Switch to: uk
23 May 2012 04:06AM

TDRI "เปิดจุดอ่อนจุดแข็งอุตฯ" แนะเอกชนเร่งใช้ประโยชน์ AFTA-ACFTA

18 Jan 08 ,  Prachachat
  • 0

ข้ออตกลงเขตการค้าเสรีอาเซียน (AFTA) และ กรอบเขตการค้าเสรีอาเซียน-จีน (ACFTA) ที่ประเทศไทยได้มีการลงนามแล้ว กำลังทวีความสำคัญมากขึ้นถึงขนาดตั้งเป้าหมายการจัดตั้งเป็นประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (ASEAN Economic Community) ภายในปี 2558 ประกอบกับขณะนี้ อาเซียนได้กลายเป็นแกนหลักในการทำความตกลงการค้าเสรีกับประเทศอื่นๆ เช่น จีน อินเดีย ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ และสหภาพยุโรป

ล่าสุด สำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม (สศอ.) ได้มอบหมายให้สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) ศึกษาแนวทางการแสวงหาการใช้ประโยชน์จากกรอบความตกลงเขตการค้าเสรีอาเซียน (AFTA) และกรอบอาเซียน-จีน (ACFTA) โดยเจาะลึกในอุตสาหกรรมหลัก 4 สาขา ได้แก่ ยานยนต์และชิ้นส่วน, สิ่งทอและเครื่องนุ่งห่ม, เหล็กและเหล็กกล้า และอุตสาหกรรมปิโตรเคมี สศอ.ร่างยุทธศาสตร์ขับเคลื่อนอุตฯ นางอรรชกา สีบุญเรือง บริมเบิล ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม (สศอ.) กล่าวว่า ผลการศึกษาครั้งนี้จะทำให้กระทรวงอุตสาหกรรมนำไปใช้กำหนดแผนงานรองรับการใช้ประโยชน์ในเรื่องของกรอบการค้าเสรี AFTA และ ACFTA ได้ดีขึ้น รวมทั้งนำไปสู่การกำหนดแนวนโยบายและยุทธศาสตร์การขับเคลื่อนอุตสาหกรรม เพื่อให้ภาครัฐและเอกชนที่เกี่ยวข้องได้นำไปใช้ ตลอดจนเพื่อให้ความรู้และชี้ช่องทางแก่ผู้ประกอบการของไทยให้สามารถปรับตัวและใช้ประโยชน์ได้อย่างเต็มที่ ขณะเดียวกันก็ตั้งรับคู่แข่งขันได้อย่างเท่าทันต่อไป นายสมเกียรติ ตั้งกิจวานิชย์ ผู้อำนวยการวิจัยของทีดีอาร์ไอ ในฐานะหัวหน้าโครงการวิจัย กล่าวว่า มูลค่าการค้าของไทยมีทิศทางเพิ่มขึ้น จากสถิติตัวเลขในปี 2533 มูลค่าการค้าไทยอยู่ในระดับ 56,486 ล้านเหรียญสหรัฐ ถึงปี 2548 มูลค่าการค้าไทยเพิ่มขึ้น 228,298 ล้านเหรียญสหรัฐ เมื่อดูจากสัดส่วนการส่งออกไปยังตลาดอาเซียนก็เพิ่มขึ้น จากปี 2533 สัดส่วนส่งออก 13.9% มาถึงปี 2546 สัดส่วนการส่งออก 21.1% ส่วนจีน ปี 2533 สัดส่วนการส่งออก 1.2% มาถึงปี 2546 สัดส่วนการส่งออกไปจีน เพิ่มขึ้นเป็น 7% สาเหตุสำคัญที่ทำให้การค้าไทยและเอเชียขยายตัว มาจาก 2 ปัจจัยหลัก คือ 1)การย้ายฐานการผลิตของญี่ปุ่นช่วง 10-20 ปีที่ผ่านมา เนื่องจากต้นทุนการผลิตและค่าจ้างแรงงานของญี่ปุ่นสูงขึ้น ทำให้ญี่ปุ่นต้องย้ายฐานการผลิตไปยังประเทศที่มีต้นทุนต่ำกว่า ซึ่งส่วนใหญ่ไปยังประเทศกลุ่มอาเซียน และ 2)ต้นทุนการค้าลดลง จากการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานช่วยทำให้ต้นทุนการขนส่งลดลง, การลดลงของภาษีศุลกากรของกรอบข้อตกลงต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นความตกลงกรอบขององค์การการค้าโลก (WTO) หรือกรอบ AFTA รวมถึงการเปิดเสรี (FTA) กับประเทศต่างๆ และการใช้ระบบการคืนภาษีในกรณีนำเข้าวัตถุดิบเพื่อผลิตสินค้าส่งออก TDRI ชี้ AFTA ดึงลงทุนจากต่างชาติ "จากความเข้าใจเดิมเกี่ยวกับความตกลงเขตการค้าเสรีอาเซียน (AFTA) คือไม่ได้ช่วยเพิ่มโอกาสให้ผู้ประกอบการทั้งภาคส่งออกและนำเข้ามากนัก เนื่องจากตัวเลขสัดส่วนการค้าภายใต้การใช้เอกสารรับรองแหล่งกำเนิดสินค้าต่อมูลค่าการค้าสินค้าทุกรายการอยู่ในระดับไม่สูงนัก แต่หากพิจารณาสัดส่วนมูลค่าการค้าเฉพาะรายการสินค้าที่ได้รับแต้มต่อทางภาษีจริงๆ หรือค่าอัตราการใช้สิทธิประโยชน์ จะพบว่าเป็นความเข้าใจที่คลาดเคลื่อน เนื่องจากในช่วงตั้งแต่ปี 2544-2549 ภาคการส่งออกไทยมีการใช้ประโยชน์จากความตกลง AFTA และอาเซียน-จีน (ACFTA) พอสมควร โดยกรณีของ AFTA การส่งออกของไทยมีอัตราการใช้สิทธิประโยชน์สูงถึงร้อยละ 50 ของการค้าสินค้าที่ได้รับแต้มต่อทางภาษี แต่ภาคการนำเข้ายังใช้ประโยชน์ได้ไม่มาก เพียงประมาณร้อยละ 27 ของการค้าสินค้าที่ได้รับแต้มต่อทางภาษี" นายสมเกียรติกล่าว อย่างไรก็ตามเพื่อให้ผู้ประกอบการไทยได้ใช้สิทธิประโยชน์ในกรอบข้อตกลงดังกล่าวมากขึ้น การศึกษาได้สรุปข้อเสนอแนะเชิงนโยบายต่อคณะผู้เจรจาไทย ประกอบด้วย 1)ควรผลักดันให้ประเทศสมาชิกอาเซียนเร่งลดอัตราภาษีภายใต้กรอบ AFTA ของสินค้าให้เร็วขึ้น เพื่อจูงใจในการใช้สิทธิประโยชน์ และเปลี่ยนสินค้าที่อยู่ในรายการที่มีความอ่อนไหว หรือรายการที่ได้รับการยกเว้นให้ไม่ต้องมีการลดภาษีศุลกากร ให้มาอยู่ในรายการที่จะมีการลดภาษีให้เร็วขึ้น ตลอดจนยับยั้งไม่ให้ประเทศสมาชิกนำสินค้าบางรายการออกจากรายการที่จะมีการลดภาษี 2)ควรผลักดันให้ประเทศสมาชิกอาเซียน โดยเฉพาะอย่างยิ่งอินโดนีเซีย ยกเลิกหรือปรับปรุงแก้ไขมาตรการทางการค้าที่ไม่ใช่ภาษีที่เข้าข่ายเลือกปฏิบัติให้มีความโปร่งใสมากขึ้น 3)ควรเจรจาเพิ่มหลักเกณฑ์กระบวนการผลิตสินค้าที่เฉพาะเจาะจง หรือหลักเกณฑ์การเปลี่ยนพิกัดศุลกากร สำหรับการพิจารณาแหล่งกำเนิดสินค้าในบางกลุ่มสินค้า เช่น สินค้ากลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ เครื่องจักรกล ยานพาหนะอื่นๆ และปิโตรเคมี และ 4)หน่วยงานรัฐที่เกี่ยวข้องควรให้ข้อมูลและคำปรึกษาแก่ผู้ประกอบการอย่างต่อเนื่อง และรีบดำเนินกระบวนการปรึกษาหารือกับผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย สำหรับกำหนดท่าทีการลดอัตราภาษีและมาตรการทางการค้าที่ไม่ใช่ภาษีของไทยสำหรับเจรจาต่อไป ยานยนต์-สิ่งทอได้ประโยชน์จาก FTA นายอาชนัน เกาะไพบูลย์ อาจารย์คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ หนึ่งในทีมวิจัย กล่าวว่า สภาวะการส่งออกของอุตสาหกรรมยานยนต์เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง โดยปัจจุบันปริมาณการส่งออกอยู่ที่ 550,000 คัน มูลค่า 3.25 พันล้านเหรียญสหรัฐ อุตสาหกรรมยานยนต์ถือเป็นอุตสาหกรรมที่มีการใช้ประโยชน์จากสิทธิพิเศษทางภาษีนำเข้าจาก FTA อย่างมาก โดยรถยนต์แทบทุกคันที่ส่งออกไปยังตลาดที่ไทยทำ FTA จะขอใช้สิทธิพิเศษ ซึ่งกฎว่าด้วยแหล่งกำเนิดที่ใช้อยู่ในปัจจุบันนั้นไม่เป็นอุปสรรคต่อบริษัทรถยนต์เลย อย่างไรก็ตามสิ่งที่ภาครัฐควรดำเนินการสำหรับอุตสาหกรรมยานยนต์ต่อการใช้ประโยชน์ของกรอบ FTA คือ ควรมุ่งไปที่การเปิดตลาดกับประเทศกำลังพัฒนาอื่นๆ เช่น เวียดนาม จีน และอินเดีย, เตรียมแรงงานภายในประเทศทั้งในระดับวิศวกรและช่างเทคนิคให้เพียงพอที่จะอำนวยความสะดวกในการยกระดับการผลิตรถยนต์และ ชิ้นส่วนภายในประเทศ เร่งการศึกษา รวบรวมองค์ความรู้เกี่ยวกับแนวโน้มการเปลี่ยนแปลงเทคโนโลยีการผลิตในอนาคตของอุตสาหกรรมรถยนต์ที่จะมีต่อความต้องการชิ้นส่วน นอกจากนั้นนายอาชนันยังได้กล่าวถึงสถานการณ์ของอุตสาหกรรมสิ่งทอและเสื้อผ้าเครื่องนุ่งห่มว่า ช่วง 10 ปีที่ผ่านมาอุตสาหกรรมดังกล่าวยังคงขยายตัวอย่างต่อเนื่องเช่นเดียวกัน เป็นกลุ่มอุตสาหกรรมที่รองรับแรงงาน 1 ใน 5 ของอุตสาหกรรมโดยรวม โดยทิศทางและความสามารถในการแข่งขันในอุตสาหกรรมในตลาดโลกจะรุนแรงมากขึ้น, ความสามารถในการแข่งขันจะถูกกำหนดจากทั้งราคาและปัจจัยที่ไม่ใช่ราคา สินค้าสิ่งทอและเสื้อผ้าเครื่องนุ่งห่มเป็นผลิตภัณฑ์ที่มีความหลากหลาย แต่ละเซ็กเมนต์ ความสำคัญของปัจจัยทางด้านราคาเทียบกับปัจจัยที่มิใช่ราคาแตกต่างกันไป อุตฯเหล็กเจอกฎแหล่งกำเนิดสินค้ากีดกัน ด้าน นายธราธร รัตนนฤมิตศร นักจัยโครงการ กล่าวถึงผลการศึกษากรณีอุตสาหกรรมเหล็กและเหล็กกล้าของไทยว่า ผู้ประกอบการไทยทั้งภาคส่งออกและนำเข้าใช้สิทธิประโยชน์จากความตกลง AFTA อยู่ในระดับปานกลาง จากการศึกษาพบว่าสินค้าเหล็กบางรายการมีการใช้สิทธิประโยชน์น้อย เนื่องจากไม่ผ่านกฎว่าด้วยแหล่งกำเนิดสินค้า หรือถูกกีดกันจากการใช้มาตรการทางการค้าที่ไม่ใช่ภาษี อย่างไรก็ตามตั้งแต่ปี 2549 เป็นต้นมา อาเซียนได้ผ่อนปรนเกณฑ์แหล่งกำเนิดสินค้ามากขึ้น โดยอนุญาตให้ใช้เกณฑ์การเปลี่ยนพิกัดเป็นทางเลือก ทำให้ในอนาคตใช้เป็นสิทธิประโยชน์ได้มากขึ้น โดยข้อเสนอแนะที่จะทำให้การใช้ประโยชน์จาก FTA มีประสิทธิภาพมากขึ้น คือ 1)ความตกลงการค้าเสรีระหว่างไทยกับญี่ปุ่น (JTEPA) และ ACFTA จะส่งผลให้ภาษีนำเข้าเหล็กของไทยลดลงภายใน 10 ปี ซึ่งเป็นประโยชน์ต่ออุตสาหกรรมต่อเนื่องและผู้บริโภคเหล็กภายในประเทศ ผู้ประกอบการที่ผลิตสินค้าแข่งกับเหล็กนำเข้าที่จะมีการเปิดเสรีดังกล่าวจำเป็นต้องใช้เวลาเปลี่ยนผ่านดังกล่าวในการเสริมศักยภาพในการผลิตเหล็ก รวมทั้งใช้ประโยชน์จากความตกลงด้านความ ร่วมมือของอุตสาหกรรมเหล็กตามความตกลง JTEPA ซึ่งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรสร้างเข้าใจให้กับผู้ประกอบการ 2)ประเทศที่ไทยส่งออกเหล็กและผลิตภัณฑ์เป็นอันดับต้นๆ ได้แก่ อาเซียน ญี่ปุ่น จีน ออสเตรเลีย อินเดีย ล้วนเป็นประเทศที่ไทยมีความตกลง FTA ดังนั้นไทยควรใช้ประโยชน์จากความตกลงดังกล่าว อาจเจรจาให้มีการเพิ่มรายการสินค้าให้ลดภาษีเร็วขึ้น 3)ควรเจรจาเรื่องแหล่งกำเนิดสินค้าโดยเพิ่มทางเลือกการเปลี่ยนพิกัด (4 หลัก) 4)ควรติดตามมาตรการที่มิใช่ภาษีเพื่อลดอุปสรรคการค้า 5)กำกับดูแลการใช้มาตรการตอบโต้การทุ่มตลาดให้เป็นไปตามกฎกติกา และรัฐควรให้ความช่วยเหลือผู้ประกอบการในกระบวนการไต่สวนในกรณีที่ประเทศไทยถูกประเทศคู่ค้าใช้มาตรการตอบโต้การทุ่มตลาดอย่างไม่เป็นธรรม และ 6)ภาคเอกชนและรัฐบาลควรใช้ประโยชน์จากโครงการร่วมมืออุตสาหกรรมเหล็กกล้า ซึ่งเป็นความร่วมมือในด้านการส่งเสริมการค้าการลงทุนใน JTEPA อาทิ การแลกเปลี่ยนข้อมูล, แลกเปลี่ยนผู้เชี่ยวชาญ, สนับสนุนผู้ลงทุนของประเทศ เป็นต้น ปิโตรเคมีหวั่นจีนแย่งส่วนแบ่งตลาด นายณัฐวุฒิ ลักษณาปัญญากุล นักวิจัยทีดีอาร์ไอ กล่าวว่า อุตสาหกรรมปิโตรเคมีไทยมีส่วนแบ่งตลาดในอาเซียนเพิ่มขึ้น จากปี 2536 ที่มีส่วนแบ่งอยู่ 0.01% ถึงปี 2549 มีส่วนแบ่ง 15.77% ในขณะเดียวกันจีนก็มีส่วนแบ่งตลาดเพิ่มขึ้นในอุตสาหกรรมต่อเนื่อง จากปี 2536 จีนมีส่วนแบ่งตลาดในอาเซียน 5.11% ถึงปี 2549 มีส่วนแบ่งตลาด 14.81% โดยที่ผ่านมาผู้ประกอบการกลุ่มปิโตรเคมีของไทยทั้งภาคส่งออกและนำเข้าใช้ประโยชน์จากความตกลง AFTA ได้สูงพอสมควรแล้ว อย่างไรก็ตามผู้ประกอบการไทยยังอาจเจออุปสรรคจากการบังคับใช้มาตรการทางการค้าที่ไม่ใช่ภาษีซึ่งเข้าข่ายกีดกันในการส่งออกสินค้าสำคัญบางรายการไปยังอินโดนีเซียและมาเลเซีย จึงทำให้ผู้ประกอบการไม่สามารถใช้สิทธิประโยชน์ได้เต็มที่ นอกกจากนั้นสำหรับอุตสาหกรรมปิโตรเคมียังมีประเด็นที่น่าเป็นห่วง คือ 1)หลักเกณฑ์การพิจารณาแหล่งกำเนิดสินค้าจากสัดส่วนมูลค่าเพิ่มภายในภูมิภาค อาจไม่สอดคล้องกับโครงสร้างการผลิตของผู้ประกอบการในอนาคต หากราคาสินค้าขยับตัวสูงขึ้นไปเรื่อยๆ ดังนั้นเพื่อให้ภาคเอกชนยังสามารถใช้ประโยชน์จากความตกลงได้ไม่น้อยไปกว่าเดิม คณะผู้เจรจาไทยควรผลักดันให้มีการใช้หลักเกณฑ์กระบวนการผลิตสินค้าที่เฉพาะเจาะจง หรือหลักเกณฑ์การเปลี่ยนพิกัด HS 4 หลักเป็นเกณฑ์ทางเลือกเพิ่มเติมในการพิจารณาแหล่งสินค้าในกลุ่มอุตสาหกรรมปิโตรเคมี ตั้งแต่ขั้นต้น ขั้นกลาง จนถึงขั้นปลาย 2)การลดอัตราภาษีของไทยให้กับผลิตภัณฑ์พลาสติกสำเร็จรูป/เส้นใยประดิษฐ์ที่นำเข้าจากจีน จึงเหลือ 0% ในปี 2553 อาจจะทำให้ผู้ประกอบการไทยทั้งในกลุ่มอุตสาหกรรมต่อเนื่องและกลุ่มอุตสาหกรรมปิโตรเคมี หากไม่สามารถปรับตัวหรือปรับตัวได้ทันก็อาจจะได้รับผลกระทบต่อความสามารถในการแข่งขัน ดังนั้นสิ่งที่รัฐบาลควรดำเนินการเพื่อเพิ่มขีดความสามารถคือ 1)กระทรวงการคลังควรลดอัตราภาษี MFN ของสินค้าที่ใช้เป็นวัตถุดิบสำหรับอุตสาหกรรมปิโตรเคมีขั้นต้น เช่น แนฟทา ซึ่งปัจจุบันมีอัตราภาษีอยู่ 10% 2)กรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ ควรผลักดันให้ประเทศในอาเซียนลดอัตราภาษีของสินค้าพลาสติกสำเร็จรูป/เส้นใยประดิษฐ์ 3)กระทรวงอุตสาหกรรมควรเร่งพัฒนาศักยภาพของอุตสาหกรรมแม่พิมพ์ และอุตสาหกรรมคอมพาวดิ้ง และ 4)ภาครัฐควรผลักดันให้มีการพัฒนาระบบสาธารณูปโภคและโครงสร้างพื้นฐานให้เพียงพอต่อความต้องการของอุตสาหกรรม

You must be a registered user to comment. Click here to register.

Already a user? Click here to login.