เมื่อปลายปีที่ผ่านมา จีนเพิ่งจะฉลองการเข้าเป็นสมาชิกองค์การการค้าโลกหรือ WTO ครบ 10 ปี รัฐบาลจีนให้ความสำคัญกับงานนี้มากและได้จัดการประชุมฟอรั่มวาระครบรอบหนึ่งทศวรรษของการเข้า WTOพร้อมมีระดับบิ๊กของประเทศมาเข้าร่วมงาน ทั้งประธานาธิบดีหู จิ่นเทาและนายกรัฐมนตรีเวิน เจียเป่า และยังได้เชิญผู้อำนวยการ WTO และดร.ศุภชัย พานิชภักดิ์ จาก UNCTAD มาเข้าร่วมงานด้วย
ในระหว่างงาน ท่านหู จิ่นเทายังได้ขึ้นเวทีกล่าวด้วยความภาคภูมิใจว่า “10 ปีที่ผ่านมาเศรษฐกิจของจีนได้ประโยชน์อย่างมาก จากการเข้าเป็นสมาชิก WTO ”
จึงชัดเจนว่า มังกรจีนได้รับประโยชน์จากการเข้าร่วม WTO ไปเต็มๆ ในหลายด้าน โดยเฉพาะด้านการส่งออก เพราะก่อนเข้า WTO จีนมีการส่งออกเป็นอันดับ 6 ของโลก แต่ภายใน 10 ปีเท่านั้น จีนสามารถขยับขึ้นมาเป็นแชมป์ส่งออกอันดับ 1 ของโลกได้อย่างสง่าผ่าเผย และด้านเศรษฐกิจ GDP ของจีนเช่นกัน เดิมก่อนเข้า WTO อยู่ในอันดับที่ 6 ของโลก แต่มาวันนี้ขนาด GDP จีนผงาดขึ้นเป็นอันดับ 2 ของโลก และมีทุนสำรองเงินตราต่างประเทศมากที่สุดอันดับ 1 ของโลกด้วยค่ะ
ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา จึงเป็นช่วงเวลาการเปลี่ยนแปลงครั้งประวัติศาสตร์ที่ทำให้จีนก้าวสู่ระบบเศรษฐกิจการค้าเสรีมากขึ้น นายหลง หย่งถู นักเจรจาการค้าแถวหน้าของจีนและมีส่วนร่วมในกระบวนการเข้า WTO ของจีนมาโดยตลอด ได้ยอมรับว่า “สิ่งที่เกิดขึ้นกับเศรษฐกิจจีนในช่วง 10 ปีที่ผ่านมาถือเป็นเรื่องเหนือความคาดหมาย” งานนี้ฝ่ายจีนจึงชื่นมื่นกันไปถ้วนหน้าค่ะ
อย่างไรก็ดี ในแวดวงนักเจรจาการค้าโลกจำนวนไม่น้อยกลับมองว่า บทบาทของจีนในเวที WTO ยังไม่โดดเด่นอย่างที่ควรจะเป็น และบางคนยังมองว่า จีนใน WTO เป็นเสมือน “elephant in the room” หรือ “ช้างในห้อง” ซึ่งเป็นสำนวนของฝรั่งเขาค่ะ คำกล่าวนี้หมายถึง เรื่องสำคัญหรือปัญหาที่ไม่มีใครกล้าแตะ แม้อาจจะมีการนำเอาเรื่องเล็กๆ น้อยๆ ที่ไม่ค่อยเกี่ยวข้องมาพูดถกกัน แต่ปัญหาที่แท้จริงคือ "ช้างที่อยู่ในห้อง" ตัวใหญ่ที่เป็นเสมือนต้นตอของปัญหา แต่ไม่มีใครกล้ากล่าวถึงโดยตรง
แล้วทำไมจีนใน WTO ถูกเปรียบเปรยว่าเป็นเสมือน “ช้างในห้อง” เรามาดูบทบาทจีนใน WTO ของจีนกันเลยค่ะ
ขอย้อนไปดูตั้งแต่ครั้งที่จีนเริ่มเข้าเป็นสมาชิก WTO ในช่วงปลายปี 2001 หลังจากที่รัฐบาลจีนต้องใช้เวลาและใช้ความพยายามอย่างไม่ย่อท้อในการเจรจาขอเข้าร่วมองค์กรแห่งนี้นานถึง 15 ปี
ผู้อ่านอาจจะสงสัยว่า แล้วทำไมจีนต้องเข้าร่วม WTO ด้วย คำตอบ คือ ไม่มีใครสั่งการหรือบังคับจีนให้เข้า WTO นะคะ แต่เป็นเพราะรัฐบาลจีนตระหนักถึงประโยชน์ของการเป็นสมาชิก WTO และการเข้าไปอยู่ภายใต้ระบบการค้าพหุภาคีที่มีกฎกติกาที่เป็นธรรม โดยเฉพาะหลักการไม่เลือกปฏิบัติของสมาชิก WTO จะทำให้จีนไม่ต้องถูกกดดันจากประเทศคู่ค้าที่มีอำนาจต่อรองมากกว่า (หากต้องเจรจาการค้าแบบสองฝ่าย)
ในที่สุดจีนก็เข้าร่วม WTO ได้สำเร็จ และอยู่ในฐานะประเทศกำลังพัฒนา พร้อมๆ กับต้องจำใจยอมรับสถานะประเทศที่มิได้ใช้ระบบเศรษฐกิจตลาด (Non-Market Economy Status :NME) เนื่องจากจีนถูกมองว่า ยังคงเป็นประเทศสังคมนิยม และด้วยสถานะ NME ทำให้สิทธิและพันธกรณีของจีนในฐานะสมาชิก WTO บางด้านต้องแตกต่างไปจากสมาชิก WTO ทั่วไป และจีนต้องเสียเปรียบในหลายเรื่อง
แต่ทางการจีนต้องจำยอมก้มหน้ารับสถานะ NME และมาตรา 15 ในการให้สิทธิประเทศสมาชิก WTO อื่นที่จะถือว่า จีนยังไม่เป็นเศรษฐกิจการตลาด เพราะในเวลานั้น รัฐบาลจีนต้องยอมจ่ายค่าผ่านประตูในการเข้าร่วม WTO ด้วยการยอมรับสถานะ NME เพราะยังดีกว่า ถูกปิดประตูตายไม่ให้เข้าร่วมองค์การค้าโลกแห่งนี้ไปเลยค่ะ (สามารถอ่านรายละเอียดในบทความของดิฉันชื่อ “ไทยหนุนจีนมีสถานะ เศรษฐกิจตลาด” ที่เคยตีพิมพ์ในคอลัมน์นี้)
สำหรับบทบาทจีนช่วงแรกๆ ในเวที WTO จะค่อนข้างสงบเสงี่ยมเรียบร้อย และค่อยๆ ศึกษากฎกติกาการค้าโลก พร้อมๆ กับการขยายการส่งออกสินค้าจีนไปทะลุทะลวงตลาดโลกอย่างรวดเร็ว ทำให้จีนถูกจับตาและถูกตั้งคำถามในหลายด้าน โดยเฉพาะจากประเทศที่หวาดระแวงกับการทะลักเข้ามาของสินค้าจีนราคาถูก และหลายประเทศก็ไม่รีรอที่จะฟ้องร้องจีนในเวทีระงับข้อพิพาททางการค้า ทำให้จีนกลายเป็นประเทศที่ถูกฟ้องมากเป็นอันดับต้นๆ ของ WTO
ในภาพรวมที่ผ่านมา จีนมีบทบาทเป็นเพียงผู้ปฏิบัติตามกฎ ( Rules-Takers) ยังมิได้โชว์ฝีมือในการเป็นผู้นำผลักดันหรือริเริ่มกฎระเบียบการค้า (Rules – Setters) ในระบบการค้าพหุภาคีภายใต้ WTO
ในการเจรจาการค้าโลกรอบโดฮาล่าสุด มังกรจีนก็ไม่ได้มีบทบาทนำที่โดดเด่นมากพอ แม้ว่าจีนจะได้เข้าร่วมกลุ่ม G-20 และกลุ่ม G-33 รวมไปถึงกลุ่ม RAMs (Recently Acceded Members) ซึ่งเป็นประเทศที่เข้าเป็นสมาชิก WTO ใหม่ (หลังปี 1995) หรือแม้ว่าจีนจะเคยส่งเสียงดังมี voice ในประเด็นที่เป็นผลประโยชน์โดยตรงของตนเองบ้าง แต่ก็ไม่ได้เป็นบทบาทนำที่สมฐานะกับการเป็นประเทศแนวหน้าที่มีมูลค่าการค้ามากติดอันดับต้นของโลกเลยค่ะ
นายปาสกาล ลามี ผู้อำนวยการใหญ่ WTO ยังเคยกล่าวว่า “ จีนควรเล่นบทบาทเชิงรุกให้มากขึ้น” แต่ในประเด็นนี้ ฝ่ายจีนก็ไม่ได้นิ่งเฉยและอธิบายว่า “จีนได้ปฏิบัติตามพันธกรณี WTO ด้วยดีมาโดยตลอด” และที่สำคัญ “จีนไม่ได้พยายามสร้างกระแสปกป้องทางการค้าที่จะทำให้บรรยากาศการค้าระหว่างประเทศมีความตึงเครียด” (ไม่เหมือนกับสหรัฐฯ หรือประเทศพัฒนาแล้วอื่นๆ)
นักวิชาการบางค่ายพยายามอธิบายว่า จีนได้พยายามแสดงบุคลิกของผู้เล่นใน WTO ที่สุขุมรอบคอบ และไม่พยายามทำตัวเป็น “เป้า”ให้ถูกโจมตี รวมไปถึงเหตุผลที่จีนไม่ให้ความสำคัญต่อการเจรจารอบโดฮาของ WTO ส่วนหนึ่งเนื่องจากไม่มีความสนใจและไม่มีผลประโยชน์หลัก
อย่างไรก็ดี นักวิชาการบางค่ายกลับมองว่า จีนทำเป็นซุ่มเงียบ และกังวลว่า “ช้างในห้อง” ตัวมหึมาอย่างจีนที่ยอมนั่งสงบเสงี่ยมเรียบร้อยใน WTO หากเริ่มขยับตัวและส่ายงวงเมื่อไร ก็อาจจะทำให้โลกการค้าสั่นสะเทือนไปเลยก็เป็นได้
เมื่อถึงเวลานั้น ประเทศไหนจะโดนฟาดงวงฟาดงาก่อน ก็ต้องลุ้นกัน แต่ดิฉันหวังว่า จะไม่ใช่เพื่อนอาเซียนสุดซี้ของจีนนะคะ
ตารางแสดงสถิติการค้าระหว่างประเทศของจีน ปี 2011
มกราคม-ธันวาคม 2011
|
มูลค่า(100 ล้านดอลลาร์ ) |
เปลี่ยนแปลง
|
|
|
การค้ารวม (อันดับ 2 ของโลก)
|
36,420.6
|
22.5
|
ที่มา : กระทรวงพาณิชย์จีน


















You must be a registered user to comment. Click here to register.
Already a user? Click here to login.