06 February 2012 00:09AM
"ด่องแข็ง-เงินเฟ้อ" ป่วนเวียดนาม ระวัง "วิกฤตค่าเงิน" ก่อโดมิโนลามเอเชีย Print E-mail
Written by Prachachat   
09 Jun 08
ดาวรุ่งเวียดนามกำลังเผชิญปัญหาท้าทายที่มาพร้อมกับความแรงของเศรษฐกิจ และเป็นความท้าทายซึ่งมอร์แกน สแตนเลย์เตือนว่า อาจย่ำรอยวิกฤตการเงินเมื่อ เกือบ 11 ปีก่อน

ตลาดหุ้นเวียดนามแปรเปลี่ยนตลาดหุ้นพุ่งแรง ด้วยสถิติปรับตัว 5 เท่าใน 2 ปี เป็นตลาดที่มีการเคลื่อนไหวแย่ที่สุดในโลก โดยดัชนีทรุดตัวลงแรงถึง 55% ในปี 2551 อีกทั้งยังอ่อนตัวลงต่อเนื่องอีก 1.4% ลากดัชนีวีเอ็นลงมาที่ระดับ 414.10 จุด เมื่อ วันศุกร์ (30 พ.ค.) ซึ่งเป็นวันเปิดเทรด วันแรก หลังจากระงับซื้อขาย 3 วัน จากปัญหาระบบคอมพิวเตอร์ขัดข้อง

ระดับปิดตลาดดังกล่าวเป็ นระดับต่ำสุด นับจากวันที่ 2 สิงหาคม 2549 ดัชนีวีเอ็น ซึ่งเริ่มนำมาใช้ในปี 2543 พุ่งทะยานเกือบ 5 เท่าในช่วงเวลาเพียง 2 ปี นับถึง 12 มีนาคมที่ผ่านมา ทำสถิติสูงสุดในช่วง ที่เศรษฐกิจขยายตัวที่ระดับเร็วที่สุดในรอบ 10 ปี ขณะที่แผนนำหุ้นรัฐวิสาหกิจออก ขายบางส่วนของรัฐบาลได้ช่วยดึงให้ นักลงทุน ทั้งในประเทศและต่างชาติเข้ามาลงทุนมากขึ้น

การทรุดตัวต่อเนื่องของตลาดหุ้นฮานอยมาจากปัจจัยลบของเงินเฟ้อ โดยทางการฮานอยรายงานว่า ดัชนีราคาผู้บริโภคในเดือนพฤษภาคม พุ่งทะยานขึ้น 25.2% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน มากที่สุดนับจากปี 2535 และเพิ่มขึ้นจาก 21.4% ในเดือนเมษายน ถือเป็นการเพิ่มขึ้นของเงินเฟ้อด้วยเลข 2 หลัก 7 เดือนติดต่อกัน เป็นอัตราการเพิ่มขึ้นที่เร็วที่สุดในเอเชีย

จากข้อมูลของสำนักงานสถิติกลางพบว่า ราคาอาหารได้พุ่งขึ้นถึง 67.8%

ก่อนหน้านี้ในเดือนพฤศจิกายนปีที่แล้ว กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) เตือนว่า การปล่อยกู้ให้กับรัฐวิสาหกิจเป็นตัวเร่งให้เกิดเงินเฟ้อในเวียดนาม ซึ่งเป็นปัจจัยทะยานขึ้นในอัตราสูงกว่าทุกประเทศในเอเชีย

แรงกดดันจากเงินเฟ้อส่งผลให้ธนาคารกลางเวียดนามตัดสินใจขึ้นอัตราดอกเบี้ยเงินกู้มาตรฐานเป็น 12% จากระดับ 8.75% เมื่อวันที่ 17 พฤษภาคม

สถานการณ์ในเวียดนามส่งผลให้สถาบันการเงินอย่างน้อย 2 แห่ง ออกรายงานเตือน ได้แก่ มอร์แกน สแตนเลย์ และฟิทช์ เรตติ้ง โดยมอร์แกน สแตนเลย์เตือนว่า เวียดนามกำลังมุ่งหน้าสู่วิกฤตค่าเงิน ซึ่งอาจส่งผลให้เงินด่องลดค่าอย่างรุนแรง และก่อวิกฤตการณ์เฉกเช่นที่ เกิดขึ้นในเอเชีย เมื่อปี 2540-2541

สจ๊วต นิวแฮม นักวิเคราะห์มอร์แกน สแตนเลย์ กล่าวเตือนไว้ในรายงานวิเคราะห์ฉบับหนึ่ง ซึ่งเผยแพร่เมื่อวันพุธ ที่ผ่านมา (28 พ.ค.) ว่า เศรษฐกิจของเวียดนามกำลังสะท้อนสัญญาณเตือนหลายๆ ประการของความเป็นไปได้ที่จะ มีการลดค่าเงินเกิดขึ้นในช่วงใดช่วงหนึ่ง แต่ด้วยตัวเลขเงินเฟ้อที่ปะทุแรง และตัวเลขการค้าที่เห็นยอดขาดดุลมากยิ่งขึ้น ในต้นสัปดาห์ที่แล้ว เป็นชนวนให้เกิดการเก็งกำไรค่าเงินด่อง

เขาเตือนว่า การลดค่าเงินด่องจะเป็น จุดผลกระทบลุกลามทั่วภูมิภาค โดยจะ ส่งผลกระทบผ่านตลาดการเงินมากกว่า จะผ่านการค้า โดยเฉพาะสกุลเงินที่มีความอ่อนแอทางด้านมหภาค และมีแรงกดดันของเงินเฟ้ออยู่

"เศรษฐกิจเวียดนามในขณะนี้มีปัญหาขาดดุลบัญชีเดินสะพัดสูงและไม่คงเส้นคงวา คล้ายคลึงกับสถานการณ์ของไทย ในช่วงปี 2540 ซึ่งขณะนั้นส่วนเกินทางเศรษฐกิจของไทยได้จบลงด้วยการลดค่าเงิน 55% และก่อวิกฤตการเงินลุกลามไปทั่วภูมิภาค"

นอกจากคำเตือนของมอร์แกน สแตนเลย์ เวียดนามยังเผชิญข่าวลบจากการปรับลดแนวโน้มอันดับความน่าเชื่อถือทางการเงินของเวียดนาม ซึ่งปัจจุบันอยู่ที่ระดับ BB- จาก "คงที่" เป็น มี "แนวโน้มปรับลด" ในอนาคต โดยฟิทช์ เรตติ้ง

หลายปัจจัยได้บีบให้ธนาคารกลางเวียดนามต้องปล่อยค่าเงินด่องอ่อนลง เมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐ สู่ระดับต่ำสุดในรอบเกือบ 4 เดือน เมื่อวันศุกร์ (30 พ.ค.) หลังจากฟิทช์ เรตติ้ง ปรับลดแนวโน้มเรตติ้งของประเทศ โดยธนาคาร ได้กำหนดอัตราอ้างอิงดอลลาร์/ด่องไว้ที่ 16,086 ด่องต่อดอลลาร์ ต่ำสุดนับจาก วันที่ 4 กุมภาพันธ์ ซึ่งเป็นช่วงที่ค่าเงินอยู่ที่ 16,087 ด่องต่อดอลลาร์ ในตลาดค้าเงินในประเทศ ธนาคารสามารถซื้อขายอัตรา แลกเปลี่ยน ภายในกรอบการเคลื่อนไหวของค่าเงิน (currency band) สูงสุดต่ำสุดไม่เกิน 1% จากอัตราทางการ ในแต่ ละวัน ซึ่งหมายความว่าอัตราแลกเปลี่ยนสปอตเรต จะอยู่ระหว่าง 15,925-16,248 ด่องต่อดอลลาร์ เมื่อศุกร์ที่แล้ว

ต่อประเด็นที่ว่า หากเวียดนามเผชิญ วิกฤตค่าเงินด่องจริงๆ แล้วจะก่อคลื่น โดมิโนไปยังประเทศอื่นๆ ในภูมิภาคหรือไม่ บิล เบลเชียร์ นักวิเคราะห์ที่ติดตามเศรษฐกิจทั่วเอเชีย ประจำแมคควอรี ในฮ่องกง ให้ข้อสังเกตว่า เศรษฐกิจขนาดใหญ่บางรายในเอเชียกำลังเผชิญกับความเสี่ยงในลักษณะเดียวกัน แม้ว่าไม่มีประเทศใดมีความเปราะบางเท่ากับเวียดนาม ซึ่งเป็นไปได้ว่าเราอาจเห็นภาวะชะลอตัวทางเศรษฐกิจที่รุนแรง และยาวนานมากกว่าที่หลายฝ่ายคาดการณ์ไว้ โดยอาจกินเวลานานถึงสิ้นปี 2552

รายงานระบุว่า ฟิลิปปินส์ เกาหลีใต้ และอินเดีย มีปัญหาบางอย่างที่เป็นปัจจัยผลักให้เวียดนามเผชิญมรสุมเศรษฐกิจขาลง โดยในทั้งสามประเทศ การนำเข้าน้ำมันที่แพงมากกำลังกัดกร่อนดุลบัญชีเดินสะพัด และกดดันค่าเงินให้อ่อนค่าลง

การอ่อนค่าของเงินหลายสกุลกำลังปะทุเงินเฟ้อ สร้างแรงกดดันให้ธนาคารกลางต้องขึ้นดอกเบี้ยเงินกู้ระยะสั้น ซึ่งอัตรา ดอกเบี้ยที่สูงขึ้นจะกระทบต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจและตลาดหุ้น จนกระตุ้นให้เกิดการไหลออกของเงินทุน ที่จำเป็นต่อการลดช่องว่างดุลการค้า

ทั้งนี้ ค่าเงินวอนของเกาหลีใต้ได้อ่อน ค่าลง 9.4% ในปีนี้ เนื่องจากกำลังเผชิญ กับการขาดดุลบัญชีเดินสะพัดครั้งแรกนับจากเกิดวิกฤตการเงินในเอเชีย ขณะที่เงินฟิลิปปินส์อ่อนค่าลงเกือบ 5.7% และอินเดียอ่อนค่าลง 7.9% ตรงกับบางประเทศที่ค่าเงินแข็งขึ้น อาทิ สิงคโปร์ที่แข็งค่าขึ้น 5.2% รวมถึงมาเลเซีย และไต้หวัน ที่ค่าเงินแข็งขึ้น 1.7% และ 6.6% ตามลำดับ

  Season of the Witch