Switch to: uk
19 May 2012 13:40PM

Thai Home Textile จากหัตถกรรมสู่ตลาดโลก

11 Jan 08 ,  เฉลิมพล ไชยรัตนชัชวาลย์
  • 0

ht1.jpgเคหะสิ่งทอพื้นบ้านถูกยกระดับสู่ตลาดสากล โดยมีผู้เชี่ยวชาญจากต่างประเทศเป็นที่ปรึกษา แต่ยังขาดการส่งเสริมอย่างต่อเนื่องจากหน่วยงานของรัฐและองค์กรเอกชนไทย

EU-Thailand Economic Co-operation Small Projects Facility ร่วมกับ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ จัดงานสัมมนา “The case of Thai Home Textiles: Building Export Competence of a SME Dominated Value Chain” เผยแพร่ความสำเร็จของโครงการในการพัฒนาผู้ประกอบการ SMEs ภาคเหนือของไทย ซึ่งผลิตผลิตภัณฑ์เคหะสิ่งทอออกสู่ตลาดโลกจนได้รับการตอบรับที่ดี

Dr. Astrid Faust, Senior Advisor, EU-Thailand Economic Co-operation กล่าวว่า ช่วง 10 ปีก่อน อุตสาหกรรมสิ่งทอไทยมีการเติบโตที่ค่อนข้างดี แต่ปัจจุบันค่อนข้างประสบปัญหามากมายและมีคู่แข่งเกิดขึ้นมาก อาทิ จีน อินเดีย ปากีสถาน แต่อุตสาหกรรมสิ่งทอไทยเองก็ยังมีโอกาสโดยเฉพาะอุตสาหกรรมเคหะสิ่งทอ (home textile) ซึ่งมีตลาดสหภาพยุโรป (EU) หรือญี่ปุ่น ที่ให้ความสนใจกับสินค้าประเภทนี้

ดังนั้นหน่วยงานของ EU ซึ่งได้งบสนับสนุนจากรัฐบาลยุโรปประมาณ 1 ล้านยูโร เพื่อนำมาพัฒนากลุ่มผู้ประกอบการ ขนาดกลางและขนาดเล็กของไทยที่ผลิตผลิตภัณฑ์เคหะสิ่งทอ ตั้งแต่เรื่องการผลิตไปจนถึงการตลาด เพื่อให้ตรงกับความต้องการของผู้บริโภคในยุโรป โดยมีระยะเวลาดำเนินการ 1 ปี ตั้งแต่ 2549-2550

“ในเมืองไทยมีกลุ่มผู้ประกอบการ SMEs ที่เป็นผู้ผลิตสินค้าเคหะสิ่งทออยู่ทางภาคเหนือประมาณ 3 แสนคน ผู้ประกอบการ SMEs เหล่านี้มีจุดแข็งในตัวเองคือ มีความหลากหลายของผลิตภัณฑ์ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นงานฝีมือ สามารถเข้าถึงลูกค้าในกลุ่มยุโรป แต่ขณะเดียวกันก็ยังมีจุดอ่อนคือ ราคาสินค้าค่อนข้างแพง ผลิตได้ในจำนวนน้อย การพัฒนาผลิตภัณฑ์และการสร้างแบรนด์ยังไม่ตรงกับตลาดโลก ฉะนั้นต้องให้ผู้ประกอบการเหล่านี้สร้างสินค้าที่เข้ากับการเปลี่ยนแปลงของตลาด รวมทั้งกระแสผู้บริโภคที่สนใจเรื่องสิ่งแวดล้อม” Dr. Faust ให้ความเห็น

ด้านคณะกรรมการที่ปรึกษาโครงการ คุณปิลันธน์ ธรรมมงคล กรรมการผู้จัดการ ห้างหุ้นส่วน ธนไพศาล จำกัด ให้ความเห็นว่า โครงการนี้ต้องการส่งเสริมให้ผู้ประกอบการ SMEs ส่งผลิตภัณฑ์เคหะสิ่งทอไปตลาดอียูได้โดยเน้นเรื่องมาตรฐานสิ่งแวดล้อม

 “ก่อนหน้านั้นคณะทำงานได้เก็บข้อมูลความต้องการตลาด แล้วนำมาบอก SMEs ผมคิดว่ารูปแบบนี้คือโมเดลที่ใช้ขยายผลในการส่งเสริม SMEs ในภาคเหนือ ปรับปรุงพัฒนาตัวเองเพื่อส่งออกได้ค่อนข้างดี ตัวผมเองเข้ามาเป็นที่ปรึกษาในเรื่องการฟอกย้อม ซึ่งผู้ประกอบการ SMEs เหล่านี้ส่วนใหญ่ใช้วัตถุดิบและการย้อมสีธรรมชาติ ทำให้ไม่ค่อยมีปัญหาเรื่องสิ่งแวดล้อมมากนัก แต่อาจต้องมีความต่อเนื่องในการผลิตภัณฑ์ออกมาอย่างสม่ำเสมอ” คุณปิลันธน์ กล่าว

ส่วนคุณณรงค์ เลิศกิตศิริ ผู้อำนวยการแบรนด์ "PASAYA" ที่มาร่วมเป็นวิทยากรในฐานะผู้พัฒนาแบรนด์เคหะสิ่งทอของตนเองจนเป็นที่ยอมรับของตลาดโลก กล่าวถึงโครงการนี้ว่า เป็นโครงการที่ดีมาก แต่มีเวลาสั้นเกินไปเพียง 1 ปี และเป็นโครงการที่ดำเนินการโดยต่างชาติ ซึ่งหากมีภาครัฐหรือภาคภาคอุตสาหกรรมไทยให้การสนับสนุน จะทำให้โครงการได้ประโยชน์มากกว่านี้ 

“ผลที่ได้รับมีประโยชน์ค่อนข้างมากเพราะมีผู้เชี่ยวชาญด้านต่างๆ มาให้ข้อมูลที่ดี แม้ผลที่ออกมามีปัญหาพอสมควร แต่ถ้าเอาปัญหาที่เกิดขึ้นเหล่านี้มาศึกษาต่อเนื่อง โดยได้รับความร่วมมือจากภาครัฐหรือหน่วยงานเอกชนสนับสนุน ผมว่าจะช่วยให้อุตสาหกรรมสิ่งทอไทยได้รับผลที่ดีขึ้น ข้อสำคัญผู้เข้าร่วมโครงการต้องพัฒนาตัวเองด้วย การที่จะสำเร็จหรือไม่ก็ขึ้นกับผู้เข้าร่วมโครงการฯ อย่างการผลิตสินค้าในปัจจุบัน หรือการร่วมงานแสดงสินค้าต่างประเทศ ผู้ประกอบการเองก็ต้องทำการบ้าน ต้องรู้เทรนด์ ตลาด สี เพราะในตลาดหนึ่งอาจชอบสีหรือลวดลายไม่เหมือนกัน ฉะนั้นถ้ามีโอกาสไปบุกตลาดใหม่ๆ ก็อาจทำผลิตภัณฑ์ให้หลากหลายขึ้นเพื่อให้เหมาะกับผู้ซื้อ” คุณณรงค์ แนะนำ

แม้จะได้รับการส่งเสริมเรื่องการผลิตและการตลาดแล้ว แต่กลุ่ม SMEs เองก็ยังต้องการที่จะได้รับการสนับสนุนด้านอื่นๆ จากหน่วยงานของรัฐ อาทิ การขอใบรับรองฉลากสิ่งแวดล้อม ซึ่งจะช่วยให้การพัฒนาสินค้าใหม่นี้เกิดประโยชน์สูงสุด

You must be a registered user to comment. Click here to register.

Already a user? Click here to login.