Switch to: uk
23 May 2012 03:40AM

สถานการณ์อัตราแลกเปลี่ยน การแข็งค่าขึ้นของค่าเงินและแนวทางที่ภาครัฐควรเร่งดำเนินการ

20 Oct 10 ,  หอการค้าไทย
  • 0

คุณพงษ์ศักดิ์  อัสสกุล รองประธานกรรมการหอการค้าไทย เปิดเผยว่า สถานการณ์ในปัจจุบัน ค่าเงินบาทของไทย ถือว่าเป็นปัจจัยลบต่อการส่งออกของประเทศไทย เนื่องจากในปัจจุบันอัตราแลกเปลี่ยนของไทยแข็งค่าขึ้นอย่างต่อเนื่องและแข็งกว่าคู่แข่งในภูมิภาค โดยมีอัตราแลกเปลี่ยนในปัจจุบันต่ำกว่า 30 บาทต่อดอลลาร์ สรอ. ทำให้สถานการณ์การส่งออกของประเทศไทยเริ่มที่จะมีปัญหา

 

เนื่องจากความสามารถในการแข่งขันของไทยเมื่อเทียบกับประเทศอื่นๆ โดยเฉพาะในภูมิภาคนั้นเริ่มแย่ลง เพราะหากเปรียบเทียบการแข็งค่าขึ้นของค่าเงินบาทกับเงินสกุลอื่นๆ ในภูมิภาคนับตั้งแต่ปลายปี 2008- ปัจจุบัน พบว่า ค่าเงินบาทมีค่าแข็งขึ้น 13.6% เทียบกับเงินสกุลอื่นในภูมิภาคอาเซียนแล้วไทยสูงที่สุด รองลงมาได้แก่ มาเลเซียแข็งค่า 10.5% สิงคโปร์ 9.1% และฟิลิปินส์ 8.4% และประเทศไทยยังมีการแข็งค่าที่สุดในเอเซียด้วยเช่นกัน ซึ่งจากสถานการณ์ดังกล่าวนั้นจะเห็นได้ว่าประเทศไทยนั้น ประสบปัญหาในด้านของการแข่งขันในเชิงเปรียบเทียบกับประเทศคู่แข่งในหลายประเทศในภูมิภาคเอเซีย และอาเซียน
           

ซี่งสาเหตุของการแข็งค่าขึ้นของเงินบาทในปัจจุบันนั้น จะมีด้วยกัน 2 สาเหตุ ได้แก่ การไหลเข้ามาจากดุลบัญชีเดินสะพัด(Current Account) ซึ่งเป็นบัญชีที่เกี่ยวข้องกับการค้าและการบริการระหว่างประเทศ  และอีกสาเหตุก็คือ การไหลเข้าสุทธิของเงินทุนต่างประเทศในดุลบัญชีทุน (Capital Account) ซึ่งเป็นการโอนย้ายทางด้านของเงินทุนจากต่างประเทศเข้ามาในประเทศไทย ทั้งมาในเรื่องของการลงทุนทั้งทางตรงและทางอ้อม  การที่ค่าเงินบาทแข็งขึ้น อันเนื่องมาจากการเกินดุลบัญชีเดินสะพัด ซึ่งเป็นการได้มาจากความสามารถในการแข่งขันของสินค้าไทยในตลาดโลก ดังนั้น การแข็งค่าของเงินบาทในลักษณะนี้ธุรกิจจะปรับตัวเพื่อการแข่งขันอยู่ตลอดเวลา แต่ถ้าการแข็งค่าของเงินมาจากการไหลเข้าสุทธิของเงินลงทุนจากต่างประเทศที่ได้มามากเกินไป จะเป็นการแข็งค่าของเงินที่ไม่ได้มาจากศักยภาพพื้นฐาน ของ ธุรกิจ หรือภาคเศรษฐกิจจริง ของไทย ดังนั้น การแข็งค่าของเงินบาทอย่างรวดเร็ว จะเป็นการทำลายขีดความสามารถในการแข่งขันของธุรกิจไทย ในตลาดโลก ซึ่งในปัจจุบันนี้ประเทศไทยได้เผชิญอยู่


ดังนั้นในการแก้ไขปัญหาค่าเงินบาทในปัจจุบันของประเทศไทยนั้น หอการค้าไทยจึงเห็นว่ารัฐบาลและธนาคารแห่งประเทศไทยควรดำเนินการเป็น 2 ระยะ ได้แก่


1.  การแก้ไขปัญหาระยะสั้น       
1.1  ธนาคารแห่งประเทศไทยควรปรับเปลี่ยนนโยบายทางการเงินโดยให้ความสำคัญเป็นอันดับ 1 กับการดูแลอัตราแลกเปลี่ยนในระยะสั้น (3-6 เดือน) โดยให้ความสำคัญกับเป้าหมายเงินเฟ้อ (Inflation Targeting) เป็นอันดับรองลงไป
1.2  ธนาคารแห่งประเทศไทยควรเข้ามาแทรกแซงตลาดอย่างเต็มที่ ด้วยวิธีการที่มีประสิทธิภาพและได้ผลมากกว่าในปัจจุบัน
1.3  ควรดำเนินการขะลอการไหลเข้าของเงินลงทุน ที่จะเข้ามาหาผลกำไรจากส่วนต่างของอัตราดอกเบี้ย โดยที่รัฐบาลควรออกมาตรการเก็บภาษีจากส่วนต่างระหว่างอัตราดอกเบี้ยไทยกับอัตราดอกเบี้ยของต่างประเทศ (ในกรณีที่มีความจำเป็นต้องดำเนินการ)
1.4  ควรลดหรือชะลอการขึ้นอัตราดอกเบี้ยเชิงนโยบาย (R/P 1 วัน) เพื่อชะลอการแข็งค่าของเงิน


2.  การแก้ไขปัญหาในระยะยาว               
2.1  สนับสนุนให้รัฐวิสาหกิจ และภาคเอกชนไทยไปลงทุนในต่างประเทศ
2.2  ส่งเสริมให้มีการนำเข้าเครื่องจักรจากต่างประเทศ ผ่านการลดภาษีการนำเข้าเครื่องจักรเพื่อการปรับปรุงคุณภาพสินค้า และศักยภาพของการผลิตของประเทศ 


 และสุดท้ายเพื่อให้การดูแล และแก้ไขปัญหาอัตราแลกเปลี่ยน และการแข็งค่าของค่าเงิน เป็นไปในทิศทางเดียวกันและทันต่อเหตุการณ์ หอการค้าไทย เห็นว่า รัฐบาลควรกำหนดให้เรื่องนี้เป็นวาระสำคัญเร่งด่วนของไทยในขณะนี้ เพราะการแข็งค่าขึ้นอย่างรวดเร็วของค่าเงินบาทในลักษณะนี้จะเป็นปัจจัยลบ ที่จะทำร้ายขีดความสามารถในการแข่งขันของสินค้าไทยทุกระดับในตลาดโลก และอาจส่งผลให้ผู้ประกอบการไทยขาดสภาพคล่องอย่างรุนแรงซึ่งอาจทำให้เศรษฐกิจไทยชะลอตัวอย่างรวดเร็วในปีหน้า โดย ฯพณฯ นายกรัฐมนตรี หรือ ผู้ที่ฯพณฯ นายกรัฐมนตรี มอบหมาย มาเป็นประธานและเป็นผู้ประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ทั้งหมด

 

You must be a registered user to comment. Click here to register.

Already a user? Click here to login.