10 February 2012 16:34PM
ค้าปลีกต้องตามให้ทันพฤติกรรมลูกค้ามะกัน Print E-mail
Written by Than News   
06 May 08
ทุกวันนี้ชาวอเมริกันชั้นกลางกำลังเผชิญแรงกดดันจากภาวะเศรษฐกิจของประเทศที่เข้าสู่ภาวะซบเซา ขณะที่ตนเองต้องแบกภาระค่าใช้จ่ายประจำวันเพิ่มขึ้นโดยมีสาเหตุหลักจากราคาน้ำมัน และ อาหารที่จูงมือกันขยับเพิ่มขึ้นตลอดเวลา

ทำให้พฤติกรรมการบริโภคของชาวอเมริกันกลุ่มนี้ต้องเปลี่ยนไป ห้างค้าปลีก ร้านอาหารทั่วประเทศสหรัฐอเมริกา รวมทั้งผู้ผลิตสินค้าจึงต้องปรับตัวให้ทันกับพฤติกรรมการบริโภคที่เปลี่ยนแปลงไป

ผลการสำรวจของหลายสถาบันและองค์กรธุรกิจต่างชี้ไปในทิศทางเดียวกันว่าชาวอเมริกันชั้นกลาง และ กลุ่มคนทำงานต่างรัดเข็มขัด มีวินัยในการบริโภคอย่างเข้มงวด เลือกซื้อสินค้าที่มีความคุ้มค่าคุ้มราคามากขึ้นอย่างชัดเจน แม้แต่การเลือกซื้ออาหารประจำวันก็ยังต้องเลือกสินค้าที่มีราคาถูกหรือได้ปริมาณมากขึ้นโดยไม่เน้นการเลือกซื้อสินค้าที่มีคุณภาพมากนัก จำนวนครั้งที่ชาวอเมริกันเดินเข้าร้านอาหารในแต่ละสัปดาห์ลดลงอย่างชัดเจน และใช้เวลาในบ้านมากขึ้น แม้แต่กาแฟก็นิยมชงไปจากบ้านเพื่อรับประทานในที่ทำงาน แทนการเดินเข้าร้านกาแฟยอดนิยมอย่างสตาร์บัคส์ ขณะเดียวกันชาวอเมริกันที่ต้องเดินทางไปยังต่างเมืองหรือต่างประเทศก็หันมาใช้บริการในชั้นประหยัดแทนที่จะเป็นชั้นธุรกิจเช่นแต่ก่อน การเลือกโรงแรมที่พักก็ลดระดับความหรูหราลงมา เพื่อประหยัดค่าใช้จ่ายเป็นหลัก

ปัจจัยหลักที่เป็นแรงผลักดันให้ผู้บริโภคต้องปรับเปลี่ยนพฤติกรรม ประกอบไปด้วยปัญหาราคาบ้านที่ปรับตัวลดลงอย่างต่อเนื่อง ขณะที่เงินเดือนยังคงที่ไม่มีการปรับเพิ่ม สวนทางกับจำนวนผู้ว่างงานในประเทศที่เพิ่มสูงขึ้น และหุ้นมีศักยภาพในการทำกำไรลดลง จากการประเมินของบริษัท สแตนดาร์ด แอนด์ พัวร์สฯ พบว่าในปีที่แล้ว หุ้น 500 ตัวที่เป็นปัจจัยวัดศักยภาพของตลาดหุ้นโดยรวมปรับตัวลดลง 6%

มาสเตอร์ การ์ด สเปนดิ้ง พัลส์ หน่วยงานหนึ่งของบริษัท มาสเตอร์ การ์ดฯ ผู้ให้บริการบัตรเครดิตชั้นนำของโลก ได้ทำการสำรวจพฤติกรรมการใช้จ่ายของผู้ถือบัตรเครดิตมาสเตอร์การ์ดกว่า 300 ล้านใบ และ ประเมินจากยอดซื้อสินค้าผ่านบัตรเครดิตของผู้ให้บริการรายอื่นรวมทั้งการใช้จ่ายด้วยเงินสด และเช็ค พบว่าในเดือนมีนาคมที่ผ่านมา ยอดขายเสื้อผ้าสุภาพสตรีลดลง 4.9% เฟอร์นิเจอร์ ลดลง 3.1% สินค้าฟุ่มเฟือย ลดลง 1.3% ตั๋วเครื่องบินลดลง 1.1% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว ด้านวอล-มาร์ตระบุว่ายอดขายเนยถั่ว และ สปาเกตตีในช่วงเดือนมีนาคมปรับตัวสูงขึ้นอย่างผิดปกติ ขณะที่ร้านอาหารยอดนิยมอย่าง โดมิโน พิซซ่า และ รูบี้ส์ ทิวส์เดย์ ระบุว่ายอดขายของทางร้านลดลง แสดงให้เห็นว่าชาวอเมริกันหันมาเลือกซื้ออาหารราคาถูกเพื่อนำไปปรุงรับประทานที่บ้านมากขึ้น

พฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงยังส่งผลไปยังยอดขายสินค้าประเภทคุกกี้ และ ขนมปังกรอบ ของผู้ผลิตชั้นนำด้วยเช่นกัน บริษัท นาบิสโก จำกัดระบุว่าขนมปังกรอบของบริษัทมียอดขายลดลง 7.5% ขณะที่คุกกี้แบรนด์คีเบลอร์ ฟัดจ์ ช็อป มียอดขายลดลง 12.3% นอกจากนั้นชาวอเมริกันยังหันมาเลือกซื้อเบียร์ในประเทศที่มีราคาถูกกว่าเบียร์นำเข้า บริษัทอินฟอร์เมชั่น รีซอร์ส จำกัด ผู้ตรวจสอบติดตามยอดขายสินค้าในห้างค้าปลีกระบุว่าเบียร์ยี่ห้อ คีย์สโตน ไลท์ ที่ผลิตในสหรัฐฯมียอดขายเพิ่มขึ้นสวนทางกับยอดขายของเบียร์ยี่ห้อ โคโรน่า เอ็กซ์ตร้า ที่ต้องนำเข้าจากประเทศเม็กซิโก ขณะเดียวกันชาวอเมริกันยังได้ลดปริมาณการบริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ลงไปด้วย บริษัทเทคโนมิค จำกัด ที่ปรึกษาในอุตสาหกรรมร้านอาหารเปิดเผยผลสำรวจความเห็นของกลุ่มตัวอย่างชาวอเมริกัน 2,500 คน ระบุว่าช่วงเดือนมีนาคมที่ผ่านมายอดการสั่งเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในร้านอาหารอยู่ที่ 31% ลดลงจากสถิติ 42% ในช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว อย่างไรก็ตามยังมีสินค้าบางชนิดที่มียอดขายคึกคักเป็นพิเศษในช่วงเวลานี้สวนทางกับภาพรวมของพฤติกรรมการรัดเข็มขัดของผู้บริโภค ห้างค้าปลีกและบริษัทวิจัยหลายแห่งระบุว่า โทรทัศน์จอแบนที่มีราคาขายเฉลี่ย 1,000 ดอลลาร์สหรัฐฯ และ วิดีโอเกม ราคาเฉลี่ย 300 ดอลลาร์สหรัฐฯกลับมียอดขายสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง อาจเป็นเพราะราคาโทรทัศน์จอแบนปรับตัวลดลง และ การที่รัฐบาลสหรัฐฯประกาศเส้นตายกำหนดเวลาการเปลี่ยนแปลงระบบการแพร่ภาพโทรทัศน์ไปสู่ระบบดิจิตอล เป็นปัจจัยหนุนนำให้ยอดขายสินค้าดังกล่าวเพิ่มสูงขึ้น แต่สำหรับนายเจมส์ เซเคลี ช่างเครื่องกลในเมืองเซาธ์ ฟิลด์ มลรัฐมิชิแกน ที่ลงทุน 2,000 ดอลลาร์สหรัฐฯซื้อโทรทัศน์จอแบนเครื่องใหม่จากห้างเบสท์ บาย กลับมองว่าเป็นการลงทุนที่คุ้มค่าเพราะ "อย่างน้อยคนในครอบครัวจะได้ร่วมชมภาพยนตร์อยู่กับบ้าน"

ห้างค้าปลีกในสหรัฐฯต้องรับสภาพความเป็นจริงที่เกิดขึ้น ห้างเมซี่'ส , โคลห์ และ เจซี เพนนี ยอมรับว่ายอดขายเสื้อผ้าของทางห้างลดลง ส่วนห้างเฟอร์นิเจอร์ระดับหรู เช่น บอมเบย์ และ โดเมน ต้องยื่นเรื่องต่อศาลขอความคุ้มครองธุรกิจจากภาวะล้มละลาย ขณะที่สตาร์บัคส์ ได้เตรียมรับมือกับจำนวนยอดขายกาแฟของร้านสาขาลดลง เช่นเดียวกับร้านอาหารระดับหรูอย่าง รูธ'ส สเต็กเฮ้าส์ และ มอร์ตัน'ส ทั้งนี้ยังคงมีแสงสว่างที่ปลายอุโมงค์สำหรับธุรกิจค้าปลีกและร้านอาหารทั่วสหรัฐฯ นายมาร์แชล โคเฮน หัวหน้านักวิเคราะห์ของบริษัท เอ็นพีดี กรุ๊ป ฯแสดงความเชื่อมั่นว่า "ชาวอเมริกันไม่ได้หยุดจับจ่ายซื้อสินค้า เพียงแต่มีการเปลี่ยนพฤติกรรมการจับจ่ายเท่านั้น" ดังนั้นจึงขึ้นอยู่กับภาคธุรกิจค้าปลีก ร้านอาหาร สายการบิน และผู้ผลิตจะปรับตัวให้เข้ากับสถานการณ์ได้มากน้อยเพียงใดเท่านั้น

  Season of the Witch