ปัญหาค่าเงินบาทที่ผันผวน คาดส่งผลกระทบระยะสั้น สุดท้ายจะคลี่คลาย ควรใช้วิกฤติเร่งสร้างโอกาส ใช้ความคิดสร้างสรรค์ ผลิตสินค้าใหม่ และใช้ประโยชน์ AEC ขยายตลาด

แนวโน้มสิ่งทอไทยปี 54 สดใส บริษัทหลายแห่งมีออร์เดอร์ล่วงหน้าหลายเดือน
ประธานสหพันธ์อุตสาหกรรมสิ่งทอแห่งประเทศไทยชี้ ปัญหาค่าเงินบาทแข็งและฝ้ายขึ้นราคาเป็นผลกระทบระยะสั้นที่ผู้ประกอบการเคยเผชิญมาแล้ว ส่วนการจับคู่ VVF ในโครงการ SAFSA ได้รับการตอบรับที่ดีจากผู้ซื้อรายใหญ่ ล่าสุด MUJI จากญี่ปุ่นให้ความสนใจ ด้านผู้ประกอบการวอนการเมืองสงบ จะช่วยทำให้เกิดบรรยากาศการลงทุนเพิ่มเติม

แนวโน้มสิ่งทอไทยปี 54 สดใส บริษัทหลายแห่งมีออร์เดอร์ล่วงหน้าหลายเดือน
ยอดออร์เดอร์ไตรมาสแรกเต็ม
ประเดิมศักราชใหม่รับปีกระต่าย บริษัทสิ่งทอโดยเฉพาะผู้ผลิตเส้นใยและเส้นด้ายของไทยมีออร์เดอร์จากเมืองจีนสั่งสินค้าไปจนถึงไตรมาสแรกของปี 2554 คุณเจริญ เจริญวัฒนาสุขสม กรรมการ บริษัท ประชาอาภรณ์ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า อุตสาหกรรมสิ่งทอไทยปี 2554 น่าจะดีขึ้นโดยเฉพาะในตลาดต่างประเทศ เนื่องจากไตรมาสที่ 3-4 ของปี 2553 ลูกค้าย้ายคำสั่งซื้อจากจีนมาลงออร์เดอร์โรงงานในเมืองไทย ด้วยเหตุผลสามปัจจัย คือ สินค้าจีนราคาสูงขึ้น เรื่องคุณภาพ และการส่งมอบที่ยังไม่สม่ำเสมอ
นอกจากนี้บริษัทยังได้ลูกค้าจากญี่ปุ่นเพิ่ม “ลูกค้าต่างประเทศของบริษัทผมส่วนใหญ่เป็นตลาดอเมริกา แต่ปลายปีที่แล้วมีลูกค้าญี่ปุ่น 4-5 รายที่สนใจผ้ายืดติดต่อเข้ามาหาเราเอง” คุณเจริญ กล่าว

คุณทวีพร ธีรทัตตานนท์ จาก ทรงชัยปั่นทอ เห็นว่าอุตสาหกรรมสิ่งทอปี 54 น่าจะไปได้ดี เพราะจีนผลิตสิ่งทอน้อยลง
ด้านคุณทวีพร ธีรทัตตานนท์ กรรมการบริหาร บริษัท ทรงชัยปั่นทอ จำกัด ให้ความเห็นในเรื่องเดียวกันว่า อุตสาหกรรมสิ่งทอปี 2554 น่าจะดี โดยเฉพาะอุตสาหกรรมปั่นด้ายและทอผ้า เพราะว่าจีนผลิตสิ่งทอน้อยลง ทำให้มี demand จากจีนไหลเข้ามา และลูกค้าที่ต้องการเส้นด้ายคุณภาพที่ไม่มีสิ่งแปลกปลอมส่วนใหญ่จะมาลงคำสั่งซื้อในเมืองไทย เพราะในอาเซียนไทยมีชื่อเสียงและมีคุณภาพที่ดีกว่า ทำให้ลูกค้าหันมาใช้เส้นด้ายจากไทยมากขึ้น

ยอดออร์เดอร์จากจีนไหลมาไทยทำให้สิ่งทอไทยในไตรมาสแรกของปีกระต่ายสดใส
ฝ้าย VS ค่าเงินบาท
กลไกที่ต้องยอมรับ
ภาวะปัจจุบันที่ฝ้ายซึ่งเป็นวัตถุดิบหลักในการผลิตสิ่งทอขาดแคลนเนื่องจากมีการเพาะปลูกน้อยลง ทำให้เกิดภาวะฝ้ายขาดตลาด ส่งผลให้ราคาฝ้ายขยับสูงขึ้น และมีผลต่อเนื่องให้ราคาวัตถุดิบชนิดอื่นขยับราคาสูงตามเป็นทอดๆ ปัจจุบันราคาฝ้ายที่ไม่ใช่ใยยาวจากราคา 50 เซ็นต์ต่อปอนด์ ขยับขึ้นมาเป็น 1.6 เซ็นต์ต่อปอนด์ ส่วนเส้นด้ายเบอร์ 40 ขยับราคาจาก 40 บาท/ปอนด์ เป็น 90 บาท/ปอนด์
“ฝ้ายขึ้นราคาส่งผลกระทบเป็นลูกโซ่ต่อไปเป็นทอดๆ ถ้าเส้นด้ายขึ้นราคาทุก 10% ผ้ายืดก็ขึ้นราคาตาม 6-7% ส่วนเสื้อผ้าขึ้นราคาไม่น้อยกว่า 20%” คุณเจริญ ขยายความ
ประธานสหพันธ์อุตสาหกรรมสิ่งทอแห่งประเทศไทย คุณปิลันธน์ ธรรมมงคล ให้ความเห็นว่า ความผันผวนของราคาฝ้ายส่งผลกระทบต่ออุตสาหกรรมสิ่งทอในปัจจุบันแน่นอน และส่งผลกระทบค่อนข้างเยอะเพราะราคาฝ้ายเปลี่ยนแปลงเร็วมาก ทำให้ผู้ที่โดนผลกระทบตั้งรับไม่ทัน แต่ก็เป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทั่วโลก ซัพพลายเออร์ทั่วโลกได้รับผลกระทบนี้เช่นกัน เชื่อว่าเมื่อถึงระยะหนึ่งเหตุการณ์จะคลี่คลาย ทุกคนจะปรับตัวหาสมดุลใหม่และดำเนินธุรกิจไปต่อได้ เช่นเดียวกับค่าเงินบาทแข็งที่จะส่งผลกระทบระยะสั้น เนื่องจากมีการตกลงราคาสินค้าล่วงหน้ากันไปแล้ว พอระยะกลางจะมีการปรับตัว ตกลงราคาใหม่ในราคาที่ยอมรับกันได้
“เรื่องค่าเงินบาทแข็งไม่ใช่เรื่องที่ไม่เคยเกิดขึ้น ฉะนั้นธุรกิจมีการปรับตัวมาเรื่อยๆ เพียงแต่ว่าแต่ละ movement มันก็มีผลกระทบ เมื่อเริ่มปรับตัวแล้วมันก็จบ เหมือนเล่มเกมธุรกิจใหม่ พูดแบบสัตย์จริง เรื่องค่าเงินบาทเป็นสิ่งที่นอกเหนือการควบคุมของรัฐบาล หรือความสามารถของแต่ละบริษัท เป็นเรื่องเกี่ยวกับเศรษฐกิจโลก เพียงแต่มาตรการบางอย่างของรัฐอาจจะช่วยชะลอทำให้ช้าลงได้แค่นั้น การเปลี่ยนแปลงทุกอย่างที่เกิดขึ้นส่งผลกระทบทั้งนั้น จะมากหรือน้อยแล้วแต่เหตุการณ์ แต่หลังจากที่เกิดวิกฤติต่างๆ คนจะไม่อยู่เฉย มีวิธีคิด เกิดไอเดีย แก้ปัญหาจัดสมดุลได้จนคลี่คลาย ทุกปัญหามันจะมีทางออกทุกครั้ง” คุณปิลันธน์ กล่าว

ประธานสหพันธ์อุตสาหกรรมสิ่งทอแห่งประเทศไทย คุณปิลันธน์ ธรรมมงคล แนะให้ใช้วิกฤติเพื่อเร่งสร้างสรรค์ไอเดียผลิตสินค้า
ด้านคุณทวีพรจากทรงชัยปั่นทอแนะนำว่า เมื่อฝ้ายในตลาดโลกค่อนข้างขาดแคลน การบริหารต้นทุนด้านวัตถุดิบจึงสำคัญอย่างยิ่ง การทำธุรกิจในปี 2554 ต้องให้ความสำคัญในการเลือกสรรฝ้ายและวัตถุดิบที่มีคุณภาพดีสม่ำเสมอมาใช้ในการผลิต และมีการจองล่วงหน้าให้เพียงพอ ไม่ให้กระทบต่อการผลิต สำหรับประเทศไทยต้องมีการปรับปรุงกระบวนการผลิตให้ Lean และมีประสิทธิภาพในการผลิตสูงสุด
“ต้องมีการใช้อุปกรณ์อัตโนมัติมาควบคุมคุณภาพและทดแทนแรงงานคนเพิ่มขึ้น อีกทั้งต้องมุ่งเน้นในเรื่องความปลอดภัย การรับผิดชอบต่อพนักงาน ชุมชน สังคม และ ต้องไม่ทำอันตรายต่อสิ่งแวดล้อม” คุณทวีพร กล่าวเสริม

ปัญหาฝ้ายขาดแคลน-ขึ้นราคา ทำให้ผู้ประกอบการต้องปรับตัวและบริหารวัตถุดิบให้มีเพียงพอใช้ในการผลิต
สิ่งทอสร้างสรรค์คือทางออก
กับสถานการณ์ในปัจจุบัน คุณปิลันธน์ ธรรมมงคล ซึ่งเป็นเจ้าของธุรกิจสิ่งทอถึงสามบริษัทคือ ห้างหุ้นส่วน ธนไพศาล จำกัด บริษัท กรีนวิลล์ จำกัด และ บริษัท บ้านสิ่งทอ จำกัด เปิดเผยว่า สิ่งที่บริษัทเตรียมตัวเป็นเรื่องแรกคือ ความชัดเจน ตรงไปตรงมากับข้อเท็จจริง คือไม่หลอกตัวเองและไม่หลอกลูกค้า เช่น เมื่อต้นทุนสินค้าเพิ่มขึ้น 5 บาท ก็จะใช้วิธีสื่อสารกับลูกค้าตรงๆ ว่ามีต้นทุนเพิ่มขึ้น 5 บาท แล้วร่วมมือใกล้ชิดกับลูกค้าเพื่อหาทางแก้ปัญหา
นอกจากนี้ต้องปรับเปลี่ยนกระบวนการผลิตบางกระบวนการให้รวดเร็วขึ้นเพื่อลดต้นทุนลง พร้อมทั้งการพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ อาทิ การพัฒนาผ้าผืนให้มีความพิเศษสามประการคือ look, touch และ function ที่เปลี่ยนไป โดยโฟกัสไปที่ความต้องการของตลาดเป็นหลัก ล่าสุดบริษัทได้ทดลองนำไหม ERI มาพัฒนาเป็นผ้าผืนในเชิงอุตสาหกรรม ซึ่งได้ผลการทดสอบเป็นที่น่าพอใจ คือได้ผ้าผืนที่มีสัมผัสคล้าย wool แต่นิ่ม เบากว่า และกำลังจะต่อยอดไปเป็นสินค้าสำเร็จรูปต่อไป
“ทุกครั้งที่ลูกค้ามาหาจะถามว่ามีอะไรใหม่ ผมว่าถ้ามองเหตุการณ์ในปัจจุบัน แทนที่จะขึ้นราคาสินค้าตัวเดิม ก็เพิ่มความคิดสร้างสรรค์ พัฒนาสินค้าตัวใหม่ที่ขายได้ราคาดีกว่าเดิม ผมว่าวิกฤติตอนนี้เป็นตัวกระตุ้นทำให้คนเกิดความคิดสร้างสรรค์สิ่งใหม่ออกมาและเร็วด้วย ปัจจุบันการพัฒนาสินค้าต้องมีเรื่อง green เข้ามา จากที่บริษัทเราเคยได้ EU Flower สิ่งที่มันช่วยคือทำให้เรามีจุดยืนเรื่องสิ่งแวดล้อมชัดเจน แล้วคนที่มีจุดยืนเดียวกันก็มาหาเรา คุยกันง่าย เพราะเขาเห็นความตั้งใจ มีความเชื่อใจไปแล้วกว่าครึ่ง ในการประสานงานต่อก็ง่ายคือเขาเปิดแล้ว
“ผมว่าการได้ฉลาก EU Flower บนผ้าไหมยังไม่เพียงพอ เพราะในยุโรปหรือประเทศที่มีความสนใจเรื่องนี้ส่วนใหญ่เป็นประเทศที่มีความเจริญและร่ำรวย เขาคงไม่ซื้อผ้าเพื่อไปตัดเย็บเพราะมีต้นทุนสูง ขายเป็นผ้าผืนที่คงยาก แต่ถ้าพัฒนาต่อเป็นสินค้าสำเร็จรูปแล้วได้ฉลาก EU Flower โอกาสขายจะง่ายกว่า บริษัทเลยนำผ้าไหมไปทำเป็นผ้าพันคอ กำลังขอฉลาก EU Flower อยู่” คุณปิลันธน์ กล่าว
ด้านคุณเจริญให้มุมมองว่า ในแต่ละปีมีเหตุการณ์ต่างๆ เกิดขึ้นไม่เหมือนกัน ผู้ประกอบการต้องติดตามข่าวสารเพื่อปรับตัวให้ทันกับเหตุการณ์ ไม่ว่าค่าเงินบาทจะแข็งหรืออ่อนก็กระทบทั้งสองด้าน อยู่ที่ว่าแต่ละบริษัทจะปรับตัวอย่างไรให้สินค้ามีความแตกต่าง รวมทั้งเรื่องการบริการและส่งมอบที่ต้องรวดเร็ว
“ต้องใช้ความคิดในการขายสินค้ามากขึ้น ผมมองว่าผ้าผืนสามารถนำไปใช้ผลิตสินค้าได้มากกว่าเสื้อผ้า บริษัทจึงนำผ้าผืนไปแสดงที่ Material ConneXion ที่ TCDC (ศูนย์สร้างสรรค์งานออกแบบ) ปรากฏว่ามีนักตกแต่งภายในเห็นผ้าของเราแล้วนำไปใช้ทำเคหะสิ่งทอ หรือไปตกแต่งรถยนต์ ฉะนั้นการค้าปัจจุบันต้องสร้างความคิด หยุดนิ่งไม่ได้ สิ่งทอเองก็ต้องพัฒนานวัตกรรมเพิ่มมากขึ้น อยากให้การเมือไทยนิ่งๆ แบบปัจจุบันจะทำให้มีการลงทุนเพิ่มเติม ช่วงสองสามปีมานี้เราเสียโอกาสให้ประเทศข้างเคียงไปเยอะ” คุณเจริญ อธิบาย
ในขณะที่คุณทวีพรกล่าวว่า บริษัทพยายามทำงานอย่างใกล้ชิดกับคู่ค้าในการพัฒนาสินค้าและปรับปรุงคุณภาพของผลิตภัณฑ์ร่วมกัน เพื่อให้ได้สินค้าที่ตรงตามความต้องการของลูกค้า ปัจจุบันลูกค้าในต่างประเทศโดยเฉพาะอเมริกาและยุโรปให้ความสนใจกับสิ่งทอที่ใช้วัตถุดิบที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมเพิ่มขึ้น เช่น Organic cotton, recycled polyester, bio synthetic
“ที่ผ่านมาการส่งออกสิ่งทอของไทยส่วนใหญ่มุ่งไปที่อเมริกาและยุโรป แต่พอทั้งสองแหล่งได้รับผลกระทบทางเศรษฐกิจจึงจำเป็นต้องหาตลาดใหม่มาทดแทน จีนน่าจะเป็นตลาดส่งออกที่สำคัญ เนื่องจากอุตสาหกรรมสิ่งทอในจีนมีต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้น คนรุ่นใหม่ต้องการทำงานในอุตสาหกรรมอี่นที่ทันสมัยกว่า จึงเป็นโอกาสของสิ่งทอไทย ทั้งเส้นด้ายและผ้าผืนน่าจะได้รับความสนใจจากผู้ซื้อ และอีกประเทศที่น่าสนใจคืออินเดีย”

ความคิดสร้างสรรค์จะช่วยให้นำสิ่งทอไปผลิตสินค้าได้มากกว่าเสื้อผ้า
AEC โอกาสในการขยายตลาด
ในปี 2015 ที่ชาติสมาชิกอาเซียนจะรวมตัวกันเป็นประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (AEC) นั้น คุณปิลันธน์เผยว่าเป็นแนวโน้มที่น่าสนใจที่สุด เพราะจะช่วยเพิ่มตลาดจากประชากรในประเทศที่มีเพียง 60 ล้านคน ขยายเป็น 600 ล้านคน โดยส่วนตัวจากที่ไม่เคยสนใจตลาดในอาเซียน ตอนนี้บริษัทได้เริ่มติดต่อกับลูกค้าบางประเทศเช่น สิงคโปร์ ฟิลิปปินส์
คุณปิลันธน์ขยายความต่อไปว่า จากการรวมเป็น AEC ทำให้เกิดโครงการ SAFSA (Source ASEAN Full Service Alliance) ซึ่งมีการจับคู่ธุรกิจ (VVF – Virtual Vertical Factory) ระหว่างผู้ผลิตสิ่งทอตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำระหว่างในอาเซียนเพื่อรองรับความต้องการของผู้ซื้อรายใหญ่ โครงการนี้ได้รับความสนใจเป็นอย่างดีเพราะสามารถตอบสนองผู้ซื้อได้อย่างสะดวกรวดเร็ว
“ขณะนี้วิธีการจับคู่ธุรกิจเพื่อสร้าง VVF ถูกใจตรงใจผู้ซื้อต่างประเทศ เขาบอกว่าหามานานเพราะมันสะดวก มีผู้ซื้อรายใหญ่ให้ความสนใจเข้ามาคุย เช่น MUJI จากญี่ปุ่น แต่ตอนนี้ VVF ยังมีการจับคู่น้อย ต้องสร้างคู่ให้มากขึ้น ผมเชื่อว่าต่อไปอาจไม่จำเป็นต้องเป็นผู้ซื้อรายใหญ่ อาจเป็นขนาดกลาง หรือขนาดเล็ก แล้วคู่ VVF ก็สามารถเลือกให้เหมาะกับขนาดของตนเองได้” คุณปิลันธน์ กล่าว
ส่วนคุณเจริญกล่าวว่า เมื่อในอาเซียนรวมกลุ่มเป็น AEC คิดว่าเป็นประโยชน์ทางภาษี ซึ่งบริษัทได้ส่งออกผ้ายืด ขายตลาดอาเซียนมากขึ้น
“เพียงแต่ต้องดูแต่ละตลาด อย่างเวียดนามแฟชั่นยังห่างจากไทย เหมือนเรายังตามยุโรป ฉะนั้นถ้าขายผ้าที่แฟชั่นเร็วเกินไปก็ขายไม่ได้”
สิ่งทอไทยยังมีโอกาสและหนทางอีกมาก แม้ว่าจะไม่ได้โรยด้วยกุหลาบ แต่คงไม่ยากกว่าความสามารถ ความพยายามและความตั้งใจจริง

















You must be a registered user to comment. Click here to register.
Already a user? Click here to login.