ด้านกรุงไทย-ไทยพาณิชย์เน้นรักษาฐานที่มั่นตลาดภายในประเทศ มองแค่ตลาดเพื่อนบ้าน ขณะที่ 2 แบงก์ใหญ่กรุงเทพ-กสิกรฮึดสู้ลุยเปิดสาขาในอาเซียนพร้อมสร้างพันธมิตรต่างชาติหวังเป็นพี่เลี้ยงธุรกิจเอสเอ็มอีไทยลุยนอก
ไล่ประชิดเข้ามาทุกทีสำหรับประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนหรือ AEC ในปี 2558 ถามถึงความพร้อมของธนาคารพาณิชย์กับเวลา 3 ปีข้างหน้าแล้ว มีธนาคารเพียง 2 แห่ง จาก 11 แห่งของแบงก์สัญชาติไทยที่มองเห็นโอกาสจากเออีซี ขณะที่เพื่อนบ้านเริ่มสยายปีกการลงทุนเข้ามาในประเทศแล้ว
ซีไอเอ็มบีกรุ๊ปเป็นหนึ่งตัวอย่างของการแผ่ศักยภาพเข้ามาชิงส่วนแบ่งตลาดในประเทศไทย แม้จะยังไม่ยิ่งใหญ่ในตลาดไทยนัก แต่ก็เริ่มเห็นธุรกิจงอกเงยเป็นรูปเป็นร่างบ้างแล้ว โดยเฉพาะงานวาณิชธนกิจหลายๆ ดีล ที่ธนาคารซีไอเอ็มบีไทย เข้าไปมีส่วนร่วม ทั้งที่เป็นลูกค้าในและต่างประเทศ อาศัยความเชี่ยวชาญ เครือข่ายและฐานที่มีภายกลุ่ม ที่ส่งต่อ ระหว่างกันได้ ขณะที่ทางกลุ่มไอซีบีซี ซึ่งเป็นธนาคารจากประเทศจีน ยังเข้ามาลงทุนในประเทศไทยและวางยุทธศาสตร์ให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางธุรกิจในภูมิภาคอาเซียน
วิธีการไล่ซื้อกิจการที่ธนาคารต่างประเทศ ใช้ในการเข้ามาขยายธุรกิจในประเทศไทย อาจจะไม่ใช่แนวทางที่ธนาคารพาณิชย์ไทย เห็นว่าเหมาะสมในการออกไปขยายฐานต่างประเทศ ด้วยความระมัดระวังที่มีอยู่สูงมาก ไม่ว่าจะเป็นธนาคารที่ออกไปแล้วหรือธนาคารที่ยังไม่ออกไปลงทุน ต่างก็ไม่สนใจแนวคิดดังกล่าว ส่วนใหญ่ยังคงเป็นการขยายธุรกิจตามฐานลูกค้าเป็นหลัก โดยจะขอเลือกเฉพาะพื้นที่ที่ธนาคารมีความได้เปรียบทางการแข่งขัน
รับธนาคารไทยปรับตัวช้า
นายอภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงไทย ยอมรับว่า การออกไปรุกตลาดในอาเซียนของสถาบันการเงินไทย ยังช้าเมื่อเทียบกับธนาคารบางแห่งในภูมิภาค ทั้งที่ในอดีตเมื่อ 10 ปีก่อน ธนาคารซีไอเอ็มบี มีขนาดเพียงครึ่งหนึ่งของธนาคารกรุงเทพแต่ในขณะนี้กลับมีขนาดใหญ่ขึ้นเป็น 2 เท่า ด้วยนโยบายของธนาคารกลางของมาเลเซียและสิงคโปร์ ที่มีแผนแม่บทที่ชัดเจนในการสนับสนุน ให้เกิดการควบรวมกิจการ เพื่อออกไปรุกธุรกิจต่างประเทศ
ขณะที่แผนแม่บทของไทยยังคงมุ่งเน้นการสร้างเสถียรภาพสถาบันการเงิน ซึ่งหากต้องการให้สถาบันการเงินไทยออกไปลงทุนในต่างประเทศจริงควรมีแผนที่ชัดเจนและสร้างสมดุลระหว่างการควบคุมความเสี่ยงและการเติบโตในภูมิภาค
อย่างไรก็ตาม นายอภิศักดิ์ ระบุว่ายุทธศาสตร์การรับรองรับเออีซีของธนาคารกรุงไทย จะเน้นประเทศเพื่อนบ้าน หรือประเทศที่พัฒนายังไม่เท่าประเทศไทยเป็นหลัก เนื่องจากไทยยังมีความได้เปรียบและเชี่ยวชาญกว่า โดยพม่าถือเป็นประเทศที่ยังมีโอกาสอีกมากในอนาคต
ไทยพาณิชย์รับไม่แข็งแกร่งพอ
สอดคล้องกับธนาคารไทยพาณิชย์ ที่มองว่าพม่าเป็นตลาดใหม่อีกแห่งของภูมิภาคนี้ ยังมีความสดใหม่ มีแหล่งทรัพยากรที่ล้วนมีโอกาสทางธุรกิจที่ไม่ว่าจะเป็นธุรกิจใดล้วนต้องจับตา ที่ผ่านมาแม้ธนาคารไทยพาณิชย์จะยังไม่มีสำนักงานตัวแทนในพม่า แต่บทบาทในการสนับสนุนลูกค้าในพม่ามีความชัดเจนผ่านการสนับสนุนลูกค้าโครงการท่าเรือน้ำลึกและนิคมอุตสาหกรรมทวายที่เป็นโครงสร้างพื้นฐานเศรษฐกิจสำคัญในอนาคต
นางกรรณิกา ชลิตอาภรณ์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารไทยพาณิชย์ กล่าวว่า การที่ธนาคารขยับตัวรับเออีซีช้ากว่าธนาคารแห่งอื่นนั้น เนื่องจากยังไม่เห็นจุดที่ธนาคารมีความได้เปรียบ ประกอบกับยังเข็ดจากการปิดสาขาต่างประเทศในช่วง 10 กว่าปีที่ผ่านมา และหากมองในระยะยาวก็ยังเป็นคำถามอยู่ว่าจะเปิดสาขาเพื่อวัตถุประสงค์ใด เพราะการให้บริการลูกค้าในยุคนี้สามารถทำได้จากประเทศไทย
"หากเปิดเพื่อบริการธุรกิจคนไทย สมัยนี้คงไม่จำเป็น แต่หากเปิดสาขาเพื่อเอาส่วนแบ่งในตลาดท้องถิ่น เราไม่คิดว่าเราแกร่งพอหรือมีทุนพอการเปิดสาขาในจีน หรืออินโดนีเซีย ที่มีประชากร 200 ล้านคน ต้องไปซื้อเค้า ต้องใช้ทุนเยอะ จุดหมายเราชัดเจน คือ ต้องการบริการลูกค้า เราก็ไม่จำเป็นต้องมีสาขา ขืนไป เราก็บริการห่วยกว่าที่เค้าจะใช้แบงก์ท้องถิ่น"
เน้นรักษาฐานตลาดในประเทศ
การรักษาฐานที่มั่นสำคัญ เป็นกลยุทธ์รับมือการแข่งขันที่จะเข้ามาแย่งส่วนแบ่งตลาดในประเทศ โดยยังเชื่อว่า ตลาดไทยยังมีโอกาสขยายตัวได้อีกมากในอนาคต แต่ยอมรับว่าเออีซีจะทำให้การแข่งขันมีเพิ่มขึ้นอย่างแน่นอน ดังนั้น การเตรียมรับมือในประเทศ คือ การเร่งมองหาจุดอ่อนของตัวเอง หรือโอกาสที่ลูกค้าจะเปลี่ยนใจไปใช้บริการของธนาคารต่างชาติมีอะไรบ้าง ก่อนจะเข้าไปปรับปรุงแก้ไขเพื่อปิดโอกาสเหล่านั้น ซึ่งการปรับตัวเพื่อปิดจุดอ่อน สามารถแข่งขันกับคู่แข่งที่เข้ามา และเชื่อว่าตลาดปราบเซียนแห่งนี้จะสร้างความกังวลให้ธนาคารต่างชาติมากกว่า
ส่วนการเปิดสาขาต่างประเทศ โฟกัสพื้นรอบประเทศไทยเป็นหลัก ลาว เวียดนาม กัมพูชา ซึ่งมีธุรกิจทั้งที่เป็นสาขาและการร่วมลงทุน เหลือเพียงพม่าที่อยู่ระหว่างดำเนินการเพื่อตั้งสำนักงานตัวแทน(Representative Office) และเปิดเป็นสาขาในอนาคต
เงื่อนเวลาที่ถอยร่นลงไปทุกที ยังมีธนาคารพาณิชย์ไทยเพียง 2 แห่งที่มีโมเดลที่ชัดเจนคือธนาคารกรุงเทพที่มีประวัติศาสตร์การทำธุรกิจต่างประเทศมายาวนานและธนาคารกสิกรไทยที่คิดค้นโมเดลธุรกิจเพื่อรองรับการแข่งขันอย่างเป็นขั้นเป็นตอน
ธนาคารกรุงเทพยังมองถึงโอกาสจากการหลอมรวมกำลังทางเศรษฐกิจในอาเซียนและเอเชียที่จะมีมากขึ้นเรื่อย ๆ และมีผลต่อปริมาณการค้าและการลงทุนระหว่างไทย-อาเซียน และไทย-เอเชียจนปักธงให้ AEC เป็นวาระสำคัญที่มีผลต่อการทำธุรกิจในระยะ 5 ปีข้างหน้าอีกด้วย สถานการณ์ทางเศรษฐกิจโลกในปี 2555 ที่มีความผันผวนมากขึ้นจากปัญหาในสหรัฐและยุโรป
แบงก์กรุงเทพลุยสู้เปิดสาขาอินโดฯ
นายชาติศิริ โสภณพนิช กรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงเทพ จึงมองว่าโอกาสจะเปลี่ยนขั้วมาทางฝั่งเอเชียที่ยังมีแนวโน้มการเติบโตที่ดี และมีโอกาสที่จะเติบโตได้ต่อเนื่อง โดยเฉพาะการรวมตัวของเออีซีจะเพิ่มโอกาสทางธุรกิจ เห็นได้จากการค้าการลงทุนที่เพิ่มขึ้นและเริ่มมีบริษัทในประเทศให้ความสนใจกับภูมิภาคมากขึ้นแล้ว เช่นประเทศอินโดนีเซีย ที่ถือเป็นตลาดที่มีขนาดใหญ่ด้วยประชากรกว่า 240 ล้านคน ซึ่งธนาคารกรุงเทพมีแผนที่จะเข้าเปิดสาขาเพิ่มที่สุราบายา ประเทศอินโดนีเซีย ในช่วงต้นปี 2555 นี้ ทั้งนี้ในปัจจุบันธนาคารกรุงเทพมีสาขาต่างประเทศอยู่ 24 สาขาใน 12 ประเทศทั่วโลก
แต่รูปแบบการทำธุรกิจต่างประเทศของธนาคารกรุงเทพ จะเน้นการเปิดสาขาและธนาคารท้องถิ่น มากกว่าการไล่ซื้อกิจการธนาคารในท้องถิ่น โดยยังคงยึดที่ลูกค้าเป็นหัวใจหลักในทุก ๆ ก้าวที่ย่างออกไปนอกประเทศต้องมีฐานธุรกิจจากลูกค้าเดิมเป็นตัวรองรับอย่างน้อย 70% ซึ่งฐานลูกค้าที่สร้างสมมาอย่างยาวนาน แข็งแกร่งเพียงพอที่จะชี้นำทิศทางธุรกิจของธนาคารได้ ซึ่งการเน้นธุรกรรมสำหรับลูกค้าธุรกิจทำให้ธนาคารไม่จำเป็นต้องมีสาขามากเหมือนการทำธุรกิจรายย่อย และเน้นการใช้ประสิทธิภาพของสาขาที่มีอยู่อย่างเต็มที่
กสิกรสร้างโครงข่ายพันธมิตร
ขณะที่ธนาคารกสิกรไทยนั้น จะใช้รูปแบบของการสร้างโครงข่ายพันธมิตรธนาคารในภูมิภาค หรือ Asian Alliances แทนการรุกเปิดสาขาที่จะต้องใช้ทรัพยากรทั้งเงินทุน คน และเวลาที่คงจะไม่ทันต่อเงื่อนเวลาที่เหลืออยู่
การสร้างโครงข่ายพันธมิตรของธนาคาร ยังคงยึดหลักการเดินตามลูกค้าออกไปเช่นกัน ซึ่งจะสามารถบริการทั้งลูกค้าของไทยที่ต้องการไปลงทุนในประเทศเหล่านั้น หรือรองรับความต้องการของลูกค้าในภูมิภาค ที่จะเข้ามาในประเทศไทย
ปัจจุบันธนาคารมีความร่วมมือกับธนาคารพันธมิตรแล้ว 32 แห่งใน 7 ประเทศ ได้แก่ญี่ปุ่น เกาหลี เวียดนาม อินโดนีเซีย สิงคโปร ลาว และมาเลเซียและในอนาคตจะขยายต่อไปถึงบรูไน ส่วนเรื่องการเปิดสาขาในต่างประเทศนั้นยังเป็นเฟสต่อไปที่ธนาคารจะพิจารณาตามปริมาณธุรกรรมที่จะลึกซึ้งมากขึ้นในอนาคต
นอกจากนี้พัฒนาการของธนาคารกรุงเทพและธนาคารกสิกรไทย ในการรับมือกับอาเซียนยังขยายวงกว้างออกไปโดยในปี 2555 ทั้ง 2 ธนาคารยังชูประเด็นเออีซีเป็นวาระสำคัญ ในการผลักดันลูกค้าออกไปเปิดหูเปิดตาในภูมิภาคอาเซียนอีกด้วย โดยเฉพาะลูกค้าเอสเอ็มอี ที่จะต้องออกไปเพื่อแสวงหาทรัพยากรและต้นทุนที่ถูกลง เพิ่มขีดความสามารถทางการแข่งขันในโลกอนาคต


















You must be a registered user to comment. Click here to register.
Already a user? Click here to login.