23 May 2012 02:57AM

โอกาสและความท้าทายทางเศรษฐกิจไทย ภายใต้ยุคการเปิดเสรีประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (1)

15 Sep 11 ,  รณาภรณ์ : กรุงเทพธุรกิจ
  • 0

เมื่อไทยและสมาชิกอาเซียนกำลังนับถอยหลังจะเข้าเป็นส่วนหนึ่งของประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน หรือ ASEAN Economic Community (AEC) ในปี 2015


ผมเชื่อว่า องค์ประกอบที่สำคัญที่สุดในการเป็นประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน คือ สาขาเศรษฐกิจ โดยสมาชิกอาเซียนกำลังจะกลายเป็นเขตเศรษฐกิจที่ไร้พรมแดนระหว่างกัน การเคลื่อนย้ายไม่ว่าจะเป็นสินค้า ธุรกิจบริการ และการลงทุน รวมทั้งแรงงานฝีมือจะเป็นไปอย่างเสรี สำหรับเงินทุนนั้นก็อาจเคลื่อนย้ายได้อย่างเสรีมากขึ้น ถึงแม้จะไม่เสรีอย่างเต็มที่ก็ตาม

ปี 2553 ที่ผ่านมา ถือเป็นก้าวสำคัญของการดำเนินการตามพันธกรณีด้านการค้าสินค้าในการมุ่งไปสู่การเป็นประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน เนื่องจากเป็นปีที่อาเซียน 6 ประเทศ ได้แก่ บรูไน อินโดนีเซีย มาเลเซีย สิงคโปร์ ฟิลิปปินส์ และไทย ลดภาษีรายการสินค้าเกือบทั้งหมดกว่า 8,000 รายการเหลือร้อยละ 0 ยกเว้นรายการสินค้าอ่อนไหวของแต่ละประเทศ (รวมแล้วไม่เกิน 100 รายการสินค้า) ส่วนสมาชิกอีก 4 ประเทศ ได้แก่ ลาว เขมร พม่า และเวียดนาม ซึ่งปัจจุบันลดภาษีนำเข้าเกือบทั้งหมดเหลือร้อยละ 0-5 แล้ว ก็จะต้องลดภาษีให้เหลือร้อยละ 0 ในปี 2558

สำหรับการค้าระหว่างไทยกับอาเซียนนั้น อาเซียนถือเป็นตลาดส่งออกอันดับ 1 ของไทย โดยในปี 2553 ไทยส่งออกไปอาเซียนมูลค่าประมาณ 44,000 ล้านดอลลาร์ ในขณะเดียวกัน มีการนำเข้าจากอาเซียนมูลค่าประมาณ 32,900 ล้านดอลลาร์ คิดเป็นสัดส่วนประมาณร้อยละ 16.6 ของยอดรวมการนำเข้าทั้งหมดของไทย ถือว่าไทยเกินดุลการค้าจากการค้ากับประเทศในกลุ่มอาเซียนนะครับ สำหรับผลกระทบที่เกิดขึ้นจาก การค้าสินค้า ผมขอแบ่งเป็นการวิเคราะห์ในภาคเกษตรและภาคอุตสาหกรรมดังนี้

ภาคการเกษตร ที่มีสัดส่วนมูลค่าการผลิตคิดเป็นร้อยละ 10 ของ GDP ไทย ซึ่งเราเป็นประเทศที่มีศักยภาพในการส่งออกสินค้าเกษตรสูง โดยสินค้าส่งออกหลักของไทย ได้แก่ ข้าว ปี 2553 มีมูลค่าส่งออกไปทั่วโลก 5,341.1 ล้านดอลลาร์ ส่งไปตลาดอาเซียน 706.8 ล้านดอลลาร์ (คิดเป็นร้อยละ 13.23) น้ำตาลทรายและกากน้ำตาล ปี 2553 มีมูลค่าส่งออกไปทั่วโลก 2,182.5 ล้านดอลลาร์ ส่งไปตลาดอาเซียน 1,263.1 ล้านดอลลาร์ (คิดเป็นร้อยละ 57.79) ผลิตภัณฑ์มันสำปะหลัง ปี 2553 มีมูลค่าส่งออกไปทั่วโลก 2,161.4 ล้านดอลลาร์ ส่งไปตลาดอาเซียน 353.7 ล้านดอลลาร์ (คิดเป็นร้อยละ 16.36) ยางพารา ปี 2553 มีมูลค่าส่งออกไปทั่วโลก 7,896 ล้านดอลลาร์ ส่งไปตลาดอาเซียน 1,467.8 ล้านดอลลาร์ (คิดเป็นร้อยละ 18.59)  เป็นต้น อย่างไรก็ตาม หากมองในภาพรวมแล้วประเทศสมาชิกอาเซียนต่างมีภูมิประเทศที่คล้ายคลึงกัน การเพาะปลูกพืชจึงมิได้มีความแตกต่างกันทางด้านสินค้ามากนัก

นอกจากนี้ ปัจจัยทางการเมืองของประเทศเหล่านี้ที่มุ่งปกป้องเกษตรกร ชาวนา ซึ่งเป็นฐานเสียงทางการเมืองของตน ทำให้ในบางกรณีการค้าเสรีอาจไม่เป็นการค้าเสรีอย่างแท้จริง ผมขอยกตัวอย่างกรณีอินโดนีเซียกับฟิลิปปินส์ ที่ไม่สามารถลดภาษีสินค้าข้าว และน้ำตาลได้ตามที่สัญญากับสมาชิกอาเซียนไว้ ทั้งๆ ที่ทั้งสองประเทศมีการนำเข้าข้าวและน้ำตาลจากไทยปีละหลายหมื่นตัน แต่เมื่อเกิดความไม่พร้อมทั้งสองประเทศนี้จึงขอผัดผ่อนการลดภาษีไป และให้การชดเชยไทยซึ่งเป็นผู้ส่งออกข้าว และน้ำตาลรายใหญ่ของอาเซียนโดยสัญญาว่า จะซื้อข้าวและน้ำตาลจากไทยเหมือนกับที่เคยซื้อมา

นอกจากนี้ เมื่อไม่มีมาตรการทางภาษีแล้วก็มีแนวโน้มว่า สมาชิกอาเซียนเริ่มจะหันมาใช้มาตรการที่มิใช่ภาษีระหว่างกัน เพื่อควบคุมคุณภาพมาตรฐานสินค้า ความปลอดภัยของสินค้าเกษตรหรืออาหารที่จะเข้ามาในประเทศตน เช่น มาตรการสุขอนามัยสุขอนามัยพืช  สำหรับไทยเองก็ใช้มาตรการสุขอนามัย เพื่อตรวจเข้มสินค้าเกษตรที่จะเข้ามาในไทยโดยเฉพาะสินค้าที่เคยมีโควตา เหล่านี้ถือเป็นมาตรการที่สามารถทำได้ตามหลักการค้าสากลครับ แต่อีกนัยหนึ่งถือเป็นการปกป้องภาคการเกษตรของไทยด้วยครับ ดังนั้น ผมจึงมีความเห็นว่า การปกป้องตลาดสินค้าเกษตรของแต่ละประเทศ อาจทำให้โอกาสของการค้าสินค้าเกษตรไทยไปตลาดอาเซียนเป็นไปในลักษณะทรงตัวแต่อาจไม่เพิ่มมากขึ้นมากเท่าที่ควรในอนาคต

สำหรับภาคอุตสาหกรรม ซึ่งเป็นภาคการผลิตที่มีความสำคัญทางเศรษฐกิจของสมาชิกอาเซียนเนื่องจากมีมูลค่าสูง โดยเป้าหมายของอาเซียนคือ การเป็นฐานการผลิตเดียวกัน เพื่อให้เกิดการแบ่งงานกันทำระหว่างสมาชิกอาเซียน หรือภาษาเศรษฐศาสตร์เรียกว่า Division of Labor หากมองอีกนัยหนึ่ง คือ การเปิดโอกาสให้สมาชิกอาเซียนด้วยกันเองแข่งขันกันพัฒนาคุณภาพสินค้าและบริการ โดยส่วนใหญ่จะเป็นการเน้นการลดต้นทุนการผลิตว่า ประเทศใดจะสามารถลดต้นทุนการผลิตได้มากกว่ากัน ทั้งนี้ แนวทางหนึ่งซึ่งจะช่วยลดต้นทุนการผลิตโดยอาศัยประโยชน์จากการค้าเสรีอาเซียน คือ การนำเข้าวัตถุดิบหรือกึ่งสำเร็จรูปจากสมาชิกอาเซียนที่มีคุณภาพดี ราคาเหมาะสม ในอัตราภาษีร้อยละ 0 มาผลิตหรือต่อยอดมูลค่าเพิ่มสินค้าก็จะเป็นการลดต้นทุนได้และสร้างรายได้เพิ่มอีกทางหนึ่ง

เมื่อพิจารณาจากสถิติการค้าระหว่างกันในอาเซียนแล้วพบว่า สินค้าที่มีการส่งออกระหว่างกันในอาเซียนมูลค่าสูงสุด ได้แก่ สินค้าประเภทอิเล็กทรอนิกส์ และแผงวงจร อุปกรณ์ชิ้นส่วน อุปกรณ์เครื่องใช้สำนักงาน ซึ่งสินค้าดังกล่าวเป็นลักษณะของการเป็นห่วงโซ่ในการผลิตที่ให้แต่ละประเทศสมาชิกแบ่งงานกันทำ โดยนำเข้าวัตถุดิบหรือกึ่งสำเร็จรูปจากอาเซียน เพื่อผลิตและส่งออกไปยังประเทศอาเซียนหรือประเทศอื่นๆ ตามวัตถุประสงค์ของการเป็นฐานการผลิตเดียวกัน นอกจากนี้ อาเซียนยังมีแผนงานอื่นๆ เพื่อส่งเสริมการค้าระหว่างกัน เช่น ASEAN Single Window กล่าวคือ ผู้นำเข้า ส่งออก ติดต่อเพื่อนำเข้าหรือส่งออกได้โดยดำเนินการในที่เดียวเสร็จ ไม่ต้องไปติดต่อราชการหลายๆ แห่ง และการดำเนินตามแผนการอำนวยความสะดวกทางการค้า เพื่อช่วยลดภาระต้นทุนค่าใช้จ่ายในการประกอบธุรกิจต่างๆ

ดังนั้น หากสมาชิกอาเซียนสามารถบรรลุแผนดังกล่าวได้ ก็จะสามารถลดเวลา และต้นทุนอันเป็นปัจจัยสำคัญทางการค้าได้อีกทางหนึ่ง

You must be a registered user to comment. Click here to register.

Already a user? Click here to login.