วันนี้ (14 ต.ค.) ที่รัฐสภา ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎรพิจารณากระทู้ถามสดเรื่อง เงินบาทแข็งค่าขึ้นส่งผลกระทบต่อประชาชนรัฐบาลจะแก้ไขอย่างไร ของ นายสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล ส.ส.เชียงใหม่ พรรคเพื่อไทย ลุกขึ้นถาม นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี
ทั้งนี้ นายสุรพงษ์ กล่าวว่า ว่า มาตรการ 5 ข้อที่รัฐบาลประกาศไปเพื่อช่วยเรื่องค่าเงินบาทแข็งค่าขึ้นนั้น ยืนยันได้ว่ามาตรการดังกล่าวล้มเหลวอย่างสิ้นเชิง ตอนนี้ค่างินบาทแข็งค่าขึ้นเป็น 29 บาทต่อ 1 ดอลลาร์สหรัฐ ตรงนี้เป็นเพราะมีการเกร็งกำไรเกิดขึ้นหรือไม่ เพราะถ้าหุ้นวิ่งขึ้นอีก 2 บาทกำไรก็จะเพิ่มขึ้นอีก
“มีคนตั้งคำถามว่านายกฯทำอะไรอยู่ ตอนนี้หลายอุตสาหกรรมกำลังประสบปัญหา อาจต้องลดขนาดธุรกิจลงเร็วๆนี้ สินค้าเกษตรที่ส่งออกได้รับผลกระทบจากค่าเงินที่ลดลง เกษตรกรเกิดวิบากกรรม ทั้งน้ำท่วม ข้าวของราคาแพง และแม้ราคาเงินบาทจะแข็งตัวขึ้นแต่ปรากฏว่า ราคาน้ำมันไม่มีการลดลงแล้วแบบนี้ ประชาชนจะมีชีวิตรอดได้อย่างไร ซึ่งหากนายกฯ และ รมว.คลัง ไม่ทำอะไรอีกก็ควรพิจารณาตัวเองและรีไทร์ออกไปเสีย และหากอีก 3 มาตรการ ที่ออกมาทำแก้ไขปัญหาค่าเงินบาทแข็งตัวไม่ได้จะรับผิดชอบอย่างไร จึงอยากถามว่า รัฐบาลจะแก้ไขปัญหาที่ส่งผลกระทบต่อประชาชนจากค่าเงินบาทแข็ง ตัวอย่างไร” นายสุรพงษ์ กล่าว
ด้าน นายอภิสิทธิ์ ได้มอบหมายให้ นายกรณ์ จาติกวณิช รมว.คลัง เป็นผู้ชี้แจง โดยกล่าวตอบกระทู้ถามสดฝ่ายค้าน ว่า โดยทั่วไปอัตราค่าเงินของประเทศใดที่แข็งค่าขึ้นก็เท่ากับเงินในกระเป๋าพี่ น้องมีค่าขึ้น ถือว่าเป็นเรื่องที่ดี ซึ่งหากดูอัตราเศรษฐกิจของประเทศไทยดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง อัตราว่างงานก็มีเพียง 1% ซึ่งถือว่าต่ำมากที่สุด ซึ่งหากเปรียบเทียบกับอัตราสกุลเงินอื่นอย่างเงินเยนค่าเงินบาทยังอ่อนอยู่ ด้วยซ้ำ แต่เมื่อเปรียบกับเงินดอลลาร์สหรัฐฯค่าเงินบาทจึงแข็งขึ้น เพราะเศรษฐกิจสหรัฐอ่อนแอลงอย่างมาก อัตราว่างงานของสหรัฐฯสูงถึง 10% การขยายตัวทางเศรษฐกิจอยู่ที่ 0% จึง ไม่ใช่เรื่องแปลกใจเมื่อนำเงินสกุลต่างๆ ไปเทียบกับเงินดอลล่าร์สหรัฐแล้วจะแข็งเงินจอย่างต่อเนื่อง
นายกรณ์ กล่าวต่อว่า ส่วนนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจในอนาคตของสหรัฐฯนั้น เท่าที่ได้ฟังนโยบายเศรษฐกิจของเขาที่กรุงวอชิงตัน คือ จะใช้วิธีกระตุ้นเศรษฐกิจด้วยนโยบายทางการเงิน โดยจะมีการพิมพ์เงินดอลล่าร์ออกมามากขึ้น และกดอัตราดอกเบี้ยให้ต่ำลง เพื่อต่อสู้กับประเทศอื่นในโลก ปัญหาคือเราจะทำอะไรได้บ้าง เพราะนโยบายของสหรัฐฯที่ออกมาจะมีผลในเชิงบวกและเชิงลบ คนที่ลงทุนในต่างประเทศ และใช้เงินซื้อสินค้าต่างประเทศจะได้เปรียบ แต่เศรษฐกิจไทยเน้นการส่งออกเป็นตัวขับเคลื่อน คณะรัฐมนตรี (ครม.) จึงมีความจำเป็นที่ต้องมีมาตรการช่วยเหลือผู้ส่งออกไม่ให้ ได้รับผลกระทบมากเกินไปจากอัตราค่าเงินบาทแข็งค่าอย่างต่อเนื่อง
“บทบาทหน้าที่ในเรื่องอัตราการแลกเปลี่ยนนั้น ภาระหน้าที่ตามกฎหมายอยู่ที่ธนาคารแห่งประเทศไทย ซึ่งมันง่ายมากที่จะโบ้ยความผิดไปที่ผู้ว่าการ ธปท.แล้วเห็นด้วยว่ามาตรการของธปท.ทำอะไรไม่ได้ แต่ในการประชุม ครม.พูดกันชัดเจนว่าสิ่งที่เราต้องรับผิดชอบ คือ ผลอัตราแลกเปลี่ยน มีผลต่อผู้ส่งออก ครม.จึงมีมาตรการเยียวยาผู้ส่งออกขนาดเล็กโดยตรง ส่วนที่ท่านอ้างว่ามาตรการนี้ล้มเหลว ก็ชัดเจนว่า ท่านไม่เข้าใจคิดว่ามาตรการที่ ครม.ออกมาเพื่อลดค่าเงินบาท ซึ่งมันไม่ใช่ แต่มาตรการที่ออกมาเพื่อเสริมสภาพคล่องให้ผู้ส่งออกรายเล็ก ซึ่งทั้งหมดเวลาจะเป็นผู้ตัดสิน” นายกรณ์ กล่าว
กรณ์” แจงสาเหตุบาทแข็ง เพราะ ศก.สหรัฐฯชะลอตัว ชี้ สถานการณ์ดังกล่าวมีทั้งฝ่ายได้เปรียบและเสียเปรียบ ยัน ขณะนี้เร่งส่งมาตรการช่วยเหลือธุรกิจส่งออกเต็มที่


















You must be a registered user to comment. Click here to register.
Already a user? Click here to login.