เกอร์นอท ริงลิ่ง กรรมการผู้จัดการ บริษัท เมสเซ่ ดุสเซลดอร์ฟ เอเชีย กล่าวถึง กลยุทธ์การขยาย จัดเอ็กซิบิชั่นโชว์ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ว่า กำลังซื้อของภาคอุตสาหกรรมภายในภูมิภาคกำลังเติบโต เพื่อรองรับการผลิตให้ทันเศรษฐกิจที่ขยายตัว
ผู้บริหารเมสเซ่ เผยว่านับตั้งแต่ได้ขยายเข้ามาในตลาด ตั้งแต่ปี 2543 เมสเซ่ ใช้กลยุทธ์คัดเลือกงานแม่ (Mother Show) ที่ประสบความสำเร็จในยุโรป ดึงมาจัดในเอเชีย โดยเฉพาะโชว์ ที่ถือเป็นสุดยอด 23 งาน ซึ่งกล่าวได้ว่าเป็นโชว์ใหญ่ที่สุดในหัวข้ออุตสาหกรรมนั้นๆ การคัดเลือกต้องพิจารณาให้เหมาะสมกับพื้นฐานอุตสาหกรรมของแต่ละประเทศ ซึ่งที่ผ่านมา "เมสเซ่" เลือกเข้ามาขยายใน 6 อุตสาหกรรมหลัก คือ พลาสติกและยาง การพิมพ์และบรรจุภัณฑ์ เทคโนโลยีอุปกรณ์สายเคเบิล เทคโนโลยีอุปกรณ์ท่อนำส่ง นวัตกรรมการแพทย์และสุขภาพ และนวัตกรรมความปลอดภัยวิชาชีพและสุขภาพ
สำหรับประเทศไทย ประเภทเอ็กซิบิชั่นที่ไทยสามารถยกระดับเป็นฮับประจำภูมิภาคได้ คือ อุตสาหกรรมด้านการพิมพ์และบรรจุภัณฑ์ และการจัดแสดงสินค้านวัตกรรมทางการแพทย์ ที่อัตราการเติบโต 30% ในรอบ 2 ปีที่ผ่านมา และยังมีแนวโน้มคงอัตรานี้ได้ต่อไป
ในฐานะผู้จัดแสดงสินค้ารายใหญ่ มองว่าไทยมีจุดแข็ง 3 เรื่องสำหรับธุรกิจเอ็กซิบิชั่น คือ ยุทธศาสตร์ที่ตั้ง แหล่งท่องเที่ยวดึงดูดใจ และราคาที่จับจ่ายได้ ประกอบกับการมีองค์ประกอบพื้นฐานที่ดี คือ การเป็นฐานการผลิตในภาคอุตสาหกรรมในหลายด้าน และการมีสถานที่การจัดงานในเชิงพื้นที่ที่พร้อมและพอเพียง ทุกวันนี้หากศูนย์ประชุมที่มีอยู่ในไทย จัดนิทรรศการได้ 15 งานต่อปี ก็ถือว่าประสบความสำเร็จแล้ว เมื่อรวมกับปัจจัยด้านการเมืองที่มีแนวโน้มมีเสถียรภาพไปอีก 2-3 ปีต่อไปนี้ จึงมั่นใจได้ว่าไทยมีโอกาสในการรุกธุรกิจนี้อีกมาก
นอกจากนี้ มองว่าการสนับสนุนของภาครัฐในเรื่องการอำนวยความสะดวก และการประสานงานด้านการตลาดกับสำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ (สสปน.) ทำให้การพัฒนาเอ็กซิบิชั่นก้าวหน้าไปได้ ส่วนจุดอ่อนที่ควรปรับปรุง คือ ทักษะด้านภาษาของบุคลากรที่เกี่ยวข้อง
ปัจจัยหลัก ที่จะมีส่วนผลักดันให้เอ็กซิบิชั่นไทยเติบโตได้มาก คือ การเข้าสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนในปี 2558 ซึ่งจะทำให้การค้าและการลงทุนภายในภูมิภาคเติบโตมากขึ้น ภายใต้การเคลื่อนย้ายเงินทุนและแรงงานอย่างเสรี ความต้องการซื้อในภาคการผลิตจะเพิ่มขึ้น ทำให้ผู้ขายที่มาร่วมเอ็กซิบิชั่นโชว์แต่ละครั้งประสบความสำเร็จ
"กำลังซื้อภายในภูมิภาคอาเซียน เป็นปัจจัยสำคัญที่สุดที่ทำให้ธุรกิจเอ็กซิบิชั่นเติบโตได้ในรอบ 15-20 ปีที่ผ่านมา และยังจะคงเป็นตลาดหลักต่อไป ทุกวันนี้เราอาจจะพูดถึงตลาดจีนและอินเดีย ซึ่งมีประชากรมหาศาล แต่ตลาดทั้งสองประเทศนั้นก็มีข้อจำกัด เพราะธุรกิจเอ็กซิบิชั่นอยู่ในลักษณะซื้อ-ขายกันเองภายในประเทศมากกว่า ดังนั้น ตลาดที่เราพึ่งพิงได้ที่สุด คือ สมาชิกในชาติอาเซียนด้วยกันเอง"
บริษัทจะขยายโปรไฟล์การจัดงานโดยใช้หลักยืดหยุ่นให้เหมาะสมกับตลาดในประเทศนั้นๆ ขณะที่ปัจจุบันมีการมาจัดงานในไทย 5 งานต่อปี แต่ก็วางแผนไว้ขยายจำนวนงานทั้งในไทยและอาเซียนในอนาคต โดยเฉพาะในรูปแบบความร่วมมือกับหน่วยงานจัดนิทรรศการอื่นๆ ที่ต่างมีจุดแข็งในอุตสาหกรรมเดียวกัน บางงานก็มีการเจรจาพลิกกลยุทธ์จากการแข่งขัน มาเป็นความร่วมมือในการผนึกงานให้มีขนาดใหญ่ สร้างจุดแข็งและจุดขายให้ธุรกิจได้มากกว่าการจัดเพียงรายเดียว โดยในปี 2555 เมสเซ่ กำลังจะจับมือกับ บริษัท แบ็งค็อก เอ็กซิบิชั่น เซอร์วิสเซส (บีอีเอส) เข้าไปจัดงาน "พลาสติก แอนด์ รับเบอร์ เวียดนาม 2012" และขณะเดียวกัน ก็อยู่ระหว่างการเจรจากับบริษัทจัดแสดงสินค้าเพื่อแสวงหาความร่วมมือในลักษณะเดียวกันในไทย
อย่างไรก็ตาม เมื่อเทียบขนาดของธุรกิจเอ็กซิบิชั่นในยุโรป และเอเชีย ยังต่างกันมาก ทั้งในเชิงพื้นที่การจัดงาน จำนวนผู้จัดงานและผู้เข้าร่วมงาน หากเทียบรายได้จากธุรกิจทั่วโลกของ เมสเซ่ 500 ล้านยูโรต่อปี (ราว 2 หมื่นล้านบาท) รายได้จากเอเชียจะอยู่ที่ราว 6-7 ล้านยูโร (200-250 ล้านบาท) และ 70% ยังเป็นการจัดงานภายในเยอรมนี แต่บริษัทตั้งเป้าว่าจะเพิ่มงานต่างประเทศอีก 40% โดยปีหน้าตั้งเป้ารายได้จากเอเชียเพิ่มอย่างน้อยเป็น 10 ล้านยูโร (ราว 416 ล้านบาท)
"ธุรกิจงานแสดงสินค้า หรือ "เอ็กซิบิชั่น" ในเอเชีย ยังอยู่ในขั้นเติบโต แต่เป็นการเติบโตที่มีอนาคตสดใส" นายเกอร์นอทปิดท้าย
"เมสเซ่ ดุสเซลดอร์ฟ" บริษัทจัดแสดงสินค้าจากเยอรมนี กำลังขยายเข้าสู่เอเชียตามกระแสการเติบโตของตลาดที่แนวโน้มเศรษฐกิจกำลังขยายตัวสูง


















You must be a registered user to comment. Click here to register.
Already a user? Click here to login.