

     

    ทั้งในส่วนผู้ประกอบการในรายอุตสาหกรรม (Sector base) ผู้ประกอบการในรายพื้นที่ (Area base) กลุ่มผู้ประกอบการ SMEs และภาพรวมของเศรษฐกิจภาคอุตสาหกรรม โดยเฉพาะในเชิงวิชาการ ที่สภาอุตสาหกรรมฯ พร้อมให้ความร่วมมือในการสนับสนุนด้านอุตสาหกรรม กับศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ ธนาคารไทยพาณิชย์ เพื่อประกอบการวิเคราะห์ภาวะอุตสาหกรรม ในมิติต่างๆ พร้อมทั้งข้อเสนอแนะที่จะก่อให้เกิดประโยชน์กับภาคอุตสาหกรรม รวมทั้งการมีส่วนร่วมในการจัดกิจกรรมเชิงวิชาการให้กับสมาชิกสภาอุตสาหกรรมฯ นำไปปรับปรุงการดำเนินกิจการให้มีขีดความสามารถเพิ่มขึ้น เพื่อรองรับการเป็นประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนในปี 2558 โดยหวังว่าความร่วมมือระหว่าง 2 องค์กรในครั้งนี้จะยังคงเป็นกลไกสำคัญหนึ่งที่จะช่วยนำพา SMEs ไทย เติบโตอย่างเข้มแข็งและยั่งยืนได้” นายสุพันธุ์ กล่าว

  • 8 องค์กร ภาครัฐ เอกชน จับมือร่วมลงนาม ส่งเสริม ช่างนอกกรอบ ด้านเทคโนโลยีการสื่อสารและสารสนเทศ

    30 Jul 14 ,  Policy & Regulation
    • 0
    • star
    • star
    • star
    • star
    • star
    สถาบันเสริมสร้างขีดความสามารถมนุษย์ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) ร่วมกับ บริษัท ซินเน็ค (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) สำนักงานคณะกรรมการอาชีวศึกษา บริษัท เอซุสเทค คอมพิวเตอร์ (ประเทศไทย) จำกัด บริษัท ไมโครซอฟท์ (ประเทศไทย) จำกัด บริษัท อินเทล ไมโครอิเล็กทรอนิกส์ (ประเทศไทย) จำกัด บริษัท ซีเกทเทคโนโลยี (ประเทศไทย) จำกัด บริษัท เวสเทิร์น ดิจิตอล (ประเทศไทย)  จำกัด จัดพิธีลงนามบันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือในโครงการช่างนอกกรอบ เมื่อวันพุธที่ 30 กรกฎาคม 2557 ห้องประชุม ส.อ.ท. 1 สภาอุตสาหกรรมฯ เพื่อส่งเสริมการดำเนินงานตามโครงการช่างนอกกรอบในการสร้างความรู้ความเข้าใจด้านเทคโนโลยีการสื่อสารและสารสนเทศ อีกทั้งพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ และเผยแพร่องค์ความรู้ ความเชี่ยวชาญที่มีมาสร้างสรรค์พัฒนาผลิตภัณฑ์ และการให้บริการภายใต้กรอบกระแสสิ่งแวดล้อมโลก โดยเฉพาะอุปกรณ์คอมพิวเตอร์ที่สามารถนำมาประยุกต์เพื่อเป็นสื่อการเรียนการสอน ผ่านกิจกรรมต่างๆ เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดแก่นักเรียน นักศึกษา เยาวชนและประชาชน

    สถาบันเสริมสร้างขีดความสามารถมนุษย์ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) ร่วมกับ บริษัท ซินเน็ค (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) สำนักงานคณะกรรมการอาชีวศึกษา บริษัท เอซุสเทค คอมพิวเตอร์ (ประเทศไทย) จำกัด บริษัท ไมโครซอฟท์ (ประเทศไทย)จำกัด บริษัท อินเทล ไมโครอิเล็กทรอนิกส์ (ประเทศไทย) จำกัด บริษัท ซีเกทเทคโนโลยี (ประเทศไทย) จำกัด บริษัท เวสเทิร์น ดิจิตอล (ประเทศไทย) จำกัด จัดพิธีลงนามบันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือในโครงการช่างนอกกรอบ เมื่อวันพุธที่ 30 กรกฎาคม 2557

  • ปลัดฯ คนใหม่เน้นโปร่งใสกู้ภาพลักษณ์กระทรวงพาณิชย์

    10 Jul 14 ,  Policy & Regulation
    • 0
    • star
    • star
    • star
    • star
    • star
    นางสาวชุติมา บุณยประภัศร ​​​​ปลัดกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า พร้อมทำงานตามที่ได้รับมอบหมายจากคณะรักษาความสงบแห่งชาติ หรือ คสช. ใน 4 นโยบาย คือ การดูแลเรื่องปากท้องของประชาชน การกระตุ้นเศรษฐกิจ สร้างความปรองดอง และปรับระบบงานราชการให้มีประสิทธิภาพ โดยมอบหมายให้ข้าราชการทำงานด้วยความโปร่งใส เพื่อฟื้นฟูภาพลักษณ์ที่ดีของกระทรวงพาณิชย์ให้กลับคืนมาอีกครั้ง รวมทั้งจะแก้ไขกฎระเบียบต่าง ๆ ที่เป็นอุปสรรคต่อการดำเนินธุรกิจของภาคเอกชน เพื่อรองรับการกระตุ้นเศรษฐกิจภายในประเทศให้สามารถประคองตัวได้ในภาวะเศรษฐกิจโลกที่ยังฟื้นตัวไม่เต็มที่

    นางสาวชุติมา บุณยประภัศร ​​​​ปลัดกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า พร้อมทำงานตามที่ได้รับมอบหมายจากคณะรักษาความสงบแห่งชาติ หรือ คสช. ใน 4 นโยบาย คือ การดูแลเรื่องปากท้องของประชาชน การกระตุ้นเศรษฐกิจ สร้างความปรองดอง และปรับระบบงานราชการให้มีประสิทธิภาพ โดยมอบหมายให้ข้าราชการทำงานด้วยความโปร่งใส เพื่อฟื้นฟูภาพลักษณ์ที่ดีของกระทรวงพาณิชย์ให้กลับคืนมาอีกครั้ง รวมทั้งจะแก้ไขกฎระเบียบต่าง ๆ ที่เป็นอุปสรรคต่อการดำเนินธุรกิจของภาคเอกชน เพื่อรองรับการกระตุ้นเศรษฐกิจภายในประเทศให้สามารถประคองตัวได้ในภาวะเศรษฐกิจโลกที่ยังฟื้นตัวไม่เต็มที่

  • ลุ้นปลดไทยพ้นค้ามนุษย์ อุ้ม"กุ้ง-สิ่งทอ"ไปสหรัฐ/จัดแถวแรงงาน

    24 Jun 14 ,  Policy & Regulation
    • 0
    • star
    • star
    • star
    • star
    • star
    ลุ้นระทึก สหรัฐจัดอันดับประเทศค้าแรงงานมนุษย์ หลังไทยติดบัญชี Tier 2 Watch List ไม่แก้ปัญหาตลอด 4 ปี หวั่นกระทบ กุ้ง-สิ่งทอ ก.ต่างประเทศมั่นใจไม่ถูกตอบโต้-อันดับไทยดีขึ้นเพราะบังคับใช้กม.ต่อต้านค้ามนุษยต่อเนื่อง วัดดวงอีกรอบเดือน ก.ย. อาจ "ปลด" อ้อยบัญชีใช้แรงงานเด็ก

    ลุ้นระทึก สหรัฐจัดอันดับประเทศค้าแรงงานมนุษย์ หลังไทยติดบัญชี Tier 2 Watch List ไม่แก้ปัญหาตลอด 4 ปี หวั่นกระทบ กุ้ง-สิ่งทอ ก.ต่างประเทศมั่นใจไม่ถูกตอบโต้-อันดับไทยดีขึ้นเพราะบังคับใช้กม.ต่อต้านค้ามนุษยต่อเนื่อง วัดดวงอีกรอบเดือน ก.ย. อาจ "ปลด" อ้อยบัญชีใช้แรงงานเด็ก

  • "ปลัดวิฑูรย์" สั่งรื้อกฎหมายอุตสาหกรรม ล้าสมัย ใช้มาเกือบ 50 ปี

    17 Jun 14 ,  Policy & Regulation
    • 0
    • star
    • star
    • star
    • star
    • star
    นายวิฑูรย์ สิมะโชคดี ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยว่า ได้สั่งการให้ทุกหน่วยงานในสังกัดกระทรวง ปรับปรุงกฎหมายของหน่วยงาน ให้ทันต่อเหตุการณ์ปัจจุบัน และลดขั้นที่ไม่จำเป็นให้กับเอกชน แต่ยังเข้มงวดในเรื่องมาตรฐานสิ่งแวดล้อม ผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม และกฎระเบียบที่ยังจำเป็น เนื่องจากบางกฎหมายใช้มานานมากแล้ว ส่งผลให้ข้อระเบียบต่าง ๆ มีความล้าสมัย อาจเป็นอุปสรรคต่อการขยายการลงทุน โดยให้เสนอมาพิจารณาปลายเดือนมิถุนายนนี้ เพื่อกระทรวงจะทำสรุปทั้งหมด เสนอไปยังคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) พิจารณาต่อไป

    นายวิฑูรย์ สิมะโชคดี ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยว่า ได้สั่งการให้ทุกหน่วยงานในสังกัดกระทรวง ปรับปรุงกฎหมายของหน่วยงาน ให้ทันต่อเหตุการณ์ปัจจุบัน และลดขั้นที่ไม่จำเป็นให้กับเอกชน แต่ยังเข้มงวดในเรื่องมาตรฐานสิ่งแวดล้อม ผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม และกฎระเบียบที่ยังจำเป็น เนื่องจากบางกฎหมายใช้มานานมากแล้ว ส่งผลให้ข้อระเบียบต่าง ๆ มีความล้าสมัย อาจเป็นอุปสรรคต่อการขยายการลงทุน โดยให้เสนอมาพิจารณาปลายเดือนมิถุนายนนี้ เพื่อกระทรวงจะทำสรุปทั้งหมด เสนอไปยังคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) พิจารณาต่อไป

  • เปลี่ยนกฏนำเข้าไหม

    07 Mar 14 ,  Policy & Regulation
    • 0
    • star
    • star
    • star
    • star
    • star
    คุณศรุดา ชินวัตร นายกสมาคมอุตสาหกรรมไหมไทย เปิดเยผว่า สำหรับสถานการณ์อุตสาหกรรมไหมไทยในปี 2556 ค่อนข้างลำบาก ต้องเผชิญกับกฎหมายในเรื่องสัดส่วนการนำเข้าเส้นไหมสำเร็จรูปจาก 2:1 คือนำเข้าไหมสำเร็จรูปจากต่างประเทศได้สองส่วน และบังคับซื้อเส้นไหมในประเทศหนึ่งส่วน ทำให้เกิดการขาดแคลนวัตถุดิบ เพราะภาคอุตสาหกรรมต้องการเส้นไหมจำนวนมากประมาณ 400 ตันต่อเดือน แต่การผลิตไหมในประเทศมีเพียงประมาณ 100 ตันต่อเดือน ซึ่งไม่เพียงพอกับความต้องการภาคอุตสาหกรรม และต้องยอมรับว่าเส้นไหมในประเทศ ยังไม่ค่อยได้มาตฐานและราคาสูงกว่าจีนทำให้ภาคอุตสาหกรรมการผลิตไม่สามารถขยายตัวได้ ซึ่งต่อไปในอนาคตธุรกิจไหมในประเทศต้องพบกับคู่แข่งที่น่ากลัวจากการนำเข้าผ้าไหมราคาถูกจากจีน เมื่อปลายปีที่ผ่านมาทางสมาคมฯ ได้เสนอไปกรมหม่อนไหมให้ทดลองเปลี่ยนกฏนำเข้าไหมสำเร็จรูปจาก 2:1 เป็น 3:1 โดยเริ่มต้นปี 2557 เป็นระยะเวลาภายใน 6 เดือน เพื่อทดลองดูว่าจะกระทบต่อเกษตรกรหรือไม่ แล้วจะช่วยให้อุตสาหกรรมส่งออกของไหมดีขึ้นไหม
    “อยากฝากไปถึงภาครัฐว่า ไหมมีทั้งด้านอุตสาหกรรม และหัตถรรม ฉะนั้นควรจะแบ่งแยกให้ชัดเน ไม่น่าจะเอามาเชื่อมโยงกัน ทำให้ดึงกันไปดึงกันมา ไม่โตสักที  ถ้ามีการส่งเสริมแบบชัดเจน ทำให้เจริญได้ทั้งคู่ และอยากให้มีการรวมกลุ่มผู้ผลิตเส้นไหมภายในประเทศ เพื่อให้การหาวัตถุดิบไหมง่ายขึ้น ซึ่งทางภาคอุตสาหกรรมจะรวมกลุ่มเพื่อออกไปยังท้องที่ที่มีการปลูกไหม เพื่อไปแนะนำภาคเกษตกรว่าภาคอุตสาหกรรมต้องการไหมประเภทไหน จะได้ทำให้เราถูกต้อง น่าจะเป็นช่องทางได้วัตถุดิบมากขึ้น และต้นทุนลดลง อยากฝากถึงภาครัฐอีกเรื่องคือภาษีนำเข้าไหมสูงมาก 20% อยากให้ลดลงเหลือ หรือเหลือเท่ากับการนำเข้าผ้าผืนประมาณ 5%”  นายกสมาคมอุตสาหกรรมไหมไทย วอนภาครัฐ

    นายกสมาคมอุตสาหกรรมไหมไทย เผยได้เสนอเรื่องไปกรมหม่อนไหมให้ทดลองเปลี่ยนกฏนำเข้าไหมสำเร็จรูปจาก 2:1 เป็น 3:1 โดยเริ่มต้นปี 2557 เป็นระยะเวลาภายใน 6 เดือน เพื่อทดลองดูว่าจะกระทบต่อเกษตรกรหรือไม่ แล้วจะช่วยให้อุตสาหกรรมส่งออกของไหมดีขึ้นหรือไม่

  • รัฐตั้งเป้าปี 58 ปลดล็อกอ้อย-เครื่องนุ่งห่ม 2 ใน 5 สินค้าห้ามนำเข้าในอเมริกา

    03 Mar 14 ,  Policy & Regulation
    • 0
    • star
    • star
    • star
    • star
    • star
    รง.ร่วมพณ.-กต.วางมาตรการปลดล็อกสินค้า 5 รายการโยงใช้แรงงานเด็ก-บังคับ ตั้งทีมเฉพาะแต่ละกลุ่มสินค้าวางแผนแก้ปัญหา ดึงหน่วยงานรัฐ เอกชน-ไอแอลโอร่วมแก้ เล็งปลดล็อกสินค้าอ้อย-เครื่องนุ่งห่มตั้งเป้าภายในปี 2558

    รง.ร่วมพณ.-กต.วางมาตรการปลดล็อกสินค้า 5 รายการโยงใช้แรงงานเด็ก-บังคับ ตั้งทีมเฉพาะแต่ละกลุ่มสินค้าวางแผนแก้ปัญหา ดึงหน่วยงานรัฐ เอกชน-ไอแอลโอร่วมแก้ เล็งปลดล็อกสินค้าอ้อย-เครื่องนุ่งห่มตั้งเป้าภายในปี 2558

  • THTI เสนอมาตรการ 4 ข้อ ในการหารือร่วมกับสหพันธ์สิ่งทอญี่ปุ่น JTEPA 2014

    10 Jan 14 ,  Policy & Regulation
    • 0
    • star
    • star
    • star
    • star
    • star
    สหพันธ์อุตสาหกรรมสิ่งทอแห่งประเทศไทย จะจัดประชุม JTEPA ร่วมกับสหพันธ์สิ่งทอญี่ปุ่น (JTF) ที่กรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น วันที่ 21 มกราคม 2557  โดยผู้แทนฝ่ายเอกชน คือ คุณสมศักดิ์ ศรีสุภรวาณิชย์  ประธานสหพันธ์ฯ และส่วนภาครัฐ คือ อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ

    สหพันธ์อุตสาหกรรมสิ่งทอแห่งประเทศไทย จะจัดประชุม JTEPA ร่วมกับสหพันธ์สิ่งทอญี่ปุ่น (JTF) ที่กรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น วันที่ 21 มกราคม 2557  โดยผู้แทนฝ่ายเอกชน คือ คุณสมศักดิ์ ศรีสุภรวาณิชย์  ประธานสหพันธ์ฯ และส่วนภาครัฐ คือ อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ

  • Bangkok Fashion Forward 2014

    25 Dec 13 ,  Policy & Regulation
    • 0
    • star
    • star
    • star
    • star
    • star

    Bangkok Fashion Forward 2014

    กระทรวงอุตสาหกรรม โดยกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม จัดงาน รวมพลคนแฟชั่น (Bangkok Fashion Forward 2014)  ผลักดันให้ไทยเป็นผู้นำและศูนย์กลางธุรกิจแฟชั่นในภูมิภาค เน้นสร้างความร่วมมือระหว่างภาครัฐและภาคเอกชนที่เกี่ยวข้อง

  • สภาผู้ส่งออกฯ เสนอยุทธศาสตร์ แก้ปัญหาการส่งออก

    04 Dec 13 ,  Policy & Regulation
    • 0
    • star
    • star
    • star
    • star
    • star

     

    สภาผู้ส่งออกฯ เสนอยุทธศาสตร์ปรับโครงสร้าง
    เพื่อแก้ไขปัญหาการส่งออกอย่างยั่งยืน
    3 ธันวาคม 2556 - (11.00 น.ห้องประชุมสภาผู้ส่งสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทย) สภาผู้ส่งออกฯ ระบุมูลค่าการส่งออกไทยเดือนตุลาคม 2556 มีมูลค่า 19,393.5 ล้านเหรียญสหรัฐ ลดลงร้อยละ 0.67 ในรูปเงินบาทมีมูลค่า 603,082.4 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 0.94 จากตัวเลขการส่งออกรวมของไทยในระยะ 10 เดือนที่ผ่านมาประกอบกับสถานการณ์ทางการเมืองในขณะนี้ จึงเป็นที่แน่ชัดแล้วว่าตัวเลขการส่งออกรวมของไทยทั้งปี 2556 น่าจะเติบโตได้เพียง 0.5% เท่านั้น
    สำหรับสถานการณ์เศรษฐกิจโลกในปีหน้ามีแนวโน้มปรับตัวดีขึ้น เห็นได้ชัดจากอุปสงค์ภาคครัวเรือนของสหรัฐอเมริกามีการปรับตัวดีขึ้น เศรษฐกิจสหภาพยุโรปมีแนวโน้มฟื้นตัว เศรษฐกิจจีนและเอเชียมีแนวโน้มขยายตัวในอัตราที่ใกล้เคียงกับปี 2556  แม้ว่าเศรษฐกิจญี่ปุ่นมีแนวโน้มชะลอตัว แต่ในภาพรวมเชื่อว่าจะมีทิศทางเป็นบวก ด้วยปัจจัยดังกล่าวข้างต้น สภาผู้ส่งออกฯ จึงคาดการณ์การส่งออกปี 2557 เติบโตที่ 5%
    อย่างไรก็ตาม ถึงแม้ว่าเศรษฐกิจโลกโดยรวมในปี 2557 จะปรับตัวไปในทิศทางที่ดีขึ้น แต่การฟื้นตัวอย่างช้าๆของสภาวะเศรษฐกิจโลกนั้น ไม่ได้ทำให้ความต้องการสินค้าในตลาดโลกเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ดังนั้นการกระตุ้นตัวเลขการส่งออกด้าน Demand side ด้วยกลยุทธ์ทางการตลาดเพียงอย่างเดียวจึงไม่เพียงพอที่จะผลักยอดส่งออกของไทยให้เติบโตได้ตามเป้า สิ่งที่ต้องหันมาให้ความสำคัญในขณะนี้คือการปรับโครงสร้างภาคการส่งออกซึ่งเป็นด้าน Supply side ให้สามารถแข่งขันได้ภายใต้สภาวะเศรษฐกิจโลกที่มีการแข่งขันอย่างรุนแรง ดังนั้น สภาผู้ส่งออกฯ จึงได้จัดทำร่างยุทธศาสตร์ส่งออกไทยซึ่งมีวัตถุประสงค์เพื่อปรับโครงสร้างการส่งออกให้แข็งแกร่งและมีประสิทธิภาพสามารถแข่งขันได้ และได้นำเสนอต่อรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เมื่อวันที่ 11 พ.ย. 2556 ที่ผ่านมา และเมื่อสถานการณ์การเมืองภายในประเทศสงบลง สภาผู้ส่งออกฯ จะนำเสนอยุทธศาสตร์ดังกล่าวต่อ ฯพณฯ นายกรัฐมนตรีและกระทรวงที่เกี่ยวข้องทั้งหมด พร้อมทั้งผลักดันการส่งออกเป็นวาระแห่งชาติเพื่อให้ทุกฝ่ายร่วมกันแก้ไขปัญหาอย่างบูรณาการ
    สำหรับเนื้อหาในยุทธศาสตร์การพัฒนาการส่งออกไทย (TNSC’s Export Strategy Model) นั้นมุ่งยกระดับการค้าระหว่างประเทศของไทยให้เป็นศูนย์กลางทางการค้า (Trading Nation) และการผลิตที่สร้างมูลค่าเพิ่ม โดยเน้นการเขื่อมโยง ระหว่างอุตสาหกรรมต้นน้ำ กลางน้ำและปลายน้ำ ในระดับภูมิภาคเพื่อการส่งออก ซึ่งร่างยุทธศาสตร์ดังกล่าวได้มีการเสนอแผนรายอุตสาหกรรม สำหรับ 13 อุตสาหกรรมหลัก ได้แก่ อุตสาหกรรมยางพาราและผลิตภัณฑ์, เฟอร์นิเจอร์, ยานยนต์และชิ้นส่วนยานยนต์, เครื่องสำอาง, อัญมณีและเครื่องประดับ, เครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์, สิ่งทอและเครื่องนุ่งห่ม, กระดาษและบรรรจุภัณฑ์กระดาษ, พลาสติกและผลิตภัณฑ์พลาสติก, เครื่องจักรและอุปกรณ์, สินค้าเกษตร(ข้าว น้ำตาล มันสำปะหลัง), อาหาร, เครื่องปรับอากาศและเครื่องทำความเย็น นอกจากนี้ยังเสนอให้มีการปรับโครงสร้างในภาคการส่งออกของไทย ตั้งแต่ การปรับระบบโลจิสติกส์และโครงสร้างพื้นฐาน การอำนวยความสะดวกทางการค้าและกฎระเบียบต่างๆ การพัฒนาบุคลากรด้านการส่งออกและแรงงาน รวมทั้งยกระดับการวิจัยและพัฒนาเพื่อแก้ไขปัญหาและขับเคลื่อนภาคการส่งออกไทยให้เติบโตได้อย่างยั่งยืน
    อย่างไรก็ตาม สภาผู้ส่งออกฯ มีความเป็นห่วงต่อสถานการณ์การเมืองและการประท้วงซึ่งกินเวลานานมากขึ้นและยังไม่สามารถหาข้อสรุปได้ในปัจจุบัน แม้ว่าจะไม่ส่งผลกระทบมากนักต่อการส่งออกในขณะนี้ เพราะสัญญาซื้อขายต่างๆ ได้ตกลงไว้ก่อนหน้าและสามารถทยอยส่งมอบสินค้าได้ตามกำหนด เพราะไม่มีการปิดท่าเรือหรือท่าอากาศยาน แต่สถานการณ์ที่ลากยาวจะกลายเป็นสาเหตุที่ทำให้ผู้ซื้อในต่างประเทศขาดความเชื่อมั่น และไม่เข้ามาเจรจาธุรกิจในประเทศไทย ซึ่งอาจจะส่งผลกระทบต่อยอดขายสินค้าในช่วงไตรมาส 1-2 ของปีหน้า จึงอยากเสนอให้รัฐบาลและผู้ประท้วงรีบดำเนินการเพื่อหาข้อสรุปร่วมกันโดยเร็วที่สุด
    อนึ่ง สภาผู้ส่งออกฯ ได้เป็นเจ้าภาพจัดการประชุมร่วม Asian Shippers’ Meeting และ European Shippers’ Council ณ จังหวัดเชียงราย เมื่อวันที่ 23-25 พฤศจิกายน 2556 ที่ผ่านมา โดยมีผู้แทนจากเอเชียและสหภาพยุโรปเข้าร่วมประชุมและได้หารือเกี่ยวกับประเด็นทางการค้าและการขนส่งสินค้าระหว่างประเทศ ทั้งนี้ ที่ประชุมได้มีการพิจารณาและมีความเห็นร่วมกันเกี่ยวกับบทบาทของภาครัฐในการตอบสนองต่อกฎระเบียบที่อาจเกิดขึ้น และการรวมกลุ่มของสายเรือขนาดใหญ่ ดังต่อไปนี้
    มาตรการชั่งน้ำหนักตู้สินค้า (Container Weight Verification Rules) โดย International Maritime Organization (IMO) เพื่อแก้ไขปัญหาความปลอดภัยทางการขนส่งทางทะเลด้วยตู้คอนเทนเนอร์ ที่ประชุมได้มีข้อสรุปว่าแนวทางที่เหมาะสมคือต้องกำหนดมาตรการและขั้นตอนการแจ้งข้อมูลและยืนยันน้ำหนักตู้สินค้าที่สอดคล้องกับเวลาปฏิบัติงานจริง (Timely Declaration) และต้องกำหนดแนวทางที่ชัดเจนในการใช้ข้อมูลน้ำหนักตู้สินค้าดังกล่าวไปใช้ในการวางแผนบรรจุตู้สินค้าบนเรือ (Stowage Plan) นอกจากนี้มาตรการที่ออกมาควรคำนึงถึงการบรรจุตู้สินค้าบนเรือที่เหมาะสม (Proper Stowage) การกระทบของตู้สินค้าบนเรือ (Lashing of Containers) และการซ่อมบำรุงเรือสินค้า (Maintenance of vessels) เป็นหลัก
    การรวมตัวของสายเรือขนาดใหญ่ 3 สาย ได้แก่ Maersk Line, MSC และ CMA ภายใต้ชื่อ P3 Network ซึ่งอาจนำไปสู่การเข้าควบคุมตลาดของสายเรือทั้ง 3 สาย ลดการแข่งขันและการพัฒนาคุณภาพการให้บริการ และอาจก่อให้เกิดการรวมตัวขึ้นค่าระวางหรือค่าใช้จ่ายกับผู้นำเข้า-ส่งออก ดังนั้นจึงเป็นหน้าที่ของผู้ส่งออกและภาครัฐในแต่ละประเทศที่จะต้องจับตาดูเงื่อนไขข้อตกลงที่จะตามมาในอนาคต เพื่อมิให้เกิดการบิดเบือนของกลไกตลาดโดยการเป็นผู้ควบคุมตลาด อันจะส่งผลกระทบในการลดทอนอำนาจต่อรอง และการแข่งขันอย่างไม่เป็นธรรมในทางธุรกิจ
    นอกจากนี้ ที่ประชุมยังเห็นชอบให้มีการรวมกลุ่ม Shippers’ Council ในอาเซียน เพื่อรองรับการเปิด AEC ในปี 2015 ซึ่งสภาผู้ส่งออกฯ รับหน้าที่ในการเชิญ Vietnam National Shippers’ Council เข้ามาร่วมกลุ่มในการประชุมครั้งต่อไป และจะมีการผลักดันให้ประเทศพม่า กัมพูชา และลาว มีการจัดตั้ง Shippers’ Council ขึ้นภายในประเทศ เพื่อผลักดันให้เกิดการพัฒนามาตรฐานด้านโลจิสติกส์ และการอำนวยความสะดวกทางการค้าร่วมกันในระดับภูมิภาคอีกทางหนึ่ง.
    ****

    สภาผู้ส่งออกฯ เสนอยุทธศาสตร์ปรับโครงสร้าง

    เพื่อแก้ไขปัญหาการส่งออกอย่างยั่งยืน