Switch to: uk
27 March 2017 18:57PM

ตลาดเส้นใยสังเคราะห์โตต่อเนื่อง

26 Sep 12 ,  TTIS Textile Digest
  • 0

การพัฒนาสินค้าของเส้นใยสังเคราะห์ไม่ใช่แค่ออกชื่อสินค้าใหม่ๆ ด้วยประเภทสินค้าที่มีอยู่หลากหลายแล้วในตลาด แต่รวมถึงการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงขั้นตอนของการผลิตทั้งวงจรการผลิตเพื่อเพิ่มมูลค่าของทั้งกระบวนการ

 

ในปี2554 ปริมาณการผลิตเส้นใยทั่วโลกเพิ่มสูงขึ้นในอัตราร้อยละ 4.1 เป็นปริมาณ79.1ล้านตันซึ่งเป็นปริมาณสูงสุดเป็นประวัติการณ์ในช่วงเวลาเดียวกัน ผลผลิตฝ้ายเพิ่มขึ้นร้อยละ6.7 เป็น 26.8ล้านตันซึ่งใกล้เคียงกับปริมาณการผลิตในปี 2549 – 2555 บรรดาผู้เชี่ยวชาญเชื่อว่าอุปทานฝ้ายคงจะไม่สูงไปกว่านี้อีกแล้วเนื่องจากพื้นที่เพาะปลูกมีจำกัด จีนแผ่นดินใหญ่ได้ประกาศว่าพื้นที่เพาะปลูกฝ้ายจะลดลงร้อยละ10ในปีนี้ ส่วนเกษตรกรในประเทศอื่นๆก็หันไปปลูกถั่วเหลืองและพืชผลอื่นๆเพื่อตอบสนองความต้องการอาหารและพลังงานทดแทนซึ่งนับวันจะขยายตัวตามจำนวนประชากรของโลก

 

ในปี 2554ปริมาณการผลิตเส้นใยเคมี ซึ่งครอบคลุมถึงเส้นใยสังเคราะห์และเซลลูโลซิคในหมวดหมู่man-made cellulosics(MMCs)อาทิ viscose, acetate, modal, lyocellเพิ่มขึ้นในอัตราร้อยละ 2.9%เป็น 51.2 ล้านตันซึ่งเป็นปริมาณสูงสุดเป็นประวัติการณ์เช่นกันสามในสี่ของปริมาณการผลิตเส้นใยเคมีในปี 2554 ได้แก่โพลีเอสเตอร์ซึ่งครองอันดับหนึ่งทั้งในแง่ปริมาณการผลิตและอัตราการเจริญเติบโตในยุโรป โรงงานผลิตเส้นใยโพลีเอสเตอร์รายใหญ่ๆ กำลังทบทวนประสิทธิภาพของกระบวนการผลิต

 

2Membrane-Faultline

 

การเพิ่มประสิทธิภาพ

Advansaลงทุนอัพเกรดโรงงานในด้านเทคโนโลยีการรีไซเคิลที่กรุงแฮม ประเทศเยอรมนี โดยการก่อสร้างโรงงานใหม่เอี่ยม ผลิตวัตถุดิบจากขวดใช้แล้วข้างเคียงกับโรงงานผลิตเส้นใยเพื่อลดต้นทุนการขนส่ง และหน่วยรีดพลาสติกซึ่งสามารถใช้วัตถุดิบจากขวดพลาสติกรีไซเคิล PETที่ได้มาจาก ระบบควบคุมคุณภาพที่เข้มงวดของยุโรปสามารถรับประกันว่าวัตถุดิบแปรสภาพที่ผลิตโดยโรงงานแห่งนี้มีคุณภาพเท่าเทียมกับ fiberfill และนอนวูฟเว่นของแบรนด์เนมใหญ่ๆ ซึ่งผลิตจากเส้นใยที่บริสุทธิ์และไม่มีสิ่งเจือปน

 

นอกจากนี้ ผลการประเมินวัฏจักรชีวิต(LCA หรือ Life-cycle assessment) ของเส้นใยซึ่งแปรสภาพจาก PETบ่งชี้ว่าเส้นใยดังกล่าวเป็นมิตรต่อสภาพแวดล้อมหลายประการ เมื่อเทียบกันแล้ว ในด้านการใช้น้ำเส้นใยฝ้ายต้องใช้น้ำถึง 100 เท่าเพื่อจะผลิตเส้นใย 1,000 กิโลกรัม ขณะที่วิสโคสของLenzingใช้น้ำกว่า10 เท่า น้ำหนักของเส้นใย และLyocellใช้น้ำ 5 เท่า ขณะที่เส้นใย Advansaซึ่งผลิตจากขวด PET ที่ใช้แล้ว ใช้น้ำเพียง .33% ของน้ำหนักเส้นใยหรือเพียง 300 เท่าน้อยกว่าฝ้าย ในการผลิต 90 เท่าน้อยกว่าLyocellและ70 เท่าน้อยกว่า PLA

 

1Membrane-Faultline

 

รายงานจาก Trevira


Treviraซึ่งเป็นผู้ผลิตโพลีเอสเตอร์รายใหญ่รายงานว่า ลูกค้าและผู้บริโภคจำนวนมากสนใจข้อมูลเกี่ยวกับคุณสมบัติของเส้นใยซึ่งเป็นมิตรต่อสภาพแวดล้อม เพื่อตอบสนองความต้องการดังกล่าว บริษัทฯจึงได้ว่าจ้างบริษัทที่ปรึกษาชื่อ Systainให้จัดทำสมดุลย์ทางสภาพแวดล้อมเพื่อควบรวมเข้ากับมาตรฐาน ISO 14040/44

 

บริษัทSystainได้ประเมินรอยเท้าทางนิเวศน์หรือ ecological footprintขั้นตอนการผลิตโพลีเอสเตอร์ของTreviraโดยเริ่มต้นจากการคัดเลือกสารเคมีและวัตถุดิบไปจนถึงผลิตภัณฑ์สำเร็จรูป นอกเหนือไปจากการคำนวณปริมาณแก๊สคารบอนไดอ๊อกไซด์ที่ปล่อยออกมาในขั้นตอนการผลิตต่างแล้ว การศึกษายังเน้นการจัดทำนิยามเกี่ยวกับการใช้ทรัพยากร รวมทั้งการเปรียบเทียบกับการใช้ฝ้ายซึ่งเป็นเส้นใยธรรมชาติที่นิยมใช้กันแพร่หลาย

 

การปรับตัว

หากพิจารณาในแง่ความยั่งยืน โพลีเอสเตอร์ได้เปรียบฝ้ายหลายประการไม่เว้นแม้แต่ในขั้นตอนการผลิต และหากคำนึงถึงขั้นตอนต่างๆภายหลังการผลิตและการใช้งาน ปรากฏว่าได้มีการประยุกต์ใช้โพลีเอสเตอร์ทั้งในรูปแบบวัตถุดิบและในขั้นตอนการปั่นด้าย เพื่อให้สอดคล้องกับวัตถุประสงค์ในการใช้งานขั้นสุดท้ายด้วยเหตุนี้เอง ผู้ผลิตจึงไม่จำเป็นต้องใช้สารเคมีเพื่อปรับเปลี่ยนสภาพของเส้นใยเพิ่มเติมซึ่งจะช่วยลดผลกระทบด้านการใช้น้ำ สภาพอากาศ และดิน

 

เป็นที่เข้าใจดี

แต่ปัจจัยที่สำคัญที่สุดคือเทคโนโลยีการผลิตโพลีเอสเตอร์ซึ่งผู้ผลิตทั่วไปเข้าใจและเข้าถึงได้ง่ายที่สุดเมื่อเปรียบเทียบกับเทคโนโลยีอื่นๆ

 

4Membrane-Faultline

 

นาย Colin Purvis อดีตผู้อำนวยการของสมาคมใยสังเคราะห์แห่งยุโรปและสมาคมสิ่งทอโพลีออลเลฟินแห่งยุโรปและปัจจุบันผู้อำนวยการบริษัทที่ปรึกษาPurvis มองว่า ราคาโพลีเอสเตอร์จะขยับสูงขึ้นตามราคาฝ้ายและเส้นใยอื่นๆถึงแม้ว่าอุปทานยังสูงกว่าอุปสงค์

 

โพลีเอสเตอร์จะครองตำแหน่งผุ้นำในบรราดาเส้นใยในราคาที่แข่งขันได้กับเส้นใยชนิดอื่นๆ โดยราคาอาจขยับขึ้นเมื่อฝ้ายหรือเส้นใยอื่นขึ้นราคา และก็คงจะมีกำลังผลิตที่มากกว่าปริมาณความต้องการเล็กน้อย ยังมองไม่เห็นอะไรจะมาหยุดการขยายตลาดของโพลีเอสเตอร์ได้

 

“ปัจจัยที่สำคัญที่สุดคืออัตราสัดส่วนระหว่างราคาและการปฏิบัติงาน (price/performance ratio)ของเส้นใย นอกจากการอ้างอิงคุณสมบัติด้านสภาพแวดล้อม ผู้ผลิตต้องพิสูจน์ว่าเส้นใยสามารถปฏิบัติงานได้จริงตามข้ออ้างอิง แต่ในขณะเดียวกัน ก็พึงสังวรณ์ว่าผู้บริโภคที่เต็มใจจ่ายเงินเพิ่มขึ้นสำหรับผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสภาพแวดล้อมมีจำนวนน้อยนิด นอกจากนี้ การประเมินผลกระทบต่อสภาพแวดล้อมควรต้องครอบคลุมวัฏจักรของเส้นใย รวมทั้งอายุการใช้งาน ความเบาบางของสินค้า การใช้น้ำและที่ดินในการผลิต”

 

เนื่องจากยุโรปมีมาตรการควบคุมการปล่อยคาร์บอนไดอ็อกไซด์และการใช้พลังงานที่มีประสิทธิภาพสูงสุด ดังนั้น โพลีเอสเตอร์ส่วนใหญ่จึงผลิตจากวัตถุดิบที่แปรสภาพจากขวดพีอีที

 

Indorama

ผู้ผลิตรายหนึ่งซึ่งให้ความสำคัญต่อตัวแปรเหล่านี้คือกลุ่ม IndoramaVenture ซึ่งมีสำนักงานใหญ่ในกรุงเทพฯ นี่เอง กลุ่มนี้ให้ควมสนใจกับคุณค่าของโนว์ฮาว เพื่อนำมาใช้ทำ Branding โดยได้ซื้อกิจการในด้านนี้หลายรายเมื่อ 18 เดือนที่ผ่านมา

 

-          โดยตระหนักถึงคุณสมบัติที่เหมาะสมต่างๆของโพลีเอสเตอร์ ความรู้ต่างๆที่สั่งสมมาเป็นเวลาช้านาน รวมทั้งมูลค่าของแบรนด์ซึ่งเป็นที่คุ้นเคยในตลาด อินโดรามาซึ่งเป็นผู้ผลิตโพลีเอสเตอร์รายใหญ่ของไทยจึงได้ลงทุนซื้อร้อยละ75ของหุ้นTreviraซึ่งมีกำลังผลิตถึง120,000 ตันในเยอรมันนีและโปแลนด์

-          อีกทั้งได้ซื้อ Wellman International ซึ่งมีกำลังผลิตเส้นใยจากวัตถุดิบแปรรูป(recycled PET) 80,000 ตันในฝรั่งเศสและสเปน

-          รวมทั้ง Fibervisionsผู้ผลิต specialty PP รายใหญ่สุดในสหรัฐ ยุโรปและจีน ซึ่งมีกำลังผลิตถึง221,000ตัน

-          นอกเหนือไปจากการขยายกำลังผลิตอีก220,000 ตันในโรงงานของอินโดรามาที่โปแลนด์ซึ่งแล้วเสร็จในปี2554พัฒนาการของอุตสาหกรรม

 

3Membrane-Faultline

 

MMCs (Man-made Cellulosics) หรือเส้นใยเรยอน

MMCs มีแนวโน้มที่จะเติบโตอย่างรวดเร็วในช่วง10ปีข้างหน้าสอดคล้องกับพัฒนาการที่โดดเด่นของโพลีเอสเตอร์ปริมาณการผลิตMMCsในปี2554โตขึ้น 4.2%เท่ากับ 4.6 ล้านตันซึ่งสูงสุดเป็นประวัติการณ์สะท้อนให้เห็นความต้องการในสาธารณรัฐประชาชนจีนซึ่งครอง61% (31.3 ล้านตัน)ของตลาดเส้นใยเคมีทั่วโลก

 

ปริมาณการผลิต MMCs ซึ่งเพิ่มขึ้นเป็น 4.6 ล้านตันเป็นผลจากการขยายตัวของเส้นใยวิสโคสในอัตรา6.1% (3.3ล้านตัน) การผลิตเส้นใยยาวซึ่งลดลง 1.9% และเส้นใยอาซิเตตสูงขึ้นเล็กน้อยที่ 0.2%

 

ยุโรปและเอเซียผลิต 90%ของปริมาณการผลิตเส้นใยวิสโคสทั่วโลกผลผลิตของจีนขยายตัวในอัตรา8.8% อินโดนีเซีย 6% และอินเดีย5.4%

 

ข้อจำกัดทางด้านกำลังผลิตยังผลให้ราคาฝ้ายในตลาดโลกเพิ่มขึ้นเป็นประวัติการณ์ จาก 171 เซนต์สหรัฐในช่วงต้นปี 2554 เป็น244 เซนต์ในเดือนมีนาคมก่อนที่จะปรับตัวลงสู่ระดับ95 - 115 เซนต์ ในช่วงสิงหาคมถึงธันวาคมในช่วงปีที่ผ่านมาราคาฝ้ายต่ำสุดที่ระดับ 92เซนต์ต่อปอนด์ตอนกลางเดือนธันวาคม 2554

 

ราคาขายของโพลิเอสเตอร์ถีบตัวสูงขึ้นในตอนต้นปี 2554 เนื่องจากความต้องการที่สูง และก็ลดต่ำลงในระหว่างปี ทำให้ราคาเฉลี่ยถึงปีต่ำลงเล็กน้อย

 

ในครึ่งปีแรกของปี 2554 ราคาขายของเส้นใยวิสโคสสั้นก็สูงขึ้นเนื่องจากจากความต้องการที่เพิ่มขึ้นเช่นกัน โดยเฉพาะในเอเซีย แต่ราคาไม่ได้ถีบตัวสูงขึ้นลงมากเท่าราคาฝ้าย

 

นายColin Purvis ตั้งข้อสังเกตุว่า หากคำนึงถึงราคาวัตถุดิบซึ่งมีแนวโน้มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง รวมทั้งความต้องการซื้อเซลลูลิคซึ่งน่าจะสูงกว่ากำลังผลิตหรืออุปทานเส้นใยวิสโคสที่มีคุณภาพนอกจากนี้ มาตรการปกป้องสภาพแวดล้อมยังทำหน้าที่เป็นกำแพงปกป้องผู้ผลิตในยุโรปซึ่งมีจำนวนเพียง4ราย

 

กลุ่มอดิตยา เบอร์ล่า

ผู้ผลิตเส้นใยสังเคราะห์ที่เล็งเห็นแนวโน้มความต้องการที่เพิ่มขึ้นและช่องทางการตลาดนี้อีกรายหนึ่งคือกลุ่มอดิตยา เบอร์ล่า ของอินเดียซึ่งมีแผนจะตั้งโรงงานผลิตเส้นใยวิสโคสสั้นที่เมือง Adana ประเทศตุรกี

 

กลุ่มนี้เป็นผู้ผลิตวิสโคสชั้นนำของโลกอยู่แล้วจะลงทุนอีก 500ล้านเหรียญสหรัฐในห้าปีข้างหน้าและเพิ่มกำลังการผลิตอีก 180,000 ล้านตันต่อปี

 

เส้นใยเซลลูโลซิคของเบอร์ล่าเป็นเส้นใยจากวัสดุที่มาจากธรรมชาติที่ย่อยสลายได้ (biodegradable) และมีคุณสมบิตซึมซับน้ำได้ดีมากสินค้าใหม่ภายใต้ชื่อ Purocelเป็นเส้นใยกลวงซึ่งไร้สารคลอรีนและตะกั่ว (hollow, chlorine and zinc-free)พร้อมกันนี้ยังมีคุณสมบัติกันเชื้อโรคanti-bacteria เหมาะมากสำหรับใช้ในผลิตภัณฑ์ non-woven สำหรับผ้าเช็ดพื้นผิว (wipes) หรือสินค้าทางสุขภัณฑ์ (personal hygiene), ผลิตภัณฑ์เด็ก (baby care), sanitary items, ที่ใช้ในสถานพยาบาลและทั้งที่ใช้ในบ้าน (medical and household end-uses)

 

กลุ่มเบอร์ล่าขณะนี้มีส่วนแบ่งตลาดโลกอยู่แล้วกว่า 21%ในตลาดเส้นใยวิสโคสสั้นในกำลังผลิตที่750,000 ตันต่อปีซึ่งจะขยายไปถึง  1.1 ล้านตันในปี2558

 

“เราคาดว่าจะเริ่มโรงงานที่ตุรกีตอนต้นปี 2558 ผลิตป้อนอุตสาหกรรมสิ่งทอในตุรกี คุณ K.K.Maheshwari อธิบาย “ขณะนี้เส้นใยวิสโคสสั้นในตุรกีใช้ในภาคสิ่งทอและ nonwoven ทั้งหมดต้องนำเข้า และเข้าใจว่าตลาดนี้มีผู้บริโภคใหญ่เป็นที่ 4 ของโลกและกำลังจะเป็นที่ 2 ในห้าปีข้างหน้า ฉะนั้นการมาถึงโรงงานผลิตใหม่ที่นี่มีความสมเหตุสมผลเป็นอย่างยิ่ง และเราก็ได้รับการต้อนรับเป็นอย่างดีจากรัฐบาลตุรกีทั้งด้านนโยบายอุตสาหกรรมและความช่วยเหลือด้านแรงงาน”

* ข้อมูลจาก www.adsaleATA.com