Switch to: uk
23 May 2012 03:44AM

บริหารปัจจัยเสี่ยงปี55

06 Jan 12 ,  ฐานเศรษฐกิจ
  • 0

แม้ว่านายกิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ จะให้ความหวังแก่ผู้ประกอบการว่าเศรษฐกิจไทยปี 2555 จะขยายตัวถึง 7%  โดยรัฐบาลจะบริหารการส่งออกซึ่งเป็นรายได้หลักของประเทศให้ขยายตัวในอัตรา 15% แต่ผู้นำภาคเอกชนยุคปัจจุบันที่รับรู้ข่าวสารได้ทั่วโลกอย่างฉับไวพร้อมวิสัยทัศน์ที่กว้างไกลกลับมองว่าปี 2555 ไม่ใช่ปีทองของไทยหรือของใคร  อีกทั้งยังมีปัจจัยเสี่ยงอันเนื่องมาจากความไม่แน่นอนในหลากหลายด้านทั้งภายนอกและภายในประเทศ  ให้ผู้บริหารประเทศและผู้บริหารองค์กรต้องทำการบ้านอย่างหนักว่าจะจัดการอย่างไรก่อนวิกฤติจะมาเคาะประตูบ้าน

 

นายชาติศิริ  โสภณพนิช ประธานสมาคมธนาคารไทย  ให้สัมภาษณ์พิเศษกับ "ฐานเศรษฐกิจ"ว่า  มองปี 2555 เป็นปีของความผันผวน  ปัญหาหนี้สาธารณะในสหภาพยุโรปอาจทวีความรุนแรงมากขึ้นจนลุกลามกลายเป็นวิกฤติเศรษฐกิจของโลกได้  เพราะปัจจุบันหลายประเทศในยุโรปก็ถูกลดอันดับความน่าเชื่อถือ  วิกฤตินี้คือเรื่องค่าเงิน สภาพคล่อง ซึ่งจะกระทบต่อการค้าการส่งออกของเอเชีย

"ถ้ายุโรปไม่มีปัญหามาถึงไทยเศรษฐกิจไทยน่าจะฟื้นตัวได้ไวภายในไตรมาสแรกของปีนี้  และภายในครึ่งปีแรกเศรษฐกิจก็น่าจะขยายตัวได้ในอัตราที่น่าพึงพอใจ"

อย่างไรก็ตามนายชาติศิริเสนอว่าการเตรียมตัวให้พร้อมและไม่ประมาทคือคาถาสำหรับปีมะโรง  ด้วยการเตรียมหาตลาดสำรอง  ลดต้นทุนค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็น  หาสภาพคล่อง  เตรียมสายป่าน  และให้ความสำคัญกับการบริหารจัดการความเสี่ยงและความผันผวนที่จะเกิดขึ้น

ในมุมมองของนายพงษ์ศักดิ์ อัสสกุล ประธานกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย กล่าวว่า  ความเสี่ยงที่สุดของเศรษฐกิจไทยคือน้ำซึ่งต้องการให้รัฐบาลเร่งทำคลอดแผนแม่บทการบริหารจัดการน้ำที่เป็นรูปธรรมทั้งเรื่องโครงการต่างๆ ระยะเวลาดำเนินการ งบประมาณ หน่วยงานหลักที่จะดูแลเบ็ดเสร็จเพื่อฟื้นฟูความเชื่อมั่น

ด้านเศรษฐกิจยุโรปที่จะกระทบการส่งออกก็เป็นหนึ่งในความเสี่ยงที่ต้องติดตามใกล้ชิด  แต่ยังเชื่อว่าตลาดเอเชียและอาเซียนจะยังไปได้ดี  อย่างไรก็ตามประเทศไทยต้องบริหารความเสี่ยงโดยหันมามุ่งเน้นกระตุ้นจีดีพีจากการอุปโภคบริโภคภายในเพิ่มขึ้น

นายพยุงศักดิ์ ชาติสุทธิผล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย(สอท.)  มองว่าความเสี่ยงของปีนี้มาจากภาวะเศรษฐกิจโลกไม่ปกติ  เกิดการชะลอตัวทางเศรษฐกิจทั้งในจีน ยุโรป สหรัฐอเมริกา ทำให้เศรษฐกิจทั่วโลกผันผวน  ดอกเบี้ย อัตราแลกเปลี่ยนและราคาน้ำมันไม่แน่นอน  ขณะที่ไทยจะมีการปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำเป็นวันละ 300 บาท ซึ่งจะมีผลกระทบต่อผู้ประกอบการเอสเอ็มอีจำนวนมาก  เป็นความเสี่ยงในการบริหารต้นทุนการผลิตทั้งสิ้น

ประธานส.อ.ท.กล่าวว่าการเมืองที่ขาดความปรองดองก็เป็นความเสี่ยงที่เป็นปัญหาต่อเนื่องที่ลดทอนความเชื่อมั่นต่อประเทศไทย  ส่วนภัยธรรมชาติหากมีการบริหารจัดการน้ำได้ไม่ให้เกิดเหตุการณ์ซ้ำรอยเดิมก็จะสร้างความเชื่อมั่นได้

นายอาคม  เติมพิทยาไพสิฐ เลขาธิการคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ  มีความเห็นทั้งแตกต่างและสอดคล้องว่า  ไม่ถือว่าปัญหาอุทกภัยเป็นปัจจัยเสี่ยงในปี 2555 เพราะประเทศไทยไม่ใช่ว่าไม่เคยเจอน้ำท่วมเพียงแต่ปีที่ผ่านมาเกิดท่วมหนักและกระทบต่อโรงงานอุตสาหกรรมขนาดใหญ่  แต่เมื่อเกิดขึ้นแล้วรัฐบาลก็ให้ความสำคัญในการแก้ไขปัญหาซึ่งถือเป็นหลักประกันความเสี่ยงแล้ว

"ที่น่าจะเป็นปัจจัยเสี่ยงคือเศรษฐกิจยุโรปที่จะกระทบต่อการส่งออก  ราคาน้ำมันที่ผันผวน  ราคาโภคภัณฑ์ที่เชื่อมโยงถึงเรื่องเงินเฟ้อ  และคุณภาพของทรัพยากรบุคคลที่จะสนับสนุนภาคอุตสาหกรรมเพื่อสร้างความสามารถในการแข่งขันของประเทศ"

".....หากในฤดูฝนที่จะถึงนี้เกิดน้ำท่วมอีก จะไม่กระทบพื้นที่เศรษฐกิจสำคัญ จะท่วมเฉพาะพื้นที่ที่มีความเสียหายทางเศรษฐกิจน้อย เนื่องจากจะมีการวางแผนรับมือไว้อย่างเป็นระบบ....."
นายกิตติรัตน์  ณ ระนอง รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์  กล่าว

เศรษฐกิจไทยในปี 2555 จะขยายตัวได้ที่ 7%  โดยรัฐบาลจะบริหารการส่งออกซึ่งเป็นรายได้หลักของประเทศให้ขยายตัวในอัตรา 15% หลังจากโรงงานอุตสาหกรรมที่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมกลับมาผลิตได้อย่างเต็มศักยภาพอีกครั้ง นอกจากนี้จะดำเนินนโยบายการกระจายรายได้ และกระตุ้นกำลังซื้อของผู้มีรายได้น้อยผ่านโครงการประชานิยมต่างๆของรัฐบาลที่จะเริ่มในปี 2555นี้ ได้แก่ การปรับขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำเป็นวันละ 300 บาท การปรับขึ้นเงินเดือนข้าราชการวุฒิปริญญาตรีจบใหม่เป็นเดือนละ 15,000 บาท   นโยบายรับจำนำข้าวเปลือกราคาสูงตันละ 15,000-20,000 บาทที่เริ่มดำเนินการไปแล้ว  โครงการบ้านหลังแรก รถยนต์คันแรกที่จะเร่งดำเนินการ หลังจากเหตุอุทกภัยทำให้การขับเคลื่อนนโยบายเกิดความล่าช้า

สำหรับแผนบริหารจัดการน้ำของรัฐบาลที่เป็นข้อกังวลของทุกฝ่าย ล่าสุดคณะรัฐมนตรี(27 ธันวาคม 2554)ได้เห็นชอบร่างแผนปฏิบัติการเพื่อบรรเทาปัญหาอุทกภัยในระยะเร่งด่วน 6 แผนงานตามข้อเสนอของคณะกรรมการยุทธศาสตร์เพื่อวางระบบการบริหารจัดการน้ำ (กยน.) โดยได้มีการมอบหมายตัวบุคคล และหน่วยงานรับผิดชอบแล้วในอีก 3-4 เดือน คาดจะมีความคืบหน้าของแผนปฏิบัติการซึ่งจะนำมาบูรณาการเข้าด้วยกัน

ขอให้มั่นใจว่า หากในฤดูฝนที่จะถึงนี้เกิดน้ำท่วมอีก จะไม่กระทบพื้นที่เศรษฐกิจสำคัญ จะท่วมเฉพาะพื้นที่ที่มีความเสียหายทางเศรษฐกิจน้อย เนื่องจากจะมีการวางแผนรับมือไว้อย่างเป็นระบบ ส่วนผู้ที่ได้รับผลกระทบจะได้รับการดูแลตามสมควร  

".....หาสภาพคล่อง เตรียมสายป่าน และให้ความสำคัญกับการบริหารจัดการความเสี่ยงจากความผันผวนที่จะเกิดขึ้น....."
นายชาติศิริ  โสภณพนิช ประธานสมาคมธนาคารไทย กล่าว

ให้นิยามเศรษฐกิจปี 2555 นี้ว่าเป็นปีของความผันผวน  สาเหตุสำคัญมาจากปัญหาในสหภาพยุโรป ซึ่งกำลังทวีความรุนแรงมากขึ้น โดยรอบปีที่ผ่านมาปัญหาได้ลุกลามขึ้นจากเดิม นักลงทุนเริ่มไม่ไว้วางใจกับฐานะของประเทศอิตาลีและสเปน สถาบันจัดอันดับเครดิตหลายแห่งออกมาขู่ว่าจะมีการปรับลดอันดับความน่าเชื่อถือลงอีก ทำให้ทั้งสองประเทศตกอยู่ในฐานะลำบาก  ล่าสุด ดอกเบี้ยพันธบัตรรัฐบาลอายุ 10 ปี ของอิตาลีเพิ่มกลับมาอยู่ที่ประมาณ 7% ซึ่งระดับนี้นักวิเคราะห์มองว่า อาจจะทำให้ปัญหาลุกลามเป็นวิกฤติได้

ทั้ง 2 ประเทศมีขนาดใหญ่เป็นอันดับ 3 และ 4 ของสหภาพยุโรปตามลำดับ หากมีอะไรเกิดขึ้นก็จะสร้างความผันผวนขึ้นในระบบเศรษฐกิจและการเงินโลก  ส่งผลกับค่าเงิน สภาพคล่อง เศรษฐกิจยุโรปโดยรวม ต่อเนื่องมายังภาคการส่งออกของเอเชีย ตลอดจนเงินกู้ยืมที่ประเทศในเอเชียกู้ยืมมาจากยุโรป เรื่องนี้จึงเป็นความท้าทายหลักของทุกคนในปี 2555

ส่วนเศรษฐกิจภายในประเทศของไทยนั้น ถ้าดูเฉพาะผลกระทบจากปัญหาอุทกภัยนั้น เราน่าจะสามารถฟื้นตัวได้ตั้งแต่ช่วงปลายไตรมาสแรกของปี 2555 เป็นต้นไป ที่ภาคการผลิตมากกว่า 90% น่าจะกลับเป็นปกติ และการใช้จ่ายภาครัฐเพื่อวางโครงสร้างพื้นฐานที่จะใช้ในการบริหารจัดการน้ำ การใช้จ่ายของภาคเอกชนเพื่อฟื้นฟูธุรกิจ การใช้จ่ายของครัวเรือนเพื่อซ่อมแซมบ้านที่อยู่อาศัย จะช่วยให้เศรษฐกิจไทยไปได้ดีอีกครั้งหนึ่ง ซึ่งถ้าไม่เกิดปัญหาในยุโรปก่อน ในช่วงครึ่งหลังของปี เราน่าจะสามารถขยายตัวได้ในอัตราที่น่าพึงพอใจ

ส่วนโอกาสและอนาคตของธนาคารพาณิชย์ไทยในประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนจะเป็นโอกาสสำคัญทางธุรกิจให้กับธนาคารพาณิชย์ไทย สิ่งที่กำลังเกิดขึ้นก็คือ การหลอมรวมกันของเศรษฐกิจเอเชีย ในด้านการค้า การลงทุน การคมนาคมขนส่ง และการเงิน ที่จะมีความเชื่อมโยงกันมากขึ้นเรื่อยๆ ยิ่งเสาหลักของเศรษฐกิจโลก เช่น สหรัฐฯไม่สามารถฟื้นตัวได้อย่างเข้มแข็ง ยุโรปอาจเข้าสู่วิกฤติรอบใหม่ โอกาสที่เอเชียจะผงาดขึ้นในระบบเศรษฐกิจโลกในช่วงข้างหน้าก็จะมีมากขึ้น และทำให้ไทยเป็นเป้าหมายการลงทุนสำคัญในช่วง 5 ปีข้างหน้าของธุรกิจข้ามชาติ

ทั้งนี้ ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนจะทำให้ภูมิภาคอาเซียนของเราดูน่าสนใจอย่างยิ่ง จากมุมมองของต่างชาติ โดยการเป็นตลาดเดียวและฐานการผลิตเดียวที่มีประชากรมากกว่า 600 ล้านคน ที่มีรายได้เฉลี่ยอยู่ในระดับที่ดีพอสมควร จะทำให้การย้ายฐานการผลิตเกิดขึ้น ทั้งจากภายนอกเข้าสู่ภายในภูมิภาค และจากบริษัทในภูมิภาคเอง ที่ต้องการขยายฐานการผลิตไปยังประเทศเพื่อนบ้าน เพื่อขยายตลาดเพิ่มเติม ในจุดนี้ ก็จะเป็นโอกาสของธนาคารที่จะให้บริการทั้งทางด้าน สินเชื่อเพื่อลงทุน เงินทุนหมุนเวียน สินเชื่อการค้า บริการชำระเงินและโอนเงิน คำแนะนำสำหรับผู้ที่ต้องการจะขยายฐานไปสู่ต่างประเทศ ซึ่งธนาคารพาณิชย์ไทยต้องคิดว่าจะฉวยโอกาสเหล่านี้ที่กำลังเกิดขึ้นได้อย่างไร

ส่วนการเปิดเสรีทางการเงินภายในประชาคมอาเซียนที่จะตามมา จะทำให้ระดับการแข่งขันของการให้บริการทางการเงินภายในประเทศเพิ่มขึ้นทั้งจากผู้เล่นรายใหม่ที่จะเข้ามา และจากการให้บริการทางการเงินข้ามพรมแดนที่จะไม่มีข้อจำกัดเหมือนในอดีต ธนาคารพาณิชย์ไทยก็ต้องพยายามยกระดับการให้บริการ สรรค์สร้างนวัตกรรมทางการเงินใหม่ๆ เพื่อว่าเมื่อมีการเปิดเสรีแล้ว เราจะสามารถแข่งขันได้

ต่อข้อถามถึงนโยบายการเงินและการคลังที่เอื้อให้ธนาคารพาณิชย์ไทยก้าวไปลงทุน-บริการต่างประเทศนั้น นายชาติศิริกล่าวว่า การก้าวสู่ต่างประเทศของธนาคารพาณิชย์ไทยนั้น นโยบายการเงินการคลังใน 3 ปัจจัยเป็นเงื่อนไขสำคัญคือ ปัจจัยแรก คือ สภาพแวดล้อมที่เอื้อให้การดำเนินธุรกิจในประเทศมีเสถียรภาพ สามารถขยายตัวได้อย่างยั่งยืน ในช่วงที่ผ่านมาพบว่า เมื่อสถาบันการเงินประสบปัญหาในบ้าน มักจะพยายามลดการลงทุนในต่างประเทศ  

ดังเช่น กรณีของวิกฤติ Subprime และวิกฤติหนี้สาธารณะของยุโรป ดังนั้น นโยบายการเงินการคลังที่จะช่วยให้การรุกของภาคธนาคารพาณิชย์สู่ต่างประเทศเป็นไปได้อย่างมั่นคง ต้องเริ่มจาก นโยบายการเงินการคลังที่ให้ความสำคัญกับการรักษาเสถียรภาพในระดับมหภาคของเศรษฐกิจ ถ้าเศรษฐกิจไทยเข้มแข็ง สถาบันการเงินก็สามารถมุ่งพัฒนาบริการใหม่ๆ ผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ ขยายฐานการให้บริการเข้าสู่ลูกค้ากลุ่มใหม่ๆ มีกำไร มีฐานะการเงินที่ดีขึ้น สิ่งเหล่านี้จะเป็นปัจจัย เป็น Competitive Edgeให้สามารถออกไปลงทุน-ให้บริการในต่างประเทศอย่างเข้มแข็งเช่นกัน   

ปัจจัยที่สอง คือ การที่ภาครัฐมีนโยบายการเงินการคลังที่จะเอื้อให้บริษัทไทยที่เป็นลูกค้าของธนาคารออกไปลงทุนในต่างประเทศได้สะดวกขึ้นนั้น หมายถึง ความสะดวกในการเคลื่อนย้ายเงินทุน การชำระภาษีที่ไม่ซ้ำซ้อน การให้แรงจูงใจที่จะเอื้อให้บริษัทไทยไปขยายฐานการผลิตในต่างประเทศ (BOI Outbound) ซึ่งเมื่อลูกค้าเดินหน้าไปสู่ภูมิภาค ธนาคารพาณิชย์ก็สามารถตามไปให้บริการกับลูกค้าเหล่านั้นกับเครือข่ายธุรกิจของเขา การก้าวออกสู่ภูมิภาคของภาคธนาคารพาณิชย์ก็จะง่ายยิ่งขึ้น

ปัจจัยที่สาม คือ นโยบายภาครัฐที่จะช่วยเปิดโอกาสทางธุรกิจให้กับภาคธนาคารพาณิชย์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในการที่จะได้มาซึ่ง license ในการเปิดสาขาธนาคารพาณิชย์ หรือเปิดธนาคารในเครือในบางประเทศ เป็นเรื่องที่ต้องอาศัยภาคทางการและความสัมพันธ์ระดับประเทศที่จะมาช่วยในการเจรจา ตรงนี้ ต้องอาศัยภาครัฐเป็นผู้ช่วยเปิดประตู และภาคธนาคารพาณิชย์เป็นผู้ทำให้โอกาสดังกล่าวเป็นจริง

ประธานสมาคมธนาคารไทยกล่าวถึงแผนธุรกิจรับการเปลี่ยนแปลงในปี 2555 นั้น ประเด็นสำคัญอยู่ที่ "การเตรียมตัวให้พร้อมและการไม่ประมาท" เนื่องจากปัญหาในยุโรปเกิดขึ้นมาระยะหนึ่งแล้ว โดยทางการยุโรปพยายามอย่างเต็มที่เพื่อชะลอไม่ให้ปัญหาทวีความรุนแรงขึ้น จึงเป็นช่วงเวลาสำคัญที่จะใช้เวลาเตรียมการ พยายามหาตลาดสำรอง  ลดต้นทุน ค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็น หาสภาพคล่อง เตรียมสายป่าน และให้ความสำคัญกับการบริหารจัดการความเสี่ยงจากความผันผวนที่จะเกิดขึ้น ไม่ว่าจะเป็นความเสี่ยงในเชิงธุรกิจ ต้นทุนราคาวัตถุดิบ ค่าเงิน ถ้าเตรียมการรับมือไว้ดีก็น่าจะสามารถผ่านวิกฤติครั้งนี้ไปได้     

อย่างไรก็ตามในสมรภูมิที่ต้องเผชิญคู่แข่งรอบด้าน หัวใจสำคัญที่ทำให้ธนาคารกรุงเทพเป็นตัวเลือกที่ดีที่สุดอยู่ที่การให้บริการกับลูกค้า ซึ่งธนาคารกรุงเทพเน้นเรื่องการเข้าใจลูกค้า  เป็นเพื่อนคู่คิดของธุรกิจในการดำเนินธุรกิจ เป็นมิตรคู่บ้านของผู้ออม เป็นที่ปรึกษาในการบริหารจัดการความผันผวนต่างๆ ที่อาจจะเกิดจะขึ้น เอื้อความสะดวกในการชำระและโอนเงิน เพื่อช่วยให้เขาเหล่านั้นสามารถดำเนินธุรกิจและเจริญเติบโตได้อย่างยั่งยืน เต็มศักยภาพของเขา โดยมั่นใจว่า ด้วยความชำนาญด้านการเงินจากประสบการณ์ในการทำธุรกิจธนาคารในช่วง 67 ปีที่ผ่านมา ด้วยฐานะที่แข็งแกร่ง รวมทั้งเครือข่ายสาขาที่ครบถ้วนทั้งในประเทศและต่างประเทศ การให้น้ำหนักในการบริหารจัดการธุรกิจที่รอบคอบเพื่อความมั่นคงของธนาคารกรุงเทพนั้น เชื่อว่าเราเป็นตัวเลือกที่ดีที่สุดที่จะให้บริการทางการเงินแก่ลูกค้าทั้งในไทย และในต่างประเทศ

".....ปีของความผันผวน...เตรียมตัวให้พร้อมและไม่ประมาท....."
นายพยุงศักดิ์  ชาติสุทธิผล  ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย กล่าว

ตั้งความหวังไว้ว่าปี 2555 จะมีเครื่องมือสำคัญในการกระตุ้นเศรษฐกิจ เนื่องจากประเทศไทยมีพื้นฐานของเศรษฐกิจที่ดีอยู่แล้ว สินค้าอีกหลายรายการยังไปต่อได้ ขณะที่บางรายการที่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมก็จะกลับมาฟื้นตัวได้เร็ว โดยเฉพาะอุตสาหกรรมยานยนต์ ที่มีลักษณะการผลิตที่เป็นซัพพลายเชนที่ยาวอยู่ในประเทศไทย  เมื่อเทียบกับการฟื้นตัวของอุตสาหกรรมเครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ที่ภาพยังไม่ชัดเจนเพราะเป็นเรื่องของการกระจายความเสี่ยงไปยังหลายประเทศ

ตัวกระตุ้นเศรษฐกิจอีกส่วนจะเกิดจากการที่มีการฟื้นฟูโครงสร้างพื้นฐานในประเทศ ทั้งการฟื้นฟูบ้านที่อยู่อาศัย โรงงานอุตสาหกรรม  ถนน เขื่อน คู คลอง ที่เป็นทางเดินน้ำทั้งการลงทุนจากภาครัฐและภาคเอกชน บวกกับจะเป็นช่วงที่รัฐบาลมีมาตรการต่างๆออกมาเพื่อเป็นแรงขับเคลื่อนที่สำคัญในปี 2555 ยกตัวอย่างเช่น  นโยบายลดดอกเบี้ย  การเพิ่มเงินเดือนข้าราชการ  เมื่อทุกอย่างเคลื่อนไหวไปตามที่กล่าวมาได้ก็จะทำให้เกิดการฟื้นตัวขึ้นมาในช่วงไตรมาส 2 เป็นต้นไป และน่าจะฟื้นตัวได้เร็วในช่วงไตรมาส 3 จากที่ไตรมาสแรกเป็นช่วงของการปรับตัว และในครึ่งปีหลังก็จะมีการเร่งการผลิตเกิดขึ้นเพื่อส่งออกและขายในประเทศ  หลังจากนั้นกำลังซื้อในประเทศก็จะตามมา โดยช่วงต้นปีนี้กำลังซื้อจะเกิดขึ้นในเรื่องของการฟื้นฟูหลังน้ำท่วม หลังจากนั้นจะเป็นเรื่องของกำลังซื้อปกติ  ขณะเดียวกันประเทศไทยยังมีกำลังซื้อในพื้นที่ที่น้ำไม่ท่วมที่ยังเป็นปกติอยู่ด้วย  

แม้ประเทศไทยจะยังมีทิศทางในการกระตุ้นเศรษฐกิจแต่ก็ยังเป็นปีที่มีความเสี่ยงเกิดขึ้นด้วยเนื่องจากภาวะเศรษฐกิจโลกไม่เป็นปกติ  เกิดการชะลอตัวทางเศรษฐกิจทั้งในจีน ยุโรปและอเมริกาทำให้เศรษฐกิจทั่วโลกผันผวน อัตราดอกเบี้ย อัตราแลกเปลี่ยนมีความไม่แน่นอนอยู่ ขณะที่ราคาน้ำมันก็ยังมีช่วงจังหวะที่ผันผวนแต่อาจจะผันผวนไม่แรง  รวมถึงการขึ้นค่าแรงงาน 300 บาทที่จะไปกระทบต่อผู้ประกอบการเอสเอ็มอีซึ่งมีอยู่ในประเทศจำนวนมาก เหล่านี้ก็เป็นความเสี่ยงในการบริหารต้นทุนการผลิตทั้งสิ้น

สำหรับปัจจัยทางการเมืองก็ยังเป็นความเสี่ยง เพราะมีช่วงที่เป็นสุญญากาศ และถ้ายังเป็นปัญหาต่อเนื่องระยะยาวติดต่อกันก็จะทำให้ความเชื่อมั่นต่อประเทศไทยหายไป  ปัญหาการเมืองหากมีเกิดขึ้นบ่อยมันก็จะกลายเป็นความเคยชิน สุดท้ายเราก็จะยืนอยู่บนวัฒนธรรมความขัดแย้ง มีแต่ความหวาดระแวงไม่ไว้วางใจกัน  
ปัญหาเงินเฟ้อและอัตราดอกเบี้ยก็เป็นอีกหนึ่งความเสี่ยง เพราะไม่แน่นอนว่าเงินเฟ้อจะเกิดขึ้นมากน้อยแค่ไหน ขณะที่อัตราดอกเบี้ยก็ไม่มั่นใจว่าจะขึ้นหรือลงกันแน่ เช่นเดียวกับความเสี่ยงในเรื่องภัยธรรมชาติที่ยังเป็นที่กังวลว่าจะเกิดขึ้นซ้ำอีกหรือไม่ เพราะถ้าเกิดขึ้นติดต่อกันก็จะเป็นปัญหาไปฉุดความเชื่อมั่นด้านการลงทุนให้หายไปเลย

ส่วนจะบริหารความเสี่ยงอย่างไรนั้นถ้าเป็นความเสี่ยงวิกฤติโลก ก็จะเป็นปัญหาทั่วโลกที่ต้องเผชิญเหตุการณ์เดียวกัน แต่ก็ยังมั่นใจว่าพื้นฐานเศรษฐกิจไทยแข็งแรงมีตลาดการค้าที่ค่อนข้างจะกระจายตัว ผู้ประกอบการก็เข้มแข็งระดับหนึ่ง   แต่ถ้าเป็นเรื่องการเมืองหรืออุทกภัยเป็นปัจจัยเสี่ยงที่เกิดขึ้นเฉพาะในประเทศไทย ดังนั้นรัฐบาลต้องสร้างความเชื่อมั่นว่าจะบริหารจัดการเรื่องน้ำได้และจะไม่ให้เกิดเหตุการณ์ซ้ำรอยเดิมอีก ส่วนปัญหาการเมือง จะต้องมีความปรองดองมากขึ้น     

หากถามว่าปี 2555 มีอะไรที่มองว่าเป็นโอกาสดีสำหรับประเทศไทยบ้าง  วันนี้ไทยเป็นศูนย์กลางการค้าที่สำคัญดังนั้นโอกาสที่จะเป็นศูนย์กลางภูมิภาคนี้ยังมีสูง บวกกับที่พม่าเปิดประเทศมากขึ้นก็จะเกิดประโยชน์ร่วมระหว่างไทยกับพม่ามากขึ้น ดังนั้นไทยก็ต้องกระชับความสัมพันธ์ ทำให้การค้าขายแนวชายแดนมีบทบาทมากขึ้น เพราะนับจากนี้ไปพม่าจะมีการพัฒนาระบบโครงสร้างพื้นฐาน เช่นถนน โรงแรม รีสอร์ต มากขึ้น  โยงไปถึงการพัฒนาด้านอุตสาหกรรมการผลิตโดยจะเริ่มพัฒนาก่อนในพื้นที่ตามแนวชายฝั่งทะเลในพม่า เช่น ที่ทวาย โดยพม่าจะมีความได้เปรียบในแง่ทรัพยากรธรรมชาติ มีแหล่งน้ำมัน และก๊าซที่มีศักยภาพสูง ประเทศเพื่อนบ้านก็จะได้ประโยชน์ด้วย ดังนั้นไทยจะต้องพัฒนาเศรษฐกิจให้เกิดประโยชน์ร่วมกันแบบwin-win

เช่นเดียวกับการรับมือกับการเปิดตลาดAEC ที่จะเกิดขึ้นในปี2558 นั้น สิ่งแรกผู้ประกอบการไทยจะต้องทำไปด้วยกันคือความร่วมมือกับการลงไปแข่งขัน เพราะจากนี้ไปจะเกิดการเคลื่อนย้ายเงินทุน  มีทุนต่างชาติเข้ามาลงทุน ก็จะทำให้เกิดการแข่งขันมากขึ้น   ดังนั้นถ้าผู้ประกอบการไทยปรับตัวไม่ทันก็จะตกขบวนจะสู้คู่แข่งไม่ได้  ดังนั้นเราจะต้องรู้เค้ารู้เรา   จะต้องศึกษาเรื่องของคู่แข่งว่าคู่แข่งของเราในอาเซียนคือใคร จุดอ่อนจุดแข็งของคู่แข่งอยู่ตรงไหน  แล้วปรับตัวรับกับการแข่งขันนี้ให้ได้  ซึ่งสมาชิกในสภาอุตสาหกรรมฯเวลานี้หลายกลุ่มก็มีการตั้งรับกับการแข่งขันในตลาดอาเซียนแล้ว

ส่วนการตั้งรับกับวิกฤติเศรษฐกิจโลกในปี2555 นั้นผู้ประกอบการจะต้องรักษาฐานตลาดเดิมไว้ให้ได้ พร้อมกับการขยายตลาดใหม่ ในขณะที่ราคาสินค้ามีขึ้นมีลงก็อย่าไปซื้อตุนเพื่อเก็งกำไร โดยการใช้จ่ายเงินจะต้องระวังพร้อมกับมีการติดตามข่าวสารอย่างต่อเนื่องเพราะข่าวสารมันเชื่อมโยงถึงกันไปทั่วโลกอย่างรวดเร็ว หากไม่ติดตามอย่างใกล้ชิดเราอาจจะเสียโอกาสทางการค้าได้โดยเฉพาะการค้าขายในตลาดอาเซียน

"...ไทยต้องบริหารความเสี่ยง  โดยหันมามุ่งเน้นกระตุ้นจีดีพีจากการอุปโภคบริโภคภายในเพิ่มขึ้น..."
นายพงษ์ศักดิ์  อัสสกุล ประธานกรรมการหอการค้าไทย และสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย กล่าว

สิ่งที่รัฐบาลจะต้องเร่งดำเนินการในปี 2555 ที่สำคัญคือการคลอดแผนแม่บทการบริหารจัดการน้ำที่เป็นรูปธรรม ทั้งในเรื่องโครงการต่างๆ การคลอดหน่วยงานหลักที่จะดูแลบริหารจัดการอย่างเบ็ดเสร็จ ระยะเวลาดำเนินการ และ งบประมาณในการสนับสนุน เพื่อฟื้นฟูความเชื่อมั่น และสร้างความมั่นใจให้กับคนไทย และนักลงทุนจากต่างประเทศว่าจะไม่มีเหตุรุนแรงเกิดขึ้นอีกในอนาคต เนื่องด้วยเวลานี้แผนงานโครงการต่างๆ ยังไม่ตกผลึกอย่างเป็นรูปธรรม ซึ่งทุกคนต่างรอคอย  รวมถึงบริษัทรับประกันภัยก็ไม่กล้ารับประกันความเสี่ยงเพราะรอดูแผนแม่บทของรัฐบาล

นอกจากนี้สิ่งที่รัฐบาลต้องเร่งดำเนินการคือ การช่วยเหลือทางการเงินแก่ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีที่ได้รับความเสียหายจากมหาอุทกภัยครั้งที่ผ่านมาคิดเป็นมูลค่ารวมกว่า 4 แสนล้านบาท โดยการเข้าถึงแหล่งเงินทุนเพื่อฟื้นฟูกิจการ  สถาบันการเงินของรัฐและเอกชนควรผ่อนปรนเรื่องต่างๆ ให้มากขึ้น ในส่วนของผู้ประกอบการเองจะต้องเร่งฟื้นฟูกิจการ และการสร้างความเชื่อมั่นเพื่อเรียกลูกค้ากลับมา

ในปี 2555 คาดเศรษฐกิจไทยจะขยายตัวได้ 5-7% การส่งออกจะขยายตัว 5-10%  ต่ำกว่าปี 2554 ที่คาดว่าจะขยายตัว 15% ดังนั้นไทยต้องบริหารความเสี่ยงโดยหันมามุ่งเน้นกระตุ้นจีดีพีจากการอุปโภคบริโภคภายในเพิ่มขึ้น ส่วนปัจจัยเสี่ยงมากที่สุดสำหรับเศรษฐกิจไทยในปีนี้ คือเรื่องน้ำ และปัจจัยเสี่ยงส่งออกคือเศรษฐกิจยุโรป แต่ก็ยังเชื่อว่า ตลาดเอเชีย และอาเซียนจะยังไปได้ดี สหรัฐอเมริกาเศรษฐกิจน่าจะยังไม่ดี  ส่วนญี่ปุ่นน่าจะฟื้นหลังจากเขาเจอวิกฤติปีที่ผ่านมาถึงสองเด้งทั้งจากภัยพิบัติแผ่นดินไหว และจากเหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่ในไทยที่ทำให้ฐานการผลิตของญี่ปุ่นได้รับผลกระทบมากทำให้เขาต้องเร่งฟื้นฟูเศรษฐกิจให้กลับคืนมา

".....อุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยควรจะต้องมีการปรับโครงสร้าง เพื่อให้มีแผนป้องกันและลดอัตราความเสี่ยงที่อาจจะเกิดขึ้นได้อย่างเป็นระบบและมีประสิทธิภาพ....."
นางปิยะมาน  เตชะไพบูลย์   ประธานสภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (สทท.) กล่าว

จากการคาดการณ์สถานการณ์ท่องเที่ยวในปี 2555 ของสทท. ประเมินว่าการท่องเที่ยวมีแนวโน้มขยายตัว 8% จากปี 2554 โดยคาดว่าจะมีนักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางมาเที่ยวไทยราว 20.2 ล้านคน สร้างรายได้จากการท่องเที่ยวอยู่ระหว่าง 760,000-770,000 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากในปี 2554 ที่คาดว่าจะมีนักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางมาเที่ยวไทย 18.6 ล้านคน สร้างรายได้ราว 700,000 ล้านบาท ซึ่งถือว่าลดลงจากเป้าหมายที่คาดไว้ก่อนหน้าจะเกิดปัญหาอุทกภัย ประมาณ 900,000 คน จากเดิมที่เคยคาดการณ์ว่าในปี 2554 จะมีนักท่องเที่ยวไม่ต่ำกว่า 19.5 ล้านคน

สทท.เชื่อว่าการท่องเที่ยวช่วงไตรมาสแรกของปี 2555 ยังคงชะลอตัวต่อเนื่อง จากไตรมาสสุดท้ายของปี 2554  อันเป็นผลจากปัญหาน้ำท่วมและข่าวลือเรื่องจะมีระเบิดในจุดท่องเที่ยวสำคัญๆ ช่วงปีใหม่ที่มีกระแสข่าวก่อนหน้านี้ ทำให้นักท่องเที่ยวเกิดความวิตกกังวล จนมีบางส่วนชะลอถึงยกเลิกการเดินทางเข้ามาประเทศไทย แต่คาดว่าสถานการณ์การท่องเที่ยวจะกลับสู่ภาวะปกติในช่วงไตรมาสที่ 2 ของปี2555 โดยในภาพรวมก็เริ่มมีแนวโน้มพลิกฟื้น ทั้งในส่วนของภาคใต้โดยเฉพาะภูเก็ตและภาคเหนือในจังหวัดเชียงใหม่และจังหวัดใกล้เคียง ที่กำลังเข้าสู่ฤดูการท่องเที่ยวอย่างเต็มที่ ประกอบกับกิจกรรมสนับสนุนหลักที่มีการประชาสัมพันธ์อย่างต่อเนื่อง ทั้งในส่วนของงานพืชสวนโลก และงานบีโอไอแฟร์

สำหรับภาพรวมการท่องเที่ยวของเมืองท่องเที่ยวหลักของไทย อย่างจังหวัดภูเก็ต พบว่าสถิติการเดินทางเข้าออกผ่านด่านตรวจคนเข้าเมืองท่าอากาศยานภูเก็ตมีตัวเลขเพิ่มขึ้นมากกว่าเดือนเดียวกันของปีที่ผ่านมาราว 90,000 คน อัตราการเข้าพักเฉลี่ยตลอดทั้งเดือนอยู่ที่ราว 65% เนื่องจากจำนวนห้องพักที่เพิ่มมากขึ้นในปี 2554 ประกอบกับการประเมินสถิติการจองห้องพักในช่วงเดือนธันวาคม 2554 พบว่าอยู่ในสภาวะถดถอยต่อเนื่องมาจากปลายเดือนพฤศจิกายนไปจนถึงปลายเดือนธันวาคม 2554 และจะเริ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องหลังจากวันที่ 26 ธันวาคม 2554 ไปจนถึงสิ้นเดือนกุมภาพันธ์ 2555

ขณะที่ภาพรวมการท่องเที่ยวของจังหวัดเชียงใหม่ในปี 2554 ยังคงค่อยๆ เริ่มฟื้นตัวหลังจากได้รับผลกระทบอย่างหนักจากผลพวงในปี 2552-2553 ที่มาจากเศรษฐกิจโลกถดถอย ปัญหาด้านวิกฤติการเมืองโดยรวมทำให้นักท่องเที่ยวมีจำนวนการเติบโตจากปี 2553 เพียงเล็กน้อย โดยนักท่องเที่ยวต่างประเทศจากกลุ่มประเทศยุโรปและอเมริกาลดลงเป็นจำนวนมากกว่า 40% นักท่องเที่ยวจากกลุ่มประเทศเอเชียมีอัตราที่เพิ่มขึ้นในบางประเทศโดยเฉพาะจากประเทศที่มีเที่ยวบินตรงมายังจังหวัดเชียงใหม่เพิ่มกว่า 15% โดยเฉพาะเป็นปีแรกที่มีเที่ยวบินเช่าเหมาลำกว่า 40 เที่ยวบินจากจีน ไต้หวันและเกาหลี

ในส่วนของกรุงเทพฯที่ประสบกับภาวะวิกฤติทางการเมืองภายในประเทศอย่างรุนแรง ตามมาด้วยการเกิดอุทกภัยครั้งร้ายแรง แม้ว่าสถานการณ์จะกลับคืนสู่สภาวะปกติแล้วก็ตาม อย่างไรก็ดีการจองห้องพักสำหรับนักท่องเที่ยวทั่วไปยังคงมีการยกเลิกอยู่อย่างต่อเนื่องแต่ไม่มากนัก ในทางกลับกันกลุ่มผู้จัดประชุมสัมมนา (Corporate Meeting) เริ่มกลับมาอย่างเห็นได้ชัด มีการใช้บริการในบางกลุ่มพื้นที่ โดยเฉพาะย่านใจกลางเมือง และปัจจุบันเป็นที่น่าสังเกตว่าจำนวนนักท่องเที่ยวของกรุงเทพฯเริ่มลดน้อยลง แต่หันไปจังหวัดที่เป็นแหล่งท่องเที่ยวเพิ่มมากขึ้น โดยเฉพาะเมืองพัทยาที่มีบรรยากาศทางการท่องเที่ยว มีการจัดกิจกรรมอย่างต่อเนื่องเพื่อเพิ่มสีสันให้กับเมือง

อย่างไรก็ตามแม้การท่องเที่ยวในปี 2555 จะมีการขยายตัวราว 8% แต่ก็ยังต้องจับตาปัจจัยหลักที่มีผลต่อการเปลี่ยนแปลงการท่องเที่ยว ใน 3 ปัจจัย โดยปัจจัยแรก คือ สถานการณ์ด้านเศรษฐกิจของกลุ่มประเทศในยุโรปที่ทวีความรุนแรง เริ่มมีกระแสความไม่มั่นคงในสภาวะการเงินของบริษัทนำเที่ยวที่เป็นคู่ค้าหลักของไทยบางราย ทำให้ผู้ประกอบการท่องเที่ยวเริ่มจับตามองอย่างใกล้ชิดขึ้น

สำหรับปัจจัยที่สอง คือ จำนวนผู้ให้บริการที่เพิ่มมากขึ้นเกินกว่าจำนวนนักท่องเที่ยว (Supply over Demand) ทำให้เกิดการแข่งขันที่สูงมากขึ้น ดังนั้น ภาครัฐควรมีการควบคุมการทำธุรกิจอย่างจริงจัง เพื่อให้เกิดการแข่งขันที่เป็นธรรมต่อผู้ประกอบการท่องเที่ยว

ส่วนปัจจัยสุดท้าย คือ ประเทศในแถบอินโดจีนมีการพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวในประเทศและมีการประชาสัมพันธ์อย่างเข้มแข็งขึ้น ทำให้ไทยสูญเสียส่วนแบ่งทางการตลาดไป เริ่มมีเส้นทางบินตรงเข้าสู่ประเทศเพื่อนบ้านเพิ่มมากขึ้น หรือบางกลุ่มใช้ประเทศไทยเป็นเพียงทางผ่านเท่านั้น

ดังนั้นกลยุทธ์หลักที่ต้องหันมาให้ความสำคัญในขณะนี้คือเรื่องของการทำประชาสัมพันธ์เชิงรุกที่เข้าถึงกลุ่มเป้าหมายมากยิ่งขึ้น โดยใช้แนวคิดสร้างสรรค์เข้ากับสื่อสังคมออนไลน์ที่เป็นที่นิยมอยู่ในขณะนี้ รวมถึงการปรับเปลี่ยนรายการนำเที่ยวใหม่ๆเพื่อดึงดูดให้นักท่องเที่ยวเพิ่มวันพักเฉลี่ยมากขึ้น รวมทั้งสทท.ยังอยากจะเสนอแนะเรื่องเร่งด่วนที่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรให้ความสำคัญเป็นพิเศษ  ได้แก่การเร่งทำการประชาสัมพันธ์แบบสร้างสรรค์ในหลากหลายรูปแบบเป็นการเร่งด่วน เนื่องจากกรุงเทพฯ ยังคงเป็นประตูหลักสู่เมืองท่องเที่ยวอื่นๆ ของประเทศ รวมถึงการให้ความสำคัญในการพัฒนาฟื้นฟูแหล่งท่องเที่ยวหลัก โดยคำนึงถึงการอนุรักษ์วัฒนธรรมและประเพณีท้องถิ่นเพื่อให้เป็นจุดขายหลักในแต่ละแหล่งท่องเที่ยว ควบคู่ไปกับการบริหารจัดการอย่างเป็นระบบที่มีการบูรณาการทำงานร่วมกันกับผู้ประกอบการ โดยอาจใช้เมืองพัทยาเป็นต้นแบบ

นอกจากนี้ยังจะเห็นได้ว่าอุตสาหกรรมท่องเที่ยวประสบปัญหาทั้งวิกฤตการณ์ภัยธรรมชาติและภัยที่มนุษย์สร้างขึ้นอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2547 และกระทบต่ออุตสาหกรรมท่องเที่ยวมาโดยตลอด ทำให้การเติบโตของการท่องเที่ยวสะดุดลงเป็นช่วงๆ และรัฐบาลในแต่ละยุคต้องพิจารณามาตรการเยียวยาเร่งด่วนในการฟื้นฟูและกระตุ้นนักท่องเที่ยวให้กลับคืนมาภายหลังวิกฤตการณ์ต่างๆ ดังนั้น อุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยควรจะต้องมีการปรับโครงสร้าง เพื่อให้มีแผนป้องกันและลดอัตราความเสี่ยงที่อาจจะเกิดขึ้นได้อย่างเป็นระบบและมีประสิทธิภาพ โดยอาจใช้วิกฤตการณ์ที่ผ่านมาเป็นกรณีศึกษา รวมทั้งเป็นการพัฒนาขีดความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรมท่องเที่ยวเพื่อรองรับการเปิดเสรีการค้าบริการในอนาคต

".....มาตรการป้องกันและแก้ไขปัญหาน้ำท่วม  รัฐบาลได้ประกาศงบประมาณที่จะดำเนินการออกมาแล้ว แต่อยากจะให้ดำเนินการโดยเร็ว....."

นายอิสระ  บุญยัง  นายกสมาคมธุรกิจบ้านจัดสรร  กล่าว

ปัจจัยเสี่ยงมีอยู่ 4 ประเด็นสำคัญ ประการแรก คงเป็นเรื่องของผลกระทบจากอุทกภัยใหญ่ที่ผ่านมา  ซึ่งเป็นผลต่อความเชื่อมั่นทั้งในส่วนของนักลงทุนจนไปถึงภาคครัวเรือน  ประการที่ 2 เป็นผลจากปัญหาเศรษฐกิจยุโรปที่ยังเป็นตัวแปรไม่มีความแน่นอน  เพราะยุโรปถือเป็นคู่ค้าสำคัญของไทย รวมไปถึงจำนวนนักท่องเที่ยวที่จะเข้ามา  เรื่องที่ 3 คือต้นทุนที่ปรับตัวสูงขึ้น ทั้งจากวัตถุดิบ นโยบายของรัฐบาลที่จะปรับค่าแรงงานขั้นต่ำในช่วงเดือนเมษายน  ราคาเชื้อเพลิงทั้งแอลพีจีและเอ็นจีวีที่จะปรับขึ้นตั้งแต่ต้นปีนี้ และยังมีต้นทุนค่าขนส่งที่จะกระทบไปในหลายๆ ส่วนด้วย  สุดท้ายคือเรื่องการเมือง  ที่ไม่ว่าใครจะหยิบประเด็นเรื่องการเมืองอะไรออกมาฝ่ายตรงข้ามก็จะไม่เห็นด้วย  ยังมีประเด็นการนิรโทษกรรม ประเด็นการแก้ไขรัฐธรรมนูญอีก

หากจะให้แนะนำรัฐบาลในฐานะประชาชนคนหนึ่ง  จะเสนอว่า  สิ่งสำคัญที่รัฐบาลต้องดำเนินการคือการประคับประคองการเมืองไม่ให้เกิดความขัดแย้ง  หาก

You must be a registered user to comment. Click here to register.

Already a user? Click here to login.