กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) เป็นสถาบันล่าสุดที่พยากรณ์ว่า โลกกำลังมีการขับเคลื่อนทางเศรษฐกิจในจังหวะที่ช้าลง รายงานของไอเอ็มเอฟที่มีชื่อว่า World Economic Outlook เผยแพร่เมื่อวันที่ 8 ก.ค.ที่ผ่านมา คาดการณ์แนวโน้มเศรษฐกิจโลกว่า ในปี 2554 การขยายตัวทางเศรษฐกิจจะลดลงจากระดับ 4.6% ในปีนี้เหลือเพียง 4.3% หรือเพิ่มขึ้นราว 0.4% จากที่เคยคาดไว้เดิม เนื่องจากได้รับปัจจัยบวกจากช่วงครึ่งแรกของปี 2553 ที่โลกมีการขยายตัวทางเศรษฐกิจเร็วเกินคาด
อย่างไรก็ตาม จากปัจจัยความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้นสูงมากท่ามกลางความปั่นป่วนทางการเงินรอบใหม่ ซึ่งครั้งนี้มีเหตุมาจากปัญหาหนี้สาธารณะของหลายประเทศในยุโรป ทำให้ไอเอ็มเอฟมองแนวโน้มว่า เส้นทางการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกในปีหน้า ไม่ได้ราบรื่นสวยหรูนัก ซึ่งความคาดหมายดังกล่าวสอดคล้องไปในทิศทางเดียวกันกับที่หลายสถาบันด้านเศรษฐกิจระดับโลก เช่น สถาบันการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอฟไอ หรือ Institute of International Finance) ธนาคารเจพีมอร์แกน และไอเอชเอส โกลบอล อินไซต์ เคยพยากรณ์ไว้แล้วก่อนหน้านี้ แต่ตัวเลขประมาณการจีดีพีโลกของทั้ง 3 สถาบัน นับว่าดิ่งลงต่ำกว่าตัวเลขของไอเอ็มเอฟอยู่มาก
ทั้งนี้เหตุปัจจัยที่ทำให้คาดการณ์ไปในทิศทางดังกล่าว ได้แก่ การที่รัฐบาลหลายประเทศทั่วโลกประกาศจะลดมาตรการทุ่มงบกระตุ้นเศรษฐกิจในปีหน้า ภาคอุตสาหกรรมการผลิตมีการเติบโตในอัตราชะลอตัวลง การกระชับวินัยการคลังในยุโรป และความมั่นใจที่ถดถอยลงของผู้บริโภคในยุโรปและสหรัฐอเมริกา "ความรู้สึกเชื่อมั่นในเชิงบวกจากการที่เราได้เห็นการฟื้นตัวอย่างแข็งแรง (ในช่วงต้นปีนี้) เริ่มแผ่วลงแล้ว"โรนัลด์ เดอฟีโอ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เทเร็กซ์ คอร์ปฯ ผู้ส่งออกอุปกรณ์ก่อสร้างในเมืองเวสต์พอร์ต รัฐคอนเนกติกัต ของสหรัฐฯ ให้ความเห็นว่า ความจริงที่สัมผัสได้ในขณะนี้ก็คือ การสร้างความต้องการซื้อให้กลับมาสู่ระดับที่เคยเป็นก่อนเกิดวิกฤติการเงินนั้นคงต้องใช้ระยะเวลาอีกยาวนานหลายปี
รายงานของไอเอ็มเอฟยังแยกย่อยลงในแต่ละภูมิภาค พบว่า แม้แต่ประเทศกำลังพัฒนาในกลุ่มที่เรียกว่าประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่ซึ่งที่ผ่านมามีการเติบโตอย่างรวดเร็ว ก็กำลังจะมีการชะลอตัวลงเช่นกัน เช่น บราซิล อินเดีย และจีน ขณะนี้มีการชะลอการเติบโตในอัตราเล็กน้อย ซึ่งนักวิเคราะห์มองว่า ยิ่งทำให้ความแตกต่างระหว่างประเทศอุตสาหกรรมพัฒนาแล้วและประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่ มีความชัดเจนมากขึ้น โดยกลุ่มแรกร่ำๆว่า มีความเป็นไปได้ที่อาจจะต้องย้อนกลับไปสู่ภาวะเศรษฐกิจถดถอยอีกครั้ง ขณะที่กลุ่มหลังก็ยังคงพุ่งแรงจนหวั่นๆกันว่าเศรษฐกิจจะถูกเร่งจนร้อนเกิน (โอเวอร์ฮีต) ส่วนประเทศในแถบลาตินอเมริกาซึ่งอยู่ในกลุ่มประเทศกำลังพัฒนา ก็มีความท้าทายสำคัญที่การรักษาสมดุลเกี่ยวกับนโยบายการเงินและการควบคุมทุนไหลเข้าจากต่างประเทศ "ประเด็นเกี่ยวกับนโยบายที่เป็นเรื่องยากที่สุดที่รัฐบาลในประเทศลาตินอเมริกากำลังเผชิญอยู่ก็คือ การใช้นโยบายการเงินหรือมาตรการควบคุมเงินทุนไหลเข้าอย่างเหมาะสม โดยที่ไม่ถึงกับปิดประตูห้ามทุนไหลเข้าโดยสิ้นเชิง" เป็นทรรศนะของหลุยส์ อัลเบอร์โต โมรีโน ประธานธนาคารอินเตอร์-อเมริกัน ดิวิลอปเมนท์ แบงก์ ทั้งนี้ไอเอ็มเอฟประเมินว่า การเติบโตทางเศรษฐกิจของบราซิลซึ่งมีขนาดเศรษฐกิจใหญ่ที่สุดในลาตินอเมริกา จะลดลงจาก 7.1% ในปีนี้มาอยู่ที่ระดับ 4.2% ในปีหน้า และนักวิเคราะห์จำนวนมากก็คาดว่า ธนาคารกลางของบราซิลจะปรับขึ้นดอกเบี้ยในอัตราสูงเพื่อสกัดกั้นภาวะเงินเฟ้อภายในประเทศ
ความวิตกกังวลส่วนใหญ่พุ่งไปที่สหรัฐอเมริกาและยุโรป รายงานของไอเอ็มเอฟคาดว่าเศรษฐกิจของสหรัฐฯจะยังคงมีการเติบโตในอัตราที่แผ่วลงจากปีนี้ คือคาดว่าจะลดจาก 3.3% ในปีนี้ เหลือเพียง 2.9% ในปีหน้า ส่วน 16 ประเทศในกลุ่มยูโรโซนซึ่งเป็นชาติสมาชิกของสหภาพยุโรป (อียู) ที่ใช้เงินสกุลยูโรร่วมกัน คาดว่าจะมีการเติบโต 1.3% ในปี 2554 เพิ่มขึ้นจากเพียง 1% ในปี 2553 นับว่ามีการเติบโตขึ้นเล็กน้อยจากปัจจัยการสร้างสมดุลทางการคลัง อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันในบรรดา 16 ประเทศของกลุ่มยูโรโซนนั้น กรีซได้เข้าสู่ภาวะเศรษฐกิจถดถอยแล้ว ขณะที่สเปนและ โปรตุเกส กำลังพยายามประคองสถานะทางเศรษฐกิจให้มีการเติบโตต่อไปแท้เพียงอัตราน้อยนิดโดยพยายามนำมาตรการรัดเข็มขัดอย่างรัดกิ่วมาใช้ ส่วนเยอรมนีและฝรั่งเศสซึ่งมีขนาดเศรษฐกิจใหญ่เป็นอันดับหนึ่งและสองในกลุ่มยูโรโซนขณะนี้ยังคงมีการเติบโตเล็กน้อย และต่างก็กำลังดำเนินนโยบายลดการขาดดุลงบประมาณเพื่อหลีกเลี่ยงวิกฤติหนี้สาธารณะอย่างที่กรีซกำลังเผชิญอยู่
ไอเอ็มเอฟคาดการณ์ว่า หากความปั่นป่วนทางการคลังในยุโรปสร้างแรงกดดันให้กับตลาดการเงินเหมือนเมื่อครั้งวิกฤติการเงินปี 2551 ในช่วงที่เลวร้ายที่สุด ก็อาจจะส่งผลกระทบทำให้ตัวเลขการเติบโตของเศรษฐกิจโลกในภาพรวมของปี 2554 ลดลงมาได้ 1.5 % จากสมมติฐานที่ว่าโลกจะมีปริมาณการค้าระหว่างกันลดลงและผลจากภาวะสินเชื่อตึงตัว แต่ขณะเดียวกัน ส่วนดีเพียงเรื่องเดียวที่ยังพอมีอยู่บ้างเกี่ยวกับเรื่องนี้ก็คือ การอ่อนตัวลงของค่าเงินยูโร จะทำให้ภาคการส่งออกของยุโรปคึกคักมากขึ้นจากการที่สามารถแข่งขันในด้านราคากับคู่แข่งได้เพิ่มขึ้น
นอกเหนือจากตลาดยุโรป บรูซ คาสแมน หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ของเจพีมอร์แกน พยากรณ์ว่าโอกาสที่โลกและสหรัฐฯ จะกลับเข้าสู่ภาวะเศรษฐกิจถดถอยอีกครั้งในทรรศนะของเขานั้นมีไม่ถึง 15%


















You must be a registered user to comment. Click here to register.
Already a user? Click here to login.