Switch to: uk
23 May 2012 03:43AM

ส่งออกถอดใจปีมังกรไปไม่ถึงเป้า15%

06 Jan 12 ,  ฐานเศรษฐกิจ
  • 0

ส่งออกปีมะโรงลุ้นระทึก เอกชน-นักวิชาการแย้งพาณิชย์ คาดขยายตัวไม่ถึง 15% ตามเป้าทางการ ตัวจริงกลุ่มสินค้าส่งออกสำคัญทั้งข้าว ยางพารา อาหาร เครื่องนุ่งห่ม อัญมณี สิ่งพิมพ์ เฟอร์นิเจอร์ ประสานเสียง

 

คาดยอดหดถ้วนหน้า ปรับกลยุทธ์สั่งหันหัวรบลุยตลาดเอเชีย และตลาดใหม่ หลังตลาดยุโรป สหรัฐฯยังไม่น่าไว้ใจ สำนักพยากรณ์ฟันธงเป้าไปไม่ถึงดวงดาว เฉลี่ยโตแค่ 2-12%

จากกรณีที่นายกิตติรัตน์  ณ ระนอง รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ได้ประกาศเป้าหมายการส่งออกในปี 2555 ว่าจะขยายตัวเพิ่มขึ้นจากปี 2554 ในอัตรา 15% ท่ามกลางปัจจัยเสี่ยงมากมายที่เป็นตัวแปรอาจส่งผลฉุดรั้ง ในเรื่องนี้ "ฐานเศรษฐกิจ"ได้สอบถามไปยังผู้นำกลุ่มอุตสาหกรรม และสมาคมการค้าหลายองค์กรเพื่อสำรวจในเชิงลึก ส่วนใหญ่มองแนวโน้มไม่ค่อยสดใสนัก

-ข้าวหดกว่า 2 ล้านตัน
นางสาวกอบสุข  เอี่ยมสุรีย์ นายกสมาคมผู้ส่งออกข้าวไทย ให้ความเห็นกับ "ฐานเศรษฐกิจ" โดยคาดการณ์ในปี 2555 การส่งออกข้าวของไทยจะส่งออกได้ในระดับปริมาณ 8.5 ล้านตัน จากปี 2554 ที่ส่งออกคาดจะมากกว่า 10.5 ล้านตัน หรือลดลงกว่า 2 ล้านตัน สาเหตุหลักมาจากการที่อินเดียได้กลับมาส่งออกข้าวอีกครั้ง ตั้งแต่เดือนตุลาคมที่ผ่านมา และขายในราคา FOB (ราคา ณ ท่าเรือต้นทาง) ต่ำกว่าไทยมาก เฉพาะอย่างยิ่งข้าวนึ่งต่ำกว่าไทยเฉลี่ยถึง 100 ดอลลาร์สหรัฐฯต่อตัน(หรือ 3,193 บาท คำนวณที่อัตราแลกเปลี่ยน 31.98 บาทต่อ 1 ดอลลาร์สหรัฐฯ)

"เวลานี้แม้ผลจากราคารับจำนำข้าวราคาสูงของรัฐบาล จะทำให้ผู้ส่งออกมีต้นทุนที่สูงขึ้น แต่ราคาในตลาดโลกของข้าวไทยก็ไม่ได้ขยับขึ้นเท่าไหร่ เพราะถ้าสูงมากก็ขายไม่ได้ ทั้งข้าวขาว ข้าวนึ่ง ส่วนข้าวหอมมะลิ ข้าวตลาดพรีเมียมของไทย จากราคารับจำนำสูง ในวงการบ่นเป็นเสียงเดียวกันว่า ขายได้น้อยลง ในปีนี้เราจะส่งออกได้มากกว่า 8.5 ล้านตันหรือไม่ ขึ้นกับอินเดียจะหยุดส่งออกอีกหรือไม่ เพราะบางกระแสระบุ อินเดียอาจหยุดส่งออก ถ้าเขาหยุดก็เป็นโอกาสของเรา แต่ถ้าเขายังเดินหน้าเราคงลำบาก ซึ่งรวมถึงเวียดนามที่เวลานี้ต้องลดราคาข้าวเพื่อขายแข่งกับอินเดีย"

-ยาง-อาหารชะลอตัว
นายพงษ์ศักดิ์  เกิดวงศ์บัณฑิต นายกสมาคมยางพาราไทย หนึ่งในกลุ่มสินค้าที่ส่งออกขยายตัวสูงทั้งปริมาณและมูลค่าในรอบปี 2554 ที่ผ่านมา กล่าวว่า ทิศทางการส่งออกผลิตภัณฑ์ยางพาราของไทยในปี 2555 นี้ มีแนวโน้มลดลง เพราะราคายางทั้งในและต่างประเทศจะค่อนข้างผันผวน ยากต่อการซื้อขาย ประกอบกับเป็นผลจากกรณีที่รัฐบาล ได้เรียกเก็บเงินสงเคราะห์จากผู้ส่งออกยางพารา หรือเงินเซสส์(cess) ในอัตราใหม่ จากเดิมเก็บ 1.40 บาท/กก. เป็น 5 บาท/กก. ทำให้ผู้ส่งออกมีภาระเพิ่มขึ้น และจะหันมาทำตลาดในประเทศเพิ่มขึ้น  

ส่วนในกลุ่มสินค้าอาหาร นายเพ็ชร  ชินบุตร ผู้อำนวยการสถาบันอาหาร คาดการณ์ว่า ในปี 2555 มูลค่าการส่งออกสินค้ากลุ่มอาหารสำคัญของไทยในภาพรวม ได้แก่ ข้าว น้ำตาลทราย กุ้งแช่แข็ง/แปรรูป ทูน่ากระป๋อง/แปรรูป ไก่และสัตว์ปีก ผลไม้กระป๋องและแปรรูป มันสำปะหลัง และอื่นๆ จะขยายตัวเพิ่มขึ้นจากปี 2554 เพียง 0.8% ( ปี  2554 คาดจะส่งออกที่มูลค่า 963,000 ล้านบาท ขยายตัว 20%)  สาเหตุสำคัญเนื่องจาก เศรษฐกิจของตลาดส่งออกสำคัญหลายประเทศ อาทิ สหภาพยุโรป (อียู) จะชะลอตัวลงจากปัญหาวิกฤติหนี้สาธารณะ ทำให้ค่าเงินยูโรผันผวน และจะกระทบต่อการส่งออกของไทยไปอียู รวมถึงเศรษฐกิจจีน และอินเดีย มีแนวโน้มชะลอตัว อีกด้านหนึ่งราคาสินค้าโภคภัณฑ์มีแนวโน้มอ่อนตัวลง ทำให้รายได้ส่งออกลดลง

- อัญมณีไม่โต-เร่งเจาะตลาดใหม่

นายสมชาย  พรจินดารักษ์ นายกสมาคมผู้ค้าอัญมณีไทย และเครื่องประดับ กล่าวว่า  ปีใหม่นี้การส่งออกสินค้าอัญมณีและเครื่องประดับ มีทิศทางไม่ค่อยสดใส จากปี 2554 คาดว่ามูลค่าจะขยายตัวประมาณ 10% (ปี 2553 ไทยส่งออกอัญมณีและเครื่องประดับ 366,818 ล้านบาท) ปัจจัยสำคัญเป็นผลจากเศรษฐกิจโลก เฉพาะอย่างยิ่งตลาดหลักคือ สหภาพยุโรป มีแนวโน้มชะลอตัวจากปัญหาหนี้สาธารณะของหลายประเทศภายในกลุ่ม ปัญหาการฟื้นตัวของเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่ยังมีความเปราะบาง ยังไม่น่าไว้ใจ ปัญหาความผันผวนของราคาทองคำ และโลหะเงิน วัตถุดิบสำคัญ ทำให้เจรจาต่อรองซื้อขายสินค้ายาก เบื้องต้นจึงคาดว่า มูลค่าการส่งออกสินค้าอัญมณีและเครื่องประดับของไทยในปีใหม่นี้ น่าจะส่งออกได้ในระดับใกล้เคียงกับปีที่ผ่านมา

"กลยุทธ์รับมือทางสมาคมจะมุ่งเน้นเจาะตลาดใหม่ ๆ มาชดเชยตลาดศักยภาพสูง อย่างสหรัฐฯ และอียู เฉพาะอย่างยิ่งตลาดอาเซียน เช่น ตลาดพม่า ที่กำลังเปิดประเทศ มีศักยภาพทั้งเป็นตลาด และแหล่งวัตถุดิบ ตลาดแอฟริกา รวมถึงตลาดใหญ่ในเอเชีย อย่างจีนและอินเดีย ที่มีโอกาสมากในระยะ 20 ปีจากนี้ไป"

-การ์เมนต์-สิ่งพิมพ์หนักใจ
นายสุกิจ  คงปิยาจารย์ นายกสมาคมอุตสาหกรรมเครื่องนุ่งห่มไทย กล่าวว่า การส่งออกเครื่องนุ่งห่มในปี 2555 คาดจะอยู่ในระดับเดียวกับปีที่ผ่านมา ที่มีมูลค่าประมาณ 3,200 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ หรือขยายตัวในอัตราต่ำ สาเหตุสำคัญจากหลายโรงงานถูกน้ำท่วม ต้องใช้เวลาฟื้นฟูกิจการ ผลจากการเตรียมปรับขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำอย่างก้าวกระโดด เป็น 300 บาท/วันของรัฐบาล ที่จะเริ่มบังคับใช้ในเดือนเมษายน 2555  การขาดแคลนแรงงานในอุตสาหกรรม และผลจากเศรษฐกิจโลก

ด้านนายพรชัย  รัตนชัยกานนท์ ประธานกลุ่มอุตสาหกรรมการพิมพ์ และบรรจุภัณฑ์ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวว่า การส่งออกสินค้ากลุ่มนี้ในปี 2555 ไม่ค่อยสดใสนัก มูลค่าการส่งออกอาจใกล้เคียงกับปี 2554 หรือหากจะขยายตัว เฉลี่ยคาดจะอยู่ที่ระดับ 10-15% จากช่วงก่อนหน้านี้ ทุกปีจะขยายตัวในระดับสูงกว่า 30% แต่ในปี 2554 ที่เพิ่งพ้นไป คาดจะขยายตัวที่ระดับไม่เกิน 20% (จากปี 2553 ส่งออกมูลค่าประมาณ 6 หมื่นล้านบาท) เป็นผลจากน้ำท่วมครั้งใหญ่ ทำให้โรงพิมพ์หลายแห่งได้รับผลกระทบ ทั้งทางตรงและทางอ้อม เช่น โรงพิมพ์ที่ตั้งอยู่ในเขตนิคมอุตสาหกรรมทั้ง 7 แห่งได้ถูกน้ำท่วม หลายรายแม้ไม่ได้ตั้งอยู่ในนิคมที่น้ำท่วม แต่ก็ต้องหยุดกิจการ เพื่อป้องกันน้ำท่วมกันอย่างเต็มที่ ส่วนในรายที่ผลิตได้ลูกค้าก็ได้สั่งชะลอคำสั่งซื้อ เพราะเกรงจะส่งมอบสินค้าไม่ได้ ทำให้การส่งออกช่วงไตรมาสสุดท้ายของปี 2554 รวมถึงไตรมาสแรกของปี 2555 จะชะลอตัวลง

"นอกจากผลกระทบจากน้ำท่วมแล้ว ในปี 2555 จะมีปัจจัยลบเข้ามาเกี่ยวข้องในเรื่องการปรับขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำของรัฐบาล เป็น 300 บาท/วัน ที่จะเริ่มในเดือนเมษายน จะทำให้ผู้ประกอบการมีต้นทุนการผลิตและราคาสินค้าปรับตัวสูงขึ้น เพราะโรงงานที่ผลิตกระดาษ และวัสดุที่เกี่ยวข้อง ก็ต้องปรับราคาขึ้น ลูกค้าอาจเบี่ยงเบนไปสั่งซื้อจากประเทศอื่นแทนได้ เฉพาะอย่างยิ่งประเทศที่เป็นคู่แข่งในอุตสาหกรรม ทั้ง สิงคโปร์ มาเลเซีย และเวียดนาม ในเรื่องนี้รัฐบาลต้องหาทางออกให้พวกเราด้วย"

- เฟอร์นิเจอร์-ของเล่นไม่สดใส
นายวีระชัย  คุณาวิชยานนท์ ประธานกลุ่มอุตสาหกรรมเฟอร์นิเจอร์ ส.อ.ท. กล่าวว่า ในปี 2554 มูลค่าการส่งออกเฟอร์นิเจอร์ และชิ้นส่วนของไทย คาดจะติดลบไม่เกิน 3%  จากช่วง 11 เดือนแรกขยายตัวเพียง 0.5% จากเป้าหมายที่ตั้งไว้จะขยายตัว 5-10% สาเหตุสำคัญจากราคาวัตถุดิบในการผลิตเฟอร์นิเจอร์ไม้ ในรอบปีที่ผ่านมาราคาค่อนข้างสูง เฉพาะอย่างยิ่งไม้ยางพารา ผลจากน้ำท่วมทำให้บางโรงงานต้องหยุดผลิต ขณะที่ราคาจำหน่ายถูกลูกค้าต่อรอง ทำให้มีกำไรต่ำมาก หลายรายมองไม่คุ้มจึงหยุดกิจการชั่วคราว

ส่วนสถานการณ์ในปี 2555 ก็ยังเจอปัญหาเดิม ผสมโรงกับการเตรียมปรับขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำเป็น 300 บาท/วันของรัฐบาล จะทำให้ผู้ประกอบการมีต้นทุนที่สูงขึ้น การส่งออกสินค้ากลุ่มนี้จึงมีโอกาสติดลบสูงขึ้นในปีหน้า สิ่งที่จะเกิดขึ้นคือ ผู้ประกอบการที่ยังดำเนินกิจการอยู่ จะหันมาทำตลาดภายในเพิ่มขึ้น เพราะผลจากน้ำท่วมใหญ่ที่ผ่านมา ประชาชน โรงงาน และห้างร้านต่างๆ จะมีความต้องการซื้อหาเฟอร์นิเจอร์ทดแทนที่เสียหายเพิ่มขึ้น

ส่วนนางสาวดวงใจ  คูห์ศรีวินิจ นายกสมาคมอุตสาหกรรมของเล่นไทย ในปี 2554 คาดมูลค่าการส่งออกสินค้าของเล่น จะขยายตัวในระดับต่ำกว่า 10% จากเป้าตั้งไว้ต้นปี สาเหตุสำคัญจากโรงงานผลิตรายใหญ่ ซึ่งเป็นของต่างชาติและส่งออกเป็นอันดับต้น ๆ รวมถึงโรงงานของสมาชิกสมาคมหลายราย ถูกน้ำท่วมโรงงานช่วงปลายปี ทำให้ไม่มีสินค้าส่งมอบ กระทบต่อตัวเลขการส่งออก

ส่วนในปี 2555 เบื้องต้นตั้งเป้าขยายตัวเพิ่มขึ้นจากปีที่ผ่านมาในอัตรา 10% โดยมีปัจจัยเสี่ยงสำคัญได้แก่ เศรษฐกิจโลก ค่าเงินบาทที่ผันผวน และวัตถุดิบสำคัญ คือไม้ยางพาราราคา ได้ปรับตัวสูงขึ้น 30-40% ทำให้ต้นทุนสูงแข่งขันลำบาก และต้องจับตามองปัญหาน้ำท่วมจะเกิดอีกหรือไม่ หากเกิดอีกเป้าหมายคงลดลง

-พาณิชย์เชื่อเอาอยู่โต 15%
ด้านกระทรวงพาณิชย์ โดยนางนันทวัลย์  ศกุนตนาค อธิบดีกรมส่งเสริมการส่งออก ยังมีความมั่นใจว่า การส่งออกของไทยในปี 2555 จะขยายตัวเพิ่มขึ้นจากปี 2554 ในอัตรา 10-15% (จากปี 2554 คาดจะขยายตัวประมาณ 15% มูลค่าราว 224,604 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ) โดยเห็นว่ามีปัจจัยบวกหลายประการ ที่สำคัญคือ เศรษฐกิจของประเทศในเอเชียยังขยายตัวในเกณฑ์ดี จะช่วยลดผลกระทบจากเศรษฐกิจยุโรปที่คาดว่าจะขยายตัวในระดับต่ำได้ ราคาสินค้าเกษตรและอาหารในตลาดโลกมีแนวโน้มสูงขึ้น การฟื้นตัวของภาคอุตสาหกรรมยานยนต์ เครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์หลังน้ำท่วม ช่วยเพิ่มยอดส่งออก รวมถึงผลจากการที่ไทยได้ทำความตกลงเขตการค้าเสรี (เอฟทีเอ) กับอาเซียน จีน ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ อินเดีย ออสเตรเลีย และนิวซีแลนด์ ช่วยเพิ่มโอกาสในการส่งออกมากขึ้น

อย่างไรก็ดีหลายสำนักได้ออกมาคาดการณ์การส่งออกของไทยในปี 2555 ในอัตราที่ต่ำกว่าเป้าหมายของกระทรวงพาณิชย์ อาทิ ศูนย์ศึกษาการค้าระหว่างประเทศ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย คาดจะขยายตัวไม่เกิน 12% สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยขยายตัว 5-10% ศูนย์วิจัยกสิกรไทยขยายตัว 2-8% เพราะมองยังมีปัจจัยเสี่ยงอยู่มาก ที่สำคัญคือ เศรษฐกิจโลกที่ยังเปราะบางจากผลกระทบวิกฤติหนี้สาธารณะในยุโรป การชะลอตัวของเศรษฐกิจจีน และอินเดีย อัตราแลกเปลี่ยน และราคาน้ำมันที่ยังผันผวน เป็นต้น

 

You must be a registered user to comment. Click here to register.

Already a user? Click here to login.