นายไกรสินธุ์ วงศ์สุรไกร รองประธานคณะกรรมการ AEC Prompt และรองประธานคณะกรรมการอาหารและธุรกิจการเกษตร สภาหอการค้าแห่ง ประเทศไทย เปิดเผยภายในงานสัมมนา บีโอไอแฟร์ 2011 ภายใต้หัวข้อ “จะทำธุรกิจจีนกับอาเซียนต้องรู้อะไรและสายไปหรือยัง” จัดโดย สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) ว่า แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม ระยะ 5 ปี (2011-2015) ของสาธารณรัฐประชาชนจีน ซึ่งมุ่งเน้นการกระตุ้นการบริโภคภายในประเทศ และการเพิ่มขึ้นของต้นทุนค่าจ้างแรงงาน ต้นทุนด้านสิ่ง แวดล้อม รวมถึงอัตราแลกเปลี่ยนแข็งค่า จะเป็นแรงผลักดันให้นักลงทุนจากจีนย้าย ฐานการผลิตไปยังต่างประเทศมากขึ้น โดยเฉพาะในกลุ่มผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี) ซึ่งปัจจุบันร้อยละ 78 ของเอสเอ็มอีจีน ให้ความสนใจกับการเข้ามาลงทุนในกลุ่มเอเชีย แปซิฟิก รองลงมาเป็นยุโรป สหรัฐอเมริกา ตามลำดับ
ทิศทางการลงทุนดังกล่าว เป็นโอกาสสำหรับประเทศไทย ซึ่งเป็นหนึ่งในประเทศที่อยู่ในความสนใจจากนักลงทุนจีน รองจาก สิงคโปร์ มาเลเซีย โดยเฉพาะในการผลิตสินค้าที่มีคุณภาพมาตรฐาน สำหรับจำหน่ายในกลุ่มประเทศอาเซียน รวมถึงการส่งกลับไปจำหน่ายในประเทศจีน ที่ปัจจุบันเริ่มมีทิศทางของความต้องการของตลาดอุปโภค และบริโภค ที่ให้ความสำคัญกับสินค้าที่ได้คุณภาพ มาตรฐานสูงขึ้น แม้จะมีราคาสินค้าเพิ่มขึ้นจากในตลาดทั่วไป ซึ่งทิศทางดังกล่าว เป็นสิ่งที่ถูกมองว่าแตกต่างจากอดีตที่การผลิตสินค้าจะเน้น ราคาถูก ปัจจุบันการสร้างความมั่นใจในสินค้าที่ผลิตในจีนเอง บางส่วนยังไม่ได้รับการตอบรับจากผู้บริโภคจีนมากนัก เมื่อเทียบกับการผลิตสินค้าจากประเทศไทยได้รับการยอมรับที่ดี จากกลุ่มผู้บริโภคในประเทศจีน ทั้งด้านรูปแบบ และคุณภาพ ซึ่งจะเป็นจุดหนึ่งที่ทำให้นักลงทุน มั่นใจ และดึงดูดให้เข้ามาลงทุนในไทยมากขึ้น
“อย่างไรก็ตามประเทศไทยเอง จำ เป็นต้องให้ความสำคัญกับตลาดบริโภค ในประเทศที่มีคุณภาพสูงขึ้น รวมถึงการ เข้มงวดด้านมาตรฐานสินค้าด้วยเช่นกัน เพื่อให้ทิศทางภาคการผลิตในเมืองไทยหลุดพ้นจากการผลิตสินค้าต้นทุนต่ำ และปัญหาด้านค่าแรงขั้นต่ำอย่างแท้จริง และสอดคล้องกับทิศทางการส่งเสริมการลงทุนของประเทศที่ให้มุ่งเน้นการสร้างมูลค่าเพิ่มมากขึ้น” นายไกรสินธุ์ กล่าว
นายไกรสินธุ์ กล่าวเพิ่มเติมว่า ในช่วง 3-4 ปีที่ผ่านมา ประเทศไทยประสบ ปัญหาในด้านการเมือง คอร์รัปชั่น โดยเฉพาะข้อจำกัดในด้านการสื่อสารภาษา ต่างประเทศ ซึ่งเป็นส่วนสำคัญของการบดบังศักยภาพในด้านการรองรับการลงทุนของไทย โดยเฉพาะขีดความสามารถทางด้านภาษาที่ปัจจุบันประเทศไทยยังเป็นรองจากหลายประเทศ ซึ่งภาคธุรกิจมั่นใจว่า หากประเทศไทยยังไม่มีการพัฒนาและเร่งส่งเสริมการให้ความสำคัญในด้านดังกล่าว ที่สุดประเทศไทยจะสูญเสียความน่าสนใจในการเป็นแหล่งรองรับการลงทุนในภูมิภาคไปในที่สุด
มร.ลอย จุน ฮาว ผู้จัดการทั่วไป บริษัท อิมแพ็ค เอ็กซิบิชั่น แมเนจเม้นท์ จำกัด ผู้บริหารศูนย์แสดงสินค้าและการ ประชุม อิมแพ็ค เมืองทองธานี กล่าวว่า ปัจจุบันสินค้าจากประเทศจีนได้เข้ามามีบทบาทสำคัญในด้านการแข่งขันของตลาด การค้าในประเทศไทยเพิ่มมากขึ้น ซึ่งจะเห็นได้ว่า ปี 2553 ที่ผ่านมา ตัวเลขทาง การค้าของจีนกับประเทศในกลุ่มอาเซียน เติบโตถึง 27% จากช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า และการนำเข้าสินค้าจากประเทศจีนของอาเซียนมีมูลค่าเพิ่มขึ้นถึง 22.3% การส่งออกสินค้าอาเซียนไปจีนเพิ่มขึ้น 33%
“อิมแพ็คได้เล็งเห็นโอกาสครั้งสำคัญทางด้านการค้า การลงทุน และสร้างความสำคัญทางธุรกิจระหว่างไทยกับจีน จึงได้นำสินค้าของจีนมาจัดแสดง ในประเทศไทย เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการไทย ได้เจรจาธุรกิจโดยตรง กับกลุ่มผู้ผลิตจากประเทศจีน เพื่อขยาย ธุรกิจทางการค้าให้เจริญเติบโตต่อไป” มร.ลอย กล่าว










You must be a registered user to comment. Click here to register.
Already a user? Click here to login.