คนส่วนใหญ่มักเข้าใจว่า เศรษฐกิจของจีนนั้นประสบความสำเร็จได้ด้วยการส่งออกสินค้าราคาถูกไปยังประเทศที่ร่ำรวย ซึ่งหากเป็นเช่นนั้นก็เท่ากับว่าเศรษฐกิจจีนน่าจะได้รับผลกระทบอย่างมากจากเศรษฐกิจสหรัฐที่กำลังชะลอตัวลง
"ดิ อีโคโนมิสต์" รายงานว่า สัดส่วนการ ส่งออกของจีนพุ่งสูงขึ้นจาก 20% ของจีดีพีใน ปี 2544 มาอยู่ที่เกือบ 40% ในปีที่แล้ว ตัวเลขดังกล่าวไม่เพียงสะท้อนว่าการส่งออกเป็นตัวแปรหลักที่ขับเคลื่อนการเติบโตของจีน แต่ขณะเดียวกันก็สะท้อนว่าเศรษฐกิจจีนอาจจะได้รับผลกระทบอย่างหนักจากภาวะการชะลอตัวทางเศรษฐกิจของสหรัฐ ซึ่งอาจจะหนักหนากว่าที่เคยเกิดขึ้นในช่วงเศรษฐกิจถดถอยเมื่อปี 2544 แต่น่าสนใจว่า สัดส่วนการส่งออกเทียบกับ จีดีพีของจีนอาจจะไม่ถูกต้องนัก เพราะตัวเลขการส่งออกจะประเมินจากรายได้รวมทั้งหมด ขณะที่จีดีพีวัดในเรื่องของมูลค่าเพิ่มหลังจาก หักมูลค่าการนำเข้าสินค้าไปแล้ว "โจนาธาน แอนเดอร์สัน" นักเศรษฐศาสตร์จากธนาคารยูบีเอส ได้พยายามประเมินตัวเลขการส่งออกในรูปแบบมูลค่าเพิ่มที่หักลบตัวเลขการนำเข้าแล้ว จากนั้นจึงแปลงในส่วนของสินค้าภายในประเทศให้อยู่ในรูปของมูลค่าเพิ่ม โดยหักมูลค่าการซื้อวัตถุดิบจากเซ็กเตอร์อื่นๆ ในประเทศออกไป ซึ่งแม้ในขั้นตอนที่ 2 อาจจะดูแปลกไปบ้าง แต่เป็นเพราะผู้ส่งออกต้องซื้อวัตถุดิบจากภาคส่วนอื่นๆ ของเศรษฐกิจด้วย หากนำส่วนนี้เข้าไปรวมอยู่ในส่วนของการส่งออกก็ย่อมทำให้สัดส่วนการส่งออกมากกว่าจีดีพี หลังการปรับรูปแบบในการประเมินใหม่ "แอนเดอร์สัน" พบว่าสัดส่วนการส่งออก "ที่แท้จริง" ของจีนนั้นต่ำกว่า 10% ของจีดีพี ซึ่งเท่ากับจีนมีการส่งออกมากกว่าญี่ปุ่นเพียงเล็กน้อย แต่ไม่มากเท่ากับผู้นำด้านการส่งออกระดับแนวหน้าอย่างไต้หวันและสิงคโปร์ ซึ่งมีรายงานออกมาว่า จีดีพีลดลงในช่วงไตรมาสที่ 4 ของปี 2550 ซึ่งส่วนหนึ่งเกิดจากการชะลอตัวของตลาดส่งออก อย่างไรก็ตาม เศรษฐกิจของจีนในช่วงที่เกิดฟองสบู่ไอทีเมื่อปี 2544 สะท้อนว่า การลดลงของภาคการส่งออกไม่ใช่จุดจบของโลก เพราะแม้การขยายตัวในภาคส่งออกของจีนช่วงนั้นจะลดลงมากกว่า 35% จากระดับสูงสุดไปอยู่ต่ำสุดในเพียงชั่วข้ามปี แต่การขยายตัวของจีดีพีโดยรวมของจีนกลับลดลงไม่ถึง 1% ขณะที่ตัวเลขการจ้างงานก็สะท้อนว่าการส่งออกมีสัดส่วนน้อยมากเมื่อเทียบกับเศรษฐกิจโดยรวม ส่วนแรงงานในภาคการผลิตราว 1 ใน 3 ที่อยู่ในภาคการผลิตเพื่อส่งออกก็มีสัดส่วนเพียง 6% ของแรงงานทั้งหมด หากสมมติฐานที่ว่าสัดส่วนการส่งออกยังอยู่ในระดับน้อยมากเมื่อเทียบกับจีดีพี การส่งออกที่เพิ่มขึ้นอย่างมากของจีนก็น่าจะมีส่วนช่วยเพิ่มสัดส่วนการขยายตัวของจีดีพีด้วย ซึ่ง "แอนเดอร์สัน" มองว่า แม้สัดส่วนการส่งออกต่อจีดีพีจะเพิ่มขึ้นเกือบ 2 เท่านับตั้งแต่ปี 2543 แต่มูลค่าเพิ่มของการส่งออกต่อจีดีพีกลับยังอยู่ในระดับเดิม ซึ่งอธิบายได้ว่า จีนได้เปลี่ยนตัวเองจากการเป็นผู้ส่งออกที่พึ่งพาวัตถุดิบในประเทศอย่างมาก เช่น อุตสาหกรรมของเล่น มาเป็นผู้ส่งออกที่ต้องนำเข้าวัตถุดิบจากต่างประเทศมากขึ้น ดังจะเห็นได้จากการที่สินค้าประเภทอิเล็กทรอนิกส์ที่คิดเป็น 42% ของสินค้าที่ผลิตเพื่อการส่งออกทั้งหมดในปี 2549 เพิ่มขึ้นจาก 18% ในปี 2538 แต่การใช้วัตถุดิบในประเทศสำหรับผลิตอิเล็กทรอนิกส์คิดเป็นสัดส่วนเพียง 1 ใน 3 ถึงครึ่งหนึ่งของการผลิตในอุตสาหกรรมเบา ทำให้มูลค่าเพิ่มจากการส่งออกเพิ่มขึ้นเพียงเล็กน้อยเมื่อเทียบกับรายได้จากการส่งออกโดยรวมอย่างไรก็ตาม ยังมีการถกเถียงกันว่า การเกินดุลบัญชีเดินสะพัดของจีนมูลค่ามหาศาล ซึ่งประเมินกันว่าน่าจะอยู่ที่ 11% ของจีดีพีในปี 2550 สะท้อนว่าจีนผลิตสินค้าได้มากกว่าปริมาณที่บริโภค และพึ่งพาความต้องการจากตลาดภายนอกในการซื้อสินค้าจำนวนมาก โดยในปี 2545-2547 มูลค่าการส่งออกสุทธิ (มูลค่าการส่งออกลบด้วยการนำเข้า) มีสัดส่วนเพียง 5% ของการขยายตัวของจีดีพีจีน อีก 95% มาจากความต้องการภายในประเทศ แต่พอมาในปี 2548 มูลค่า การส่งออกก็เพิ่มมากกว่า 20% ของจีดีพี แต่สิ่งที่เกิดขึ้นนั้นไม่ได้เกิดจากการขยายตัวอย่างรวดเร็วของภาคการส่งออก แต่เป็นการชะลอตัวของการนำเข้า และแม้การ ส่งออกสุทธิจะลดลงจนเหลือศูนย์ แต่การ ขยายตัวของจีดีพีจีนก็ยังน่าจะอยู่แถวๆ 9% อยู่ดี เนื่องจากความต้องการบริโภคภายในประเทศที่ยังแข็งแกร่ง และแม้ว่าเศรษฐกิจสหรัฐจะอยู่ในภาวะชะลอตัว แต่การส่งออกไปยังประเทศเกิดใหม่อื่นๆ ยังมีอยู่ และอาจจะมากกว่าความต้องการในตลาดสหรัฐด้วย ข้อมูลจากสแตนดาร์ด ชาร์เตอร์ด ระบุว่า เอเชียและตะวันออกกลางมีสัดส่วนราว 40% ของการขยายตัวด้านการส่งออกของจีนในช่วง 10 เดือนแรกของปี 2550 ขณะที่สหรัฐมีสัดส่วนน้อยกว่า 10% น่าสนใจว่า ปัจจุบันเศรษฐกิจจีนไม่ได้ขับเคลื่อนด้วยการส่งออก แต่จากการลงทุน ซึ่งมีสัดส่วนมากกว่า 40% ของจีดีพี ซึ่งนี่ได้จุดชนวนความกังวลตามมาว่า การส่งออกที่ลดลงจะนำไปสู่การลดลงของภาคการลงทุนด้วย เนื่องจากผู้ส่งออกอาจจะไม่ได้เน้นพัฒนา ขีดความสามารถในการผลิตเท่าที่ควร แต่ "อาร์เธอร์ โครเบอร์" จากบริษัทวิจัย "ดราโกโนมิกส์" มองว่า การลงทุนไม่ได้มีส่วนเกี่ยวโยงกับการส่งออกมากอย่างที่คิดกัน เพราะเงินลงทุนกว่าครึ่งเน้นไปที่สาธารณูปโภคและอสังหาริมทรัพย์ ขณะที่มีเพียง 7% เท่านั้นที่ลงทุนเชื่อมโยงกับการผลิตเพื่อส่งออก ดังนั้นเม็ดเงินเพื่อการลงทุนไม่น่าจะหายไปจากเศรษฐกิจจีน ขณะที่เศรษฐกิจสหรัฐน่าจะส่งผลต่อจีน แต่จะกระทบในส่วนการส่งออกมากกว่าจีดีพี ซึ่ง "ดราโกมิกส์" ประเมินว่า ในปี 2551 การส่งออกสุทธิของจีนจะลดลงราวครึ่งหนึ่ง รวมทั้งจะส่งผลต่อการลงทุนด้วย แต่การ ขยายตัวของจีดีพีจะลดลงเพียงเล็กน้อยอยู่ที่ 10% จาก 11.5% ในปีที่แล้ว


















You must be a registered user to comment. Click here to register.
Already a user? Click here to login.