| ฝีมือจากภูมิปัญญา รางวัลผลิตภัณฑ์ผ้าไหม ตรานกยูงพระราชทาน |
|
|
| Written by ผู้จัดการออนไลน์ | |
| 21 Jul 08 | |
|
เพื่อสนองพระราชดำริสมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินีนาถ สถาบันหม่อนไหมเฉลิมพระเกียรติ สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ(สมม.) จึงได้จัดงาน ตรานกยูงพระราชทาน สืบสานตำนานไหมไทย ประจำปี 2551 ขึ้นเป็นครั้งแรก ในระหว่าง วันที่ 6-10 ส.ค. นี้ ณ อาคาร 9 อิมแพ็ค เมืองธานี เพื่อให้คนไทยทุกภาคส่วน ได้มีส่วนร่วมส่งเสริมและพัฒนารูปแบบการนำผ้าไหมมาใช้ในชีวิตประจำวัน
โดยภายในการจัดงานตรานกยูงพระราชทานฯ จะมีการจัดแสดงผลงานที่ชนะเลิศการประกวด เส้นไหม ผ้าไหม สิ่งประดิษฐ์จากรังไหม และผลิตภัณฑ์จากผ้าไหมประจำปี 2551 จากผลงานที่ส่งเข้ามาประชันฝีมือทั้งหมด 720 ชิ้น ที่แบ่งตามประเภทได้ทั้งสิ้น 39 ประเภท อาทิ เส้นไหมน้อยสาวมือและเส้นไหมหลืบสาวมือ,ผ้าไหมตรานกยูงทอง,นกยูงเงิน,นกยูงสีน้ำเงิน,นกยูงสีเขียว (แบบย้อมสีเคมีและย้อมสีธรรมชาติ) สิ่งประดิษฐ์จากรังไหม,ผลิตภัณฑ์จากผ้าไหม และ การออกแบบชุดผ้าไหมโดยเยาวชน ฯลฯ โดยได้รับเกียรติจากผู้ทรงคุณวุฒิ อาทิ อ. เผ่าทอง ทองเจือ,ม.ล.ปิยาภัสร์ ภิรมย์ภักดี,อ.สมิทธิ ศิริภัทร ร่วมเป็นคณะกรรมการตัดสิน ณ พิพิธภัณฑ์การเกษตรเฉลิมพระเกียรติ อ. คลองหลวง จ.ปทุมธานี ท่านผู้หญิงจรุงจิตต์ ทีขะระ รองราชเลขานุการในพระองค์สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ กล่าวว่า สมเด็จพระนางเจ้า ทรงอยากเห็นคนไทยช่วยกันอนุรักษ์ ผ้าไหมไทย ทรงทำทุกวิถีทางเพื่อจะสืบสานมรดกตรงนี้ไว้ โดยเฉพาะการที่ทรงฉลองพระองค์ด้วยผ้าไหม ทรงใช้ผ้าไหมไทยและผลิตภัณฑ์จากผ้าไหมไทยเป็นของพระราชทานแก่ชาวต่างชาติ ซึ่งการจัดประกวดในครั้งนี้ก็ได้รับความสนใจ มีผู้ส่งผลงานเข้าร่วมประกวดจำนวนไม่น้อย ทั้งหมดก็เพื่อยกระดับภูมิปัญญาของชาติให้คงอยู่อย่างยั่งยืน หลังจากที่ทรงพระราชทานตราสัญลักษณ์ “นกยูงพระราชทาน” ราว 3 ปีมาแล้ว เพื่อสร้างมาตรฐานให้ผ้าไหมไทยเป็นที่ยอมรับในระดับสากล โดยทุกตราสัญลักษณ์นกยูง จะการันตีถึงผ้าไหมมาตรฐานคุณภาพที่เท่ากัน เพียงแต่จับมาแยกประเภทของแหล่งที่มาให้ชัดเจน ซึ่งขณะนี้ ตราสัญลักษณ์นกยูง ได้จดทะเบียนเครื่องหมายการค้าในยุโรป 23 ประเทศ และจดทะเบียนเครื่องหมายรับรองในสหรัฐเอมริกาและประเทศในแถบเอเชีย รวมแล้ว 32 ประเทศ เพื่อรับประกันคุณภาพของผ้าไหมไทยในมาตรฐานเดียวกัน โดยจะมีการแนบกฎกติกา มาตรฐานคุณภาพผ้าไหมไทยตามตราสัญลักษณ์นกยูงสีต่างๆ ระบุไว้อย่างชัดเจน อ.เผ่าทอง ทองเจือ ประธานคณะกรรมการตัดสินการประกวดผ้าไหม ประเภทย้อมสีธรรมชาติ กล่าวภายหลังเสร็จสิ้นการตัดสินว่า การจัดประกวดขึ้นครั้งนี้ นับเป็นการต่อยอดในสิ่งที่สมเด็จพระนางเจ้าฯ ทรงให้การส่งเสริมไว้อยู่แล้ว และตั้งใจจะขอพระราชทานรางวัลในประเภทที่ตนตัดสินให้มากกว่าประเภทอื่นเป็น 2 เท่า เพราะการย้อมสีธรรมชาติจะให้ออกมาสวยนั้น เป็นภูมิปัญญาของไทยจริงๆ เป็นทักษะที่เป็นความสามารถส่วนตัว ที่สามารถจดลิขสิทธิ์เป็นของตัวเองได้ในอนาค “อย่างที่ส่งเข้ามาประกวดนี้ก็จะเห็นแต่สีเหลือง จากขมิ้น และสีชมพูอ่อน (ตุ่นๆ) ที่ได้จากครั่ง ส่วนสีน้ำเงิน ทีได้จาต้นฮ่อม สีชมพูแก่ตามการย้อมแบบโบราณ และ สีเขียว ที่เกิดจากการย้อมสีเหลืองแล้วนำมาย้อมทับด้วยสีน้ำเงินนั้นยังไม่มีส่งเข้ามา เพราะทำยาก ปีนี้จึงถือโอกาสกำหนดกติกาการส่งผ้าไหมย้อมสีธรรมชาติเข้าไปด้วย ว่า 1 คน ต้องส่งทั้ง 3 อย่าง คือ เส้นไหมสีธรรมชาติ เพื่อจะได้รู้ว่าฟอกไหมเป็นหรือไม่ ส่งการย้อมด้วยสีธรรมชาติแบบสีเข้มสุด และ การย้อมสีธรรมชาติที่ทำเป็นสีตุ่น ด้วยเหตุนี้จึงต้องขอพระราชทานรางวัลเพิ่มขึ้นเป็น 2 เท่า” ขณะที่ ม.ล. ปิยาภัสร์ ภิรมย์ภักดี ประธานคณะกรรมการตัดสินการประกวดชุดผ้าไหม ก็รู้สึกยินดีที่เห็นเยาวชนส่งผลงานออกแบบเข้าประกวดจำนวนมาก เด็กต่างจังหวัดหลายคนมีความคิดสร้างสรรค์ เห็นถึงความสามารถที่ซ่อนอยู่ หากได้รับการพัฒนาและโอกาส ก็น่าจะเข้ามามีส่วนช่วยสนับสนุนการนำผ้าไหมไปใช้ในชีวิตประจำวันได้มากขึ้น ซึ่งการจัดประกวดในครั้งต่อไป ก็คงต้องมีการระบุกติกาที่ชัดเจนลงไป ทั้ง เรื่อง สี แบบ ขั้นตอนการตัดเย็บ เพื่อให้ผลงานประกวดมีคุณภาพมากขึ้น ด้านผู้ชนะการประกวด พงษ์ไพบูลย์ ศรีวรสาร เจ้าของฉากกั้นไอเดียเก๋ สิ่งประดิษฐ์จากรังไหม ที่สามารถเอาชนะใจกรรมการ บอกว่า รู้สึกดีใจมากที่คว้ารางวัลมาได้ ส่วนตัวทำอาชีพออกแบบและประดิษฐ์ผลิตภัณฑ์จากรังไหมอยู่แล้ว ใช้เทคนิคการมัดเชือกแบบเมคคราเม่ ร้อยรังไหมที่ย้อมสีให้ดูมีมิติเข้าไป ใช้เวลาทำประมาณ 3 สัปดาห์ คเณษ พาสีขำ ประธานกรรมการบริหารกลุ่มทอผ้ายกอยุธยา เจ้าของรางวัลชนะเลิศการประกวดผลิตภัณฑ์จากผ้าไหม ประเภทของใช้บนโต๊ะอาหารและกระเป๋าสตรี ก็ตื่นเต้นและภาคภูมิใจเป็นอย่างมากเช่นกัน แรงบันดาลใจของผลงานที่ได้รับรางวัล มาจากการนำเศษผ้าและเส้นไหมที่เหลือใช้มาแปรรูปเป้นอย่างอื่น และออกแบบคอลเลกชั่นที่สามารถนำมาใช้ได้ในชีวิตประจำวัน และสามารถดูแลรักษาได้ง่ายๆ ทั้ง 2 ชิ้น ใช้เวลาทำประมาณ 3-4 วัน ทุกอย่างเป็นงานทำมือทั้งหมด “ไม่ได้คาดหวังว่าจะได้รับรางวัล เพียงแต่คิดว่าอยากนำเสนอผลงานที่ตนผลิตได้ แต่ก็ดีใจมากที่ได้รับรางวัลตรงนี้ เพราะมั่นใจในการตัดสินของคณะกรรมการ และยังได้เข้ารับพระราชทานรางวัลจากพระหัตถ์สมเด็จพระนางเจ้าฯ ซึ่งเป็นความภาคภูมิใจสูงสุดในชีวิตที่ได้รับใช้แผ่นดินในฐานะผู้สืบสานงานหัตถกรรมแขนงนี้ให้คงอยู่ต่อไป โดยจะไม่หวงแหนไว้ และยินดีถ่ายทอดภูมิปัญญาให้กับผู้ที่สนใจ”
|