| 5 นวัตกรรมสิ่งทอสัญชาติไทยใช้ได้จริง |
|
|
| Written by เฉลิมพล ไชยรัตนชัชวาลย์ | |||
| 06 Oct 08 | |||
|
สถาบันพัฒนาอุตสาหกรรมสิ่งทอ เปิดตัว 5 นวัตกรรมฝีมือนักวิจัยไทย
ผ้าปิดจมูกป้องกันเชื้อวัณโรสกัดจากมังคุด ในการพัฒนาผ้าปิดจมูกดังกล่าว ทีมงานนำเส้นใยผสมกับสารสกัดจากเปลือกมังคุด แล้วใช้เทคโนโลยีการปั่นเส้นใยด้วยไฟฟ้าสถิตย์ ทำให้ได้เส้นใยขนาด 900 นาโนเมตร ซึ่งเคลือบด้วยสารสกัดเปลือกมังคุด จากนั้นนำไปทดสอบฤทธิ์การต้านทานเชื้อวัณโรค โดยเลี้ยงเชื้อในอาหารเลี้ยงเชื้อ 3 สัปดาห์ นำแผ่นเส้นใยผสมสารสกัดเปลือกมังคุดใส่ในน้ำเลี้ยงเชื้อ 3 สัปดาห์ จากการตรวจวิเคราะห์น้ำเลี้ยงเชื้อพบว่ามีเชื้อโรคหลงเหลือไม่ถึง 1% ชี้ให้เห็นว่าแผ่นเส้นใยผสมสารสกัดเปลือกมังคุดสามารถต้านเชื้อวัณโรคได้ “ผลงานวิจัยครั้งนี้ได้ยื่นจดสิทธิบัตรในประเทศไทยแล้ว ขณะนี้อยู่ระหว่างจดสิทธิบัตรในสหรัฐฯ เพื่อรองรับการทำตลาดต่างประเทศในอนาคต พร้อมทั้งอยู่ระหว่างการเจรจากับภาคเอกชนถึงโอกาสที่จะผลิตในเชิงพาณิชย์ ในเบื้องต้นผู้ประกอบการต้องการให้ทดสอบคุณสมบัติคัดกรองเชื้อวัณโรคอย่างละเอียด โดยสามารถระบุขนาดอนุภาคเล็กที่สุดที่สามารถคัดกรองได้ การพัฒนาผ้าปิดจมูกป้องกันเชื้อวัณโรคนี้เป็นผลงานที่ต่อยอดจากงานวิจัยของ รศ.ดร. สุนีย์ สุขสำราญ คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ซึ่งศึกษาพบคุณสมบัติเด่นของสารสกัดเปลือกมังคุดที่สามารถต้านการกระจายตัวของเชื้อวัณโรค" นักวิจัยจากจุฬาฯ กล่าว
ผ้าไม่ทอยับยั้งเชื้อโรค “Non woven เป็นผลิตภัณฑ์ที่เข้ามาแทนที่ระหว่างกระดาษกับผ้า เนื่องจากผ้ามีราคาค่อนข้างแพง ส่วนกระดาษใช้แล้วเปื่อยง่าย ผลิตภัณฑ์ที่ใช้แล้วทิ้งจึงนิยมหันมาใช้ non woven แทน ขณะนี้ถือเป็นการพัฒนาขั้นต้น คงต้องพัฒนาต่อ เพราะต้นทุนยังสูงมาก แล้ววิธีที่เราทดลองเป็นวิธีที่ง่ายสุด กำลังทดลองวิธีใหม่ซึ่งถ้าทำสำเร็จจะช่วยลดต้นทุนและนำมาประยุกต์กับผลิตภัณฑ์ได้อีกหลายชนิดที่ใช้ในวงการแพทย์” คุณบัณฑิต ปัญญโชติรัตน์ บริษัท อนามัยภัณฑ์ จำกัด กล่าว
เส้นใยกล้วยในเชิงอุตสาหกรรม “อยากให้ผู้ประกอบการใช้ประโยชน์จากกล้วย เพิ่มมูลค่าพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้มาก ซึ่งขณะนี้ยังไม่ได้คิดถึงราคาต้นทุน แต่ถ้าทำมาแล้วแพงกว่าก็น่าพิจารณาและค่อยๆ ปรับปรุง อย่างน้อยก็ช่วยในเรื่องธรรมชาติ” ผศ. บุษรา กล่าว
ดร. อภิชาติ สนธิสมบัติ อาจารย์ประจำภาควิชาวิศวกรรมสิ่งทอ คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี กล่าวว่า กาวไหมเป็นของเหลือทิ้งที่ได้จากการลอกเส้นไหมดิบ และมีปริมาณถึง 30% ของน้ำหนักเส้นไหม จึงสนใจนำกลับมาใช้ประโยชน์กับสิ่งทอ โดยทดลองบดเป็นผงละเอียดซึ่งมีสีเหลืองนวล และตรวจวิเคราะห์พบมีคุณสมบัติเดียวกับผงไหมราคาแพง คือช่วยให้ผิวนุ่มชุ่มชื่น ดูดซับความชื้นได้ดี ทั้งยังช่วยสมานแผลและฆ่าเชื้อโรคได้ด้วย ทีมงานนำสารละลายผงกาวไหม1% ไปบีบอัดแล้วเคลือบบนเส้นใยพอลิเอสเตอร์ และนำไปตัดเย็บเป็นเสื้อกีฬา พบว่า เสื้อผสมผงกาวไหมสวมใส่สบาย เนื่องจากดูดซับเหงื่อและความชื้นได้ประมาณ 10-12% ดีกว่าเสื้อผ้าพอลิเอสเตอร์ทั่วไปที่ดูดซับความชื้นได้เพียง 0.4% ทั้งยังให้ความรู้สึกถึงผิวหนังที่นุ่มชุ่มชื้น เมื่อเทียบกับการสวมเสื้อกีฬาทั่วไป ดร. อภิชาติ กล่าว
ปัจจุบันทีมงานกำลังเสนอจดสิทธิบัตรเกี่ยวกับกระบวนการผลิตผงกาวไหมอนุภาคนาโนและจะขยายสู่เชิงพาณิชย์ ซึ่งจะต้องศึกษาเพิ่มถึงเทกนิคการผลิตผงกาวไหมให้ได้ในปริมาณมาก จากปัจจุบันที่ผลิตได้ 200-300 กรัมต่อวัน ทั้งยังต้องทำให้ได้ในราคาถูก ที่สำคัญต้องคงคุณภาพของผงกาวไหมและเสื้อผ้าเคลือบผงกาวไหมให้เหมือนเดิมทุกครั้งหลังผ่านการซักล้าง ทั้งนี้ การผลิตผ้าเคลือบผงกาวไหมจะมีต้นทุนเพิ่มจากการใช้สารละลายผงกาวไหม โดยเสื้อ 1 ตัวคาดว่าใช้ผงกาวไหมเพียง 5 กรัม แต่จะขายในราคาที่เพิ่มขึ้น 60-80 บาทต่อชิ้น ทั้งนี้จะมีการผลิตเสื้อเกราะขึ้นอีก 10 ตัวเพื่อส่งไปทดสอบที่ศูนย์การอุตสาหกรรมป้องกันประเทศและพลังงานทหาร กองบัญชาการสูงสุด จังหวัดนครสวรรค์ เพื่อขอใบรับรองในการผลิตเชิงพาณิชย์อย่างเป็นทางการ คาดว่าภายใน 6 เดือนจากนี้จะสามารถผลิตออกมาจำหน่ายในเชิงพาณิชย์ได้สำเร็จ "หัวใจสำคัญของเสื้อเกราะกันกระสุนชนิดนี้คือภายในมีเส้นใยสังเคราะห์ที่ผนึกกัน 80 ชั้น และมีโครงสร้างการทอที่เหมาะสมต่อการรับน้ำหนักกระสุน ลดแรงกระแทก เบี่ยงเบนทิศทางกระสุนและกระจายน้ำหนักไปรอบทิศทาง เนื่องจากเสื้อเกราะที่สามารถกระจายน้ำหนักกระสุนออกไปได้จะป้องกันอันตรายได้มากกว่าเสื้อเกราะที่ปะทะกระสุนโดยตรง ในครั้งนี้อยากขอบคุณสถาบันพัฒนาอุตสาหกรรมสิ่งทอ และคุณมงคล มังกรกนก ที่ช่วยทำให้ผลงานวิจัยสามารถผลิตได้จริงในเชิงอุตสาหกรรม และทำให้งานวิจัยไม่ต้องขึ้นหิ้งเหมือนที่ผ่านๆ มา" ผศ. ดร. สมประสงค์ กล่าว ผลงานวิจัยที่เกิดขึ้นได้รับการสนับสนุนจากกระทรวงอุตสาหกรรม โดย กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม ได้มอบให้ สถาบันพัฒนาอุตสาหกรรมสิ่งทอ ดำเนินการทำวิจัยและนำผลการวิจัย เพื่อมาต่อยอดเป็นผลิตภัณฑ์ในเชิงการค้าอย่างต่อเนื่องในระหว่างปี 2549-2550 ซึ่งจะได้มีการพัฒนาต่อยอดเป็นผลิตภัณฑ์ในเชิงพาณิชย์ต่อไป
|