นายปิลันธน์ ธรรมมงคล ประธานสหพันธ์อุตสาหกรรมสิ่งทอแห่งประเทศไทยคนใหม่ เปิดเผยกับ "ฐานเศรษฐกิจ" ถึงภารกิจหลักที่จะเร่งดำเนินการในช่วง 2 ปีของตำแหน่ง คือการประสานกับทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องทั้งภาครัฐและเอกชนในการยกระดับ และพัฒนาขีดความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรมสิ่งทอและเครื่องนุ่งห่มของไทยทั้งระบบให้เหนือกว่าคู่แข่งขัน รวมทั้งการเดินหน้าเพื่อลบภาพที่หลายฝ่ายมองว่าขณะนี้สิ่งทอเป็นอุตสาหกรรม Sunset หรืออุตสาหกรรมหมดอนาคต
สำหรับแผนงานสำคัญที่จะเร่งดำเนินการคือ การสื่อสารไปในทุกเวทีเพื่อให้ทุกฝ่ายได้เข้าใจว่าสิ่งทอและเครื่องนุ่งห่ม ยังเป็นอุตสาหกรรมที่มีอนาคต เพราะจากสถิติในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา ไทยการส่งออกเพิ่มขึ้นทุกปี (ยกเว้นปี 2552 ที่โลกเกิดวิกฤติเศรษฐกิจ) และผู้ประกอบการก็ยังมีการขยายการลงทุนอย่างต่อเนื่องทั้งในและต่างประเทศ ขณะที่ปัจจุบันผลผลิตจากสิ่งทอก็อยู่รอบๆ ตัวเรา ไม่ว่าจะเสื้อผ้า ผ้าห่ม ผ้าคลุมเตียง เฟอร์นิเจอร์ต่างๆ ยางรถยนต์ เข็มขัดนิรภัย ป้ายโฆษณา ฯลฯ ซึ่งสินค้าเหล่านี้มีนวัตกรรมการผลิตและการออกแบบที่ล้ำสมัยเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ซึ่งอนาคตยังมีโอกาสในการขยายตลาดอีกมาก
ที่สำคัญในยุคของผม จะมีการสื่อสารไปยังผู้ที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะภาครัฐ ซัพพลายเออร์ แม้กระทั่งธนาคารที่เป็นผู้ให้เงินกู้เรา และอีกหลายฝ่ายว่าเราเป็นอุตสาหกรรมที่มีอนาคต นอกจากนี้อีกหนึ่งสำคัญคือการสร้างนวัตกรรม หรือใช้ความคิดสร้างสรรค์ เทคโนโลยี และการออกแบบวัสดุใหม่ๆ ในการผลิตสินค้า โดยเราจะออกไปเชื่อมความสัมพันธ์กับกลุ่มคนต่างๆในอุตสาหกรรมอย่างใกล้ชิด อาทิ ดีไซเนอร์ เจ้าของแบรนด์สินค้าเพื่อดึงเข้ามาเป็นเครือข่าย ซึ่งจะทำให้ทราบถึงคอนเซ็ปต์ หรือความต้องการสินค้าเพื่อที่เราจะได้พัฒนาวัสดุในการผลิตใหม่ๆ และการออกแบบให้ตรงกับความต้องการ
อีกด้านหนึ่งต้องกลับมาโมเดิร์นไนเซชันหรือปรับปรุงอุตสาหกรรมให้มีความทันสมัยในเรื่องการผลิตสินค้าที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ใช้แรงงานถูกฎหมาย และมีความปลอดภัยด้านชีวอนามัย ซึ่งเป็นเทรนด์ใหม่ของโลก ทั้งหมดนี้จะช่วยเพิ่มมูลค่าอุตสาหกรรมได้อีกมาก
นายปิลันธน์ กล่าวอีกว่า นอกจากแผนงานข้างต้นแล้ว ยังมีภารกิจที่จะสานต่อนโยบายของประธานสหพันธ์ฯคนก่อน(นายเดช พัฒนเศรษฐพงษ์) โดยเฉพาะเรื่องการประสานกับภาครัฐในการดึงบริษัทเจ้าของแบรนด์เนมเสื้อผ้ารายใหญ่จากทั่วโลก ให้เข้ามาตั้งสำนักงานจัดซื้อจัดหาสินค้าจากประเทศไทย หรือสั่งผ้าผืนจากประเทศไทยไปว่าจ้างโรงงานตัดเย็บเสื้อผ้าในประเทศเพื่อนบ้านที่มีต้นทุนค่าจ้างแรงงานที่ต่ำกว่า เช่น ลาว พม่า กัมพูชา เวียดนาม เพื่อผลิตและนำไปจำหน่ายต่อไป นอกจากนี้จะสานต่อในเรื่องการผลักดันผู้ประกอบการสิ่งทอและเครื่องนุ่งห่มของไทยให้ออกไปลงทุนในต่างประเทศทั้งในกลุ่มอาเซียน และนอกกลุ่มที่มีศักยภาพด้านแรงงาน และมีต้นทุนการผลิตต่ำ เพื่อใช้เป็นตลาด และเป็นฐานการส่งออกนำเม็ดเงินเข้าประเทศมากขึ้น
อีกทั้งยังได้เตรียมท่าทีและจุดยืนของกลุ่มสิ่งทอเพื่อนำเสนอรัฐบาลในการเจรจาเขตการค้าเสรี(เอฟทีเอ)ในกรอบต่างๆ ล่าสุดไทยได้เตรียมเจรจาเอฟทีเอกับสหภาพยุโรป(อียู) ซึ่งเป็นตลาดส่งออกสิ่งทอและเครื่องนุ่งห่มอันดับสองของไทยรองจากสหรัฐอเมริกา โดยจุดยืนสำคัญคือ สินค้ากลุ่มนี้ขอเป็นกลุ่มลดภาษีลงเป็น 0% ทันทีที่ความตกลงมีผลบังคับใช้
นายปิลันธน์ยังได้คาดการณ์แนวโน้มการส่งออกสินค้าสิ่งทอและเครื่องนุ่งห่มของไทยในปี 2553 ว่า คาดจะมีอัตราขยายตัวเพิ่มขึ้นจากปีที่แล้ว 15-20% โดยตลาดที่มีโอกาสขยายตัวมากได้แก่ ญี่ปุ่น และอาเซียน เพราะจากการจัดทำเอฟทีเอระหว่างกันภาษีนำเข้าได้ลดเป็น 0% แล้ว ทั้งนี้ในส่วนของญี่ปุ่นล่าสุดได้เข้ามาสนับสนุนเพื่อยกระดับการผลิตผ้าผืนของไทยให้มีนวัตกรรมใหม่ๆ โดยญี่ปุ่นต้องการให้ไทยเป็นศูนย์กลางการผลิตผ้าผืนส่งไปยังประเทศที่มีค่าแรงต่ำกว่าได้แก่ กัมพูชา ลาว เมียนมาร์ และเวียดนามเพื่อผลิตสินค้าส่งไปญี่ปุ่นเพื่อลดการนำเข้าสินค้าจากจีนลง ส่วนอาเซียนจะรุกเข้าไปมากขึ้นทั้งด้านการค้า และการลงทุน เพราะไทยได้เปรียบเรื่องคุณภาพสินค้า แบรนด์เนม และแฟชั่นสินค้าเป็นที่รู้จัก และได้รับความนิยม อีกทั้งเพื่อนบ้านมีมาตรการกีดกันไม่มาก


















You must be a registered user to comment. Click here to register.
Already a user? Click here to login.