Switch to: uk
23 May 2012 03:36AM

เปิดเสรี "อาฟต้า" ยอดค้าชายแดน 3 เดือน ทะลุ 1.9 แสนล้าน

10 May 10 ,  ประชาชาติธุรกิจ
  • 0

นับจาก ความตกลงเปิดเขตการค้าเสรีอาเซียน (อาฟต้า) ปรับลดภาษีระหว่างอาเซียนลงเป็น 0% ในสินค้า 8,300 รายการ เมื่อวันที่ 1 ม.ค.ที่ผ่านมา คงเหลือเพียงสินค้า อ่อนไหวเท่านั้น โดยตลาดอาเซียนซึ่งถือเป็นตลาดหลักของไทย สัดส่วน 20% จากการส่งออกทั้งหมด หลายฝ่ายจึงให้ความสนใจตัวเลขการค้าระหว่างไทย-อาเซียนมากขึ้น กระทรวงพาณิชย์ตั้งเป้าหมายเพิ่มมูลค่าการค้าระหว่างไทย-อาเซียน โดยเฉพาะในส่วนของการค้าชายแดนเป็น 1 ล้านล้านบาท ได้ภายใน 3 ปี นับจากความตกลงมีผลบังคับใช้ หรือราวปี 2555 จากการค้าทั้งปี 2552 ที่มีมูลค่า 6.39 แสนล้านบาท

 

นางสาววิบูลย์ลักษณ์ ร่วมรักษ์ รองอธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ตัวเลขการค้าชายแดนกับประเทศเพื่อนบ้าน 4 ประเทศ ได้แก่ มาเลเซีย พม่า ลาว และกัมพูชาในช่วง 3 เดือนแรก (ม.ค.-มี.ค.) 2553 มีมูลค่า 1.96 แสนล้านบาท เพิ่มขึ้น 37.3% จากช่วงเดียว กันของปี 2552 ซึ่งมีมูลค่าการค้า 1.43 แสนล้านบาท โดยเป็นการค้ากับมาเลเซียสูงสุดอันดับหนึ่ง 1.23 แสนล้านบาท คิดเป็น 63% รองลงมา คือ พม่า มูลค่า 3.27 หมื่นล้านบาท สัดส่วน 16.6% ลาว มูลค่า 2.26 หมื่นล้านบาท สัดส่วน 11.5% และกัมพูชา มูลค่า 1.41 หมื่นล้านบาท สัดส่วน 7.2%

 

ภาพการค้าที่ขยายตัวเป็นบวก 30% นี้ถือว่าเป็นไปตามเป้าหมายแรก ที่ นาง พรทิวา นาคาศัย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เคยมอบนโยบายไว้ว่า การส่งออกไปอาเซียนหลังอาฟต้าจะเพิ่มขึ้นไม่น้อยกว่า 20-30% ซึ่ง 3 เดือนแรกไทยส่งออกผ่านแดนไปอาเซียนมูลค่า 1.25 แสนล้านบาท เพิ่มขึ้น 52.9% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ซึ่งมีมูลค่า 8.2 หมื่นล้านบาท โดยส่งไปมาเลเซียสูงสุด 7.87 หมื่นล้านบาท สัดส่วน 62.8% ส่วนการนำเข้ามูลค่า 7.09 หมื่นล้านบาท เพิ่มขึ้น 16.3% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ซึ่งมีมูลค่า 6.1 หมื่นล้านบาท โดยเป็นการนำเข้าจากมาเลเซียสูงสุด 4.5 หมื่นล้านบาท สัดส่วน 63.4% ส่งผลให้ไทยเป็นฝ่ายได้ดุลการค้าอาเซียนรวม 5.45 หมื่นล้านบาท เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของ ปีก่อนซึ่งได้ดุลการค้า 2.1 หมื่นล้านบาท

 

นอกจากการค้ากับอาเซียนแล้ว ไทยยังมีการทำการค้าผ่านแดนกับจีนตอนใต้ซึ่งมีมูลค่าราว 2,148.5 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปี 2552 69.9% มูลค่า ส่งออก 1,023.5 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 55.8% และมูลค่านำเข้า 1,124.9 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 85.1% และไทยเป็นฝ่ายขาดดุลการค้ากับจีน 101.4 ล้านบาท

 

สาเหตุสำคัญส่วนหนึ่งของการขยายตัวของการค้าผ่านแดนเกิดจากการใช้ประโยชน์จากความตกลงอาฟต้า และมีแนวโน้มที่จะได้ประโยชน์มากขึ้น เพราะอีกเพียง 5 ปี (ปี 2558) ภายในอาเซียนก็จะรวมกลุ่มประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (AEC) ได้สำเร็จ ซึ่งจะส่งผลให้อาเซียนกลายเป็นปึกแผ่นมากขึ้น

 

ด้าน นางสาวบุณิกา แจ่มใส ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ ณ สิงคโปร์ กล่าวภายในงานสัมมนา "เปิดโลกการค้ายุคใหม่ : Opening New Global Market" ว่า ตลาดอาเซียนเป็นตลาดขนาดใหญ่ มีประชากร 590 ล้านคน เป็นแหล่งทรัพยากรและแรงงาน โดยอนาคตอาเซียนมีโอกาสที่จะขยายการค้ากับประเทศนอกกลุ่มมากขึ้น ซึ่งทำให้เกิดการลงทุน การจ้างงาน การแลกเปลี่ยนเทคโนโลยีระหว่างกัน และยังเป็นเกตเวย์ไปยังภูมิภาคอื่นนอกอาเซียน

 

สินค้าที่มีโอกาสส่งออกในกลุ่มเพื่อนบ้าน ลาว พม่า กัมพูชา มีทั้งอาหาร วัสดุก่อสร้าง เสื้อผ้า ยา เครื่องสำอาง เครื่องจักรกลการเกษตร ธุรกิจบริการ ส่วนอาเซียนอื่น ๆ เช่น ชิ้นส่วนยานยนต์ เม็ดพลาสติก เครื่องใช้ไฟฟ้า อิเล็กทรอนิกส์ เครื่องสำอาง พลาสติก ยาง อาหาร โดยเฉพาะสินค้าที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เป็นต้น

 

แต่การลดกำแพงภาษีหลังจากการเปิดเสรีอาฟต้าอาจจะทำให้เกิดการสร้างข้อกีดกันทางการค้า หรือนโยบายที่เป็นอุปสรรคทางการค้าในรูปแบบใหม่ เช่น ลาวคาดว่าจะมีการนำภาษีมูลค่าเพิ่ม 10% มาใช้เร็ว ๆ นี้ มาเลเซียมีมาตรการจัดเก็บค่าธรรมเนียมพิเศษ การขอใบอนุญาตนำเข้า การกำหนดภาษีการขาย ฟิลิปปินส์ กำหนดมาตรการด้านสุขอนามัยเข้มงวดขึ้น เตรียมใช้มาตรการปกป้อง (safeguard) การใช้ภาษีตอบโต้การทุ่มตลาด (เอดี) อินโดนีเซียก็ได้กำหนดมาตรฐานคุณภาพสินค้าแห่งชาติ และส่งเสริมการบริโภคสินค้าที่ผลิตในประเทศ การใช้มาตรการที่ไม่ใช่ภาษีกับสินค้าเกษตร เช่น ข้าวและกระเทียม เป็นต้น

 

ความหวังที่อนาคต "อาเซียน" จะกลายเป็นสาวเนื้อหอม เพราะการรวมกลุ่ม AEC ในปี 2558 ทำให้ตลาดนี้มีประชากรเกือบ 600 ล้านคน เกิดการไหลเวียนทรัพยากรและแรงงานภายในอาเซียน สร้างฐานการผลิตขนาดใหญ่ นำไปสู่อำนาจการต่อรอง ดึงดูดใจนักลงทุนทั้งสหรัฐ สหภาพยุโรป เอเชียตะวันออก ทั้งจีน เกาหลี และญี่ปุ่น อินเดีย ออสเตรเลีย และนิวซีแลนด์ ซึ่งนำไปสู่การทำความตกลงเขตการค้าเสรีระหว่างภูมิภาคอาเซียนกับคู่ค้า เช่น อาเซียน +3 (จีน เกาหลี และญี่ปุ่น) และอาเซียน +6 (จีน เกาหลี ญี่ปุ่น อินเดีย ออสเตรเลีย และนิวซีแลนด์)

 

อย่างไรก็ตามอาจจะมีอุปสรรคจากปัญหาการขาดเสถียรภาพทางการเมืองของประเทศสมาชิก ประเทศไทยเองยังไม่สามารถยุติปัญหาแตกสามัคคีภายในจนเป็นเหตุให้มีการชุมนุมยืดเยื้อเรื้อรัง ส่งผลกระทบลุกลามไปยังภาคธุรกิจอื่น ทั้งยังไม่สามารถหาจุดจบของปัญหาความขัดแย้งกับเพื่อนบ้านอย่างกัมพูชาลงได้อย่างสวยงาม ซึ่งทั้งหมดนี้เป็นปัจจัยลบที่ฉุดรั้งและทำลายบรรยากาศการค้าและการลงทุนในไทย และกำลังจะหมายถึงการทำลายอนาคตการรวมกลุ่มประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนอย่างเลี่ยงไม่ได้

You must be a registered user to comment. Click here to register.

Already a user? Click here to login.