Switch to: uk
19 May 2012 14:11PM

"The Loom"..จากขายเส้นใย มาสอนทอผ้า

22 Jun 11 ,  bangkokbiznews.com
  • 0

เกษตรกรผู้ผลิตไหมเหลือแค่ 10%ขณะที่ผู้เล่นในตลาดหายไปกว่าครึ่ง ได้เวลาทายาทธุรกิจไหม 4ทศวรรษพลิกโอกาสธุรกิจมาเปิดสอนทอผ้าเดินหน้าด้วยต่าง


ร้านน่ารักน่าชังนามว่า "The Loom " ซ่อนตัวอยู่ในซอยทองหล่อ ทว่าโดดเด่นด้วยกี่ทอผ้าขนาดจิ๋วกว่า 10 ตัว ต้อนรับผู้มาเยือนในบรรยากาศที่แปลกตา


ที่นี่ไม่ใช่โชว์รูมขายผลิตภัณฑ์จากไหม ไม่ใช่โรงงานทอผ้า แต่คือ “โรงเรียนสอนทอผ้าไหม”ไซต์มินิ ที่กำลังยึดพื้นที่ในใจคนชอบงานฝีมือ หลงใหลงานศิลป์ ทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ


พงศ์เทพ จารึกจรรยานาม ควงคู่ศรีภรรยา วิวรรณ เลิศโภคานนท์ บอกเล่าถึงธุรกิจของพวกเขา ในงาน “จับต้นสาย ชนปลายธุรกิจ” (Business Check-up Festival) ของทีซีดีซีที่ผ่านมา เพื่อกระตุกต่อมคิดสร้างสรรค์ในการก่อร่างธุรกิจ ให้กับผู้ประกอบการเอสเอ็มอี


"พงศ์เทพ" คือทายาทรุ่น 2 ของผู้บุกเบิกธุรกิจไหม ครอบครัวเขาทำตั้งแต่ขายเส้นใย ขายผ้าไหมสำเร็จรูป บุกตลาดทั้งในและต่างประเทศ โดยเฉพาะอเมริกา และญี่ปุ่น เรียกว่าคร่ำหวอดอยู่ในสนามนี้มานานกว่า 40 ปี


เขาบอกเราว่า "ไหม" มันอยู่ในดีเอ็นเอของเขาไปแล้ว และนั่นก็น่าจะเป็นแรงจูงใจสำคัญให้เขาตั้งต้นกิจการใหม่ โดยเอา “ต้นทุนเดิม” ในชีวิต มาสร้างโอกาสธุรกิจ


“ตั้งแต่ผมเกิดมาคุณพ่อก็ค้าขายอยู่ในอุตสาหกรรมนี้อยู่แล้ว พูดได้ว่าไหมมันเหมือนอยู่ในดีเอ็นเอของผม การจะคิดทำอะไรจึงไม่ออกนอกกรอบมากไป คิดต่อยอดจากพื้นฐานเดิมที่มีนี่แหละ เพียงแต่ต้องหาจุดพลิกให้ได้ว่าทำอย่างไรถึงจะไม่ซ้ำกับธุรกิจเดิม”


แล้วทำไมต้องตั้งต้นธุรกิจใหม่ ในเรื่องนี้เขาบอกว่า เพราะธุรกิจไหมคงไม่มีทางกลับมาเฟื่องฟูเหมือนเมื่อ 20 ปี ที่ผ่านมาอีกแล้ว สถานการณ์หอมหวานใน “ยุคนิยมไทย” ที่ผู้คนทั่วบ้านทั่วเมืองต่างลุกขึ้นมาสวมผ้าไหมไทย บวกการท่องเที่ยวที่บูมสุดขีด ดึงนักท่องเที่ยว เข้ามา เที่ยว ชม ช้อป ตลาดส่งออกก็ตอบรับ ผลักดันให้ธุรกิจผ้าไหมเติบโตตามไปด้วย


ทว่ากับวันนี้ภาพที่ปรากฏตรงหน้า คือ ทุกๆ อย่างร่วงลงต่ำ ตลาดหดหาย ผลิตมาก็ขายไม่ได้ คู่แข่งในตลาดโลกก็เพียบ ผู้ประกอบการจึงค่อยๆ โบกมือลา


เขาบอกว่าจากวันนั้นถึงวันนี้ผู้เล่นในตลาดไหมหายไปกว่าครึ่ง ขณะที่กลุ่มเกษตรกรผู้เลี้ยงไหมก็น่าจะเหลืออยู่ไม่ถึง 10% จากที่มีเป็นแสนครัวเรือน หดเหลือไม่กี่พันครัวเรือนเท่านั้น


และนี่คือความ “ชอกช้ำ” ที่พวกเขาจะอยู่เฉยอีกไม่ได้


กลายเป็นที่มาของการแตกหน่อธุรกิจ เปิดคอร์สสอนทอผ้าไหม เอาใจวิถีชีวิตคนยุคนี้ ที่เต็มไปด้วยความเคร่งเครียด ร้อนรน อยากหางานอดิเรกแปลกๆ ใหม่ๆ ทำให้วันว่างสงบนิ่งขึ้น ภูมิใจกับสองมือที่จับกี่ และสามารถเก็บงานไปชื่นชม หรือทำเป็นของขวัญพิเศษให้กับใครต่อใคร


แล้วทอผ้ายากไหม ?


ไม่ยาก ! พวกเขารู้จักแปลงเรื่องยากให้เป็นเรื่องง่ายสำหรับผู้เรียน เด็ก 5 ขวบ ก็ทำได้


โดย The Loom เริ่มจากพัฒนากี่ทอผ้าให้มีขนาดเล็ก ประยุกต์จากกี่กระตุกแบบดั้งเดิม เพื่อปรับให้ใช้งานง่ายขึ้น เหมาะกับเวลาที่จำกัด คอร์สเบื้องต้น ใช้เวลาประมาณ 2 ชม. เท่านั้น


แค่ 2 ชม.ก็สามารถทอผ้าได้แล้ว !


“ลูกค้ายังสามารถทำชิ้นงานของตัวเอง เป็นชิ้นเดียวในโลก มีความพิเศษจริงๆ เขาภูมิใจที่ได้ทำ และมีความสุขที่ได้ทำให้คนพิเศษ”


ใครที่อยากใช้เวลาอยู่กับการทอผ้าแบบจริงๆ จังๆ ยังสามารถซื้อกี่กลับไปทอที่บ้านได้อีก ไม่ว่าจะทอผ้าพันคอ กระเป๋า ผ้ารองโต๊ะ ได้ทั้งนั้น


ส่วนค่าเล่าเรียนก็สมน้ำสมเนื้อกับต้นทุนวัตถุดิบ คอร์สเรียน 2 ชั่วโมง คิดราคาที่ 1,600 บาท (พร้อมอุปกรณ์) คอร์สเริ่มต้นจะสอนการใช้เครื่องมือ อุปกรณ์ รู้จักเส้นไหมชนิดต่างๆ การทอแบบพื้นฐาน ตามด้วยคอร์สที่ยากขึ้นสำหรับเรียนรู้การทอเป็นลวดลายที่ต้องการ อาทิ รูปทรงเรขาคณิต ลวดลายที่สลับซับซ้อนขึ้น


การอยู่ในอุตสาหกรรมไหม ทำให้พวกเขาสามารถจัดหาวัตถุดิบได้ง่าย ในราคาที่ไม่สูงมาก ต่างจากคนที่ต้องมานั่งนับหนึ่งใหม่ และนั่นเป็น “แต้มต่อ” สำคัญในการตั้งต้นธุรกิจจากพื้นฐานเดิมที่ตัวเองมี


“สำหรับผู้ประกอบการที่ต้องการริเริ่มธุรกิจใหม่ ผมคิดว่าไม่ใช่เรื่องง่ายนักที่จะเริ่มทุกอย่างใหม่ทั้งหมด  สำหรับเราเองไม่ใช่อยู่ดีๆ มาคิดใหม่ ทำใหม่หมด แต่เราเลือกคิดอยู่บนพื้นฐานที่เรามีอยู่แล้ว จากการอยู่ในธุรกิจเกี่ยวกับไหม คิดจากฐานเดิมที่มีนี่แหละ ต่อยอดมันขึ้นมา”


แม้จะยังทำงานควบคู่กับธุรกิจเดิม แต่ “พงศ์เทพ” บอกเราว่า “The Loom” ต้องยืนได้ด้วยขาของตัวเอง โดยไม่ดึงเงินจากธุรกิจเดิมมาใช้


จากการตอบรับอย่างดีของผู้เรียนตลอดกว่า 2 ปีที่ผ่านมา บวกการเรียนรู้ และปรับปรุงธุรกิจของตัวเองอย่างต่อเนื่อง ทำให้พวกเขามองที่จะขยายธุรกิจในอนาคตโดยพิจารณารูปแบบธุรกิจที่เหมาะสม โดยอาจเป็นรูปแบบแฟรนไชส์หรือการลงทุนเอง รวมถึงการต่อยอดไปสู่กิจกรรมต่างๆ เพื่อสร้างโอกาสธุรกิจไม่รู้จบ


ถามถึงความประทับใจ ในธุรกิจที่สร้างมากับมือ ทั้งสองคนบอกว่า คงอยู่ที่ผู้เรียน ที่หลายคนสนิทสนมกลมเกลียวกันจนเป็นเหมือนครอบครัวเดียวกัน บางคนเดินทางไปต่างประเทศ ก็หาหนังสือ หรือถ่ายรูปลายผ้าใหม่ๆ มาฝากพวกเขา เพื่อพัฒนาลวดลายในการเรียนการสอนต่อไป


“ความแตกต่าง” ดูจะเป็นหัวใจธุรกิจที่ทำให้ “The Loom” โดดเด่น และได้รับความสนใจจากผู้เรียนทั้งชาวไทยและต่างชาติโดยเฉพาะสาวกแดนปลาดิบ และนั่นคือสิ่งที่ผู้ประกอบการทายาทธุรกิจ 4 ทศวรรษ อยากฝากข้อคิดเอาไว้


“ผมคิดว่าการทำหรือคิด อะไรใหม่ๆ มันดีแน่นอน เพราะทุกวันนี้ในตลาด มันไม่เหมือนเมื่อ 20 ปีที่ผ่านมา เมื่อก่อนมันยังมีช่องทางอะไรให้เราเกิดได้ เพราะคู่แข่งยังไม่มาก แต่สมัยนี้การแข่งขันในตลาดมันรุนแรงมาก ถ้าผู้ประกอบการสามารถคิดสิ่งใหม่ๆ ขึ้นมาได้ ก็เหมือนยังมีช่องว่างเล็กๆ ให้เรายังอยู่ได้”


โรงเรียนสอนทอผ้ายังเดินหน้าทอฝันต่อไป ขณะที่ธุรกิจของคนรุ่นพ่อก็ต้องแก้เกมการตลาดไปเรื่อยๆ จากคู่แข่งที่หนาตา ตลาดเปลี่ยน ต้นทุนวัตถุดิบที่สูงลิ่วกว่า 100% ในปีที่ผ่านมา ธุรกิจจึงต้องหานวัตกรรม มาใช้กับงานของตัวเอง ให้ได้เทคนิคทำชิ้นงานที่แตกต่าง ชนิดที่ลูกค้าจะไปหาจากที่อื่นไม่ได้ นั่นก็คือหนทางรอดในตลาดสุดหินของพวกเขา
 

อีกบทพิสูจน์ ธุรกิจยุคใหม่ ที่ความแตกต่าง นำมาซึ่งความอยู่รอด และรุ่งโรจน์

 

You must be a registered user to comment. Click here to register.

Already a user? Click here to login.