ร่วมกันรักษาตลาดอาเซียน แชร์ส่วนแบ่งสิ่งทอในตลาดโลก รับมือก่อนเข้าสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน กูรูชี้ไทยมีศักยภาพในการขยายฐานตลาด

SAFSA ทำให้เกิดการรวมตัวระหว่างผู้ผลิตสิ่งทอและเสื้อผ้าเครื่องนุ่งห่มในอาเซียนกับกลุ่มผู้ซื้อ ผู้นำเข้า/ผู้ขายปลีกเสื้อผ้าในตลาดหลักทั่วโลกเพื่อลดเวลาส่งมอบและพัฒนาการผลิต
จีนเพียงประเทศเดียวสามารถครองส่วนแบ่งตลาดสิ่งทอทั่วโลกสูงถึงกว่า 50% ในขณะที่ประเทศไทยมีส่วนแบ่งเพียง 2% และเมื่อรวมทั้งอาเซียน มีส่วนแบ่งตลาดสิ่งทอโลกแค่เพียง 6% หากไม่มีการร่วมมือกันระหว่างผู้ประกอบการสิ่งทอในอาเซียน ไม่เพียงตลาดที่เหลือกว่า 40% จะเข้าไปแย่งชิงยากขึ้น หากตลาดในอาเซียนเองก็อาจถูกแย่งส่วนแบ่งไป
Source ASEAN Full Service Alliance หรือ SAFSA จึงได้ถือกำเนิดขึ้นโดยเป็นโครงการความร่วมมือระหว่าง ACE Project ภายใต้การสนับสนุนงบประมาณจาก USIAD และสหพันธ์อุตสาหกรรมสิ่งทอแห่งอาเซียน (AFTEX) รวม 10 ประเทศ เพื่อที่จะสร้างความเข้มแข็งในการนำเสนอสินค้าและบริการที่มีคุณภาพและราคาที่เหมาะสม เป็นศูนย์กลางการค้าและบริการของสินค้าสิ่งทอและเสื้อผ้าเครื่องนุ่งห่ม ที่สามารถตอบสนองความต้องการของผู้ซื้อในตลาดโลกได้
ศักยภาพสิ่งทอไทยในอาเซียน
ในปี 2558 ประเทศสมาชิกอาเซียนจะรวมเป็นประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (ASEAN Economic Community: AEC) ถึงเวลานั้นอาเซียนจะกลายเป็นเขตการผลิตเดียว ตลาดเดียว หรือ Single market and production base จะมีการเคลื่อนย้ายปัจจัยการผลิตได้อย่างเสรี สามารถดำเนินกระบวนการผลิตที่ไหนก็ได้ โดยสามารถใช้ทรัพยากรจากแต่ละประเทศ ทั้งวัตถุดิบและแรงงานมาร่วมในการผลิตโดยไม่เสียภาษี
คุณปิลันธน์ ธรรมมงคล ประธานสหพันธ์อุตสาหกรรมสิ่งทอแห่งประเทศไทย กล่าวว่า ตั้งแต่มีการทำข้อตกลงเขตการค้าเสรี (FTA) ระหว่างไทยกับประเทศต่างๆ ถือว่าไทยได้ประโยชน์มาก โดยเฉพาะข้อตกลง FTA ระหว่างอาเซียนกับญี่ปุ่น และเมื่ออาเซียนจะกลายเป็นประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน ไทยน่าจะได้ประโยชน์มากเพราะมีทำเลที่ตั้งเหมาะสมเอื้อต่อการขนส่งสินค้าได้อย่างสะดวก

คุณพงษ์ศักดิ์ อัสสกุล ประธานกิตติมศักดิ์ AFTEX กล่าวว่า การจับคู่ VVF ใน SAFSA เปรียบเหมือนการทำซัพพลายเชนข้ามประเทศ
ด้านประธานกิตติมศักดิ์ ASEAN Federation of Textile Industry: AFTEX คุณพงษ์ศักดิ์ อัสสกุล กล่าวถึงโครงการ SAFSA ว่าเป็นโอกาสของประเทศไทยที่จะช่วยขยายตลาดจากจำนวนผู้บริโภค 60 ล้านคน เมื่อรวมกลุ่มในอาเซียนผู้บริโภคจะเพิ่มเป็น 600 ล้านคน รวมทั้งผนึกกำลังขยายตลาดไปสู่ประเทศที่สาม และสามารถรองรับการค้าในปัจจุบันที่ผู้ซื้อสินค้าต้องการผู้รับผิดชอบการผลิตสินค้าเพียงรายเดียวเท่านั้น โครงการ SAFSA จึงมาตอบสนองความต้องการของลูกค้า โดยการรวมกลุ่มจับคู่โรงงานสิ่งทอและการ์เมนท์ในอาเซียนเรียกว่า Virtual Vertical Factory: VVF ใช้จุดแข็งของแต่ละประเทศ ร่วมกันผลิตเสื้อผ้าป้อนให้กับแบรนด์ดังๆ ซึ่งปัจจุบันมี VVF 15 คู่
“สองปีที่แล้วประธานสหพันธ์อุตสาหกรรมสิ่งทอของแต่ละประเทศมีการพูดคุยกันว่าจะทำอย่างไรให้อุตสาหกรรมสิ่งทอของแต่ละประเทศแข่งขันในตลาดโลกได้ จึงเกิดแนวคิดที่จะร่วมมือกัน รวมกลุ่มใช้ศักยภาพจุดแข็งของแต่ละประเทศร่วมกันผลิตสินค้า เช่น ไทยกับอินโดนีเซียมีจุดแข็งในการผลิตผ้าผืน ส่วนกัมพูชา ลาว มาเลเซีย เวียดนาม มีจุดแข็งในการตัดเย็บ สิงคโปร์หรือมาเลเซียก็มีจุดแข็งด้านการตลาด จึงเกิดการจับคู่ VVF ระหว่างประเทศ เพื่อช่วยการทำตลาดตอบสนองลูกค้าได้ทั้งเรื่องความเร็ว สามารถจะตอบคำถามลูกค้าได้ทันที อาทิ เรื่องเวลาในการส่งมอบ กำลังการผลิต รวมทั้งเรื่องราคา ซึ่งในปัจจุบันต้องตอบคำถามกับลูกค้าให้ได้ภายใน 24 ชั่วโมง การจับกลุ่ม VVF เหมือนเป็นการทำซัพพลายเชนข้ามประเทศ ช่วยแก้เรื่องปัญหาเรื่องแรงงาน ถ้าทำสำเร็จอาเซียนจะกลายเป็นแหล่งผลิตสินค้าใหญ่อันดับสองรองจากจีน” คุณพงษ์ศักดิ์ ให้ความเห็น

คุณสุชาติ จันทรานาคราช บริษัท โกลด์ไมน์ การ์เม้นท์ ระบุ แนวโน้มการส่งออกสิ่งทอและเครื่องนุ่งห่มของไทยไปอาเซียนเพิ่มขึ้น 50% ตั้งแต่ปี 2553 ที่เข้าสู่เขตการค้าเสรีอาเซียน
คุณสุชาติ จันทรานาคราช กรรมการผู้จัดการ บริษัท โกลด์ไมน์ การ์เม้นท์ จำกัด กล่าวว่า ตั้งแต่ปี 2553 ที่เริ่มเข้าสู่เขตการค้าเสรีอาเซียน แนวโน้มการส่งออกสิ่งทอและเครื่องนุ่งห่มของไทยไปยังอาเซียนเติบโตอย่างมาก เพิ่มขึ้นประมาณ 50% และการที่ยุโรปให้สิทธิพิเศษกับสี่ประเทศ คือ กัมพูชา ลาว มาเลเซีย และ เวียดนาม ว่าถ้าหากใช้วัตถุดิบในอาเซียนผลิตสินค้าไม่ต่ำกว่า 40% สามารถส่งออกไปยุโรปได้โดยไม่ต้องเสียภาษี เท่ากับเป็นการกระตุ้นให้ประเทศเหล่านี้หันมาใช้ผ้าไทยไปตัดเย็บมากขึ้น นับเป็นโอกาสของอุตสาหกรรมสิ่งทอประเทศไทยที่มีภาษีเหนือกว่าประเทศอื่น เพราะโครงสร้างสิ่งทอประเทศไทยพัฒนารุดหน้าไปกว่าประเทศอื่นในอาเซียน

นายกสมาคมไหมไทย คุณบัณฑูร วงศ์สีลโชติ แนะให้ผู้ผลิตผ้าย้ายฐานการผลิตไปเพื่อนบ้านเพื่อลดต้นทุนการผลิต
ขณะที่คุณบัณฑูร วงศ์สีลโชติ นายกสมาคมไหมไทย ให้มุมมองว่าตั้งแต่มีเขตการค้าเสรีอาเซียน-จีน ทำให้ไหมจากจีนเข้ามาในไทยจำนวนมาก ส่งผลกระทบต่ออุตสาหกรรมไหมไทยเป็นลูกโซ่ เนื่องจากโรงงานทอผ้าไหมขายผ้าไหมยากขึ้น ร้านค้าปลีกที่จำหน่ายผลิตภัณฑ์ที่ทำจากผ้าไหม อาทิ เนคไท หันไปซื้อไหมจากจีนเพราะราคาถูกกว่า ความต้องการไหมไทยจึงลดลง
“จากภาวะปัจจุบันนี้ ผมอยากเสนอให้ผู้ผลิตผ้าย้ายฐานการผลิตไปแถบเพื่อนบ้าน ลาว กัมพูชา เพราะจะทำให้การผลิตไหมไทยมีต้นทุนที่ไม่แพง ใช้ประโยชน์จากเขตการค้าเสรีในอาเซียน” คุณบัณฑูร กล่าว
การเตรียมตัวสู่ AEC
“ผู้ประกอบการต้องเปลี่ยน mindset มองโลกให้กว้างขึ้น อดีตบริษัทผมทอผ้าสำหรับคลุมรถ ทำรองเท้า ผ้าใบคลุมตึก ส่งให้ญี่ปุ่น ช่วงหลังญี่ปุ่นไม่ต้องการผ้าที่ทำจากฝ้าย หันไปใช้ผ้าทำจากเส้นใยประดิษฐ์ บริษัทจึงหันมาผลิตผ้าสำหรับเสื้อผ้ามากขึ้น และผลิตผ้าผืนครบวงจร ฉะนั้นต้องดูว่าตลาดต้องการสิ่งใด และเครื่องจักรของบริษัทเหมาะสมที่จะผลิตอะไร สองต้องผลิตสิ่งที่แข่งในตลาดโลกได้ เลือกสิ่งที่ชำนาญ ทำแล้วดีที่สุด ใส่ใจเรื่องนวัตกรรม ผลิตสินค้าแปลกใหม่ และต้องพร้อมบริการอย่างเต็มที่” คุณพงษ์ศักดิ์ ในฐานะกรรมการผู้จัดการ บริษัท โรงงานทอผ้ากรุงเทพ จำกัด กล่าวย้ำ
ด้านคุณปิลันธน์เห็นว่า ผู้ประกอบการต้องเริ่มเปิดตัวเองออกไปข้างนอก อย่างน้อยควรสมัครเป็นสมาชิกของสมาคมสิ่งทอต่างๆ เพื่อรวมเป็นกลุ่มเครือข่าย รับทราบข้อมูล และออกไปรู้จักกับเพื่อนๆ ในอาเซียน เชื่อมโยงทำธุรกิจเป็นเครือข่าย
“สำหรับผู้ประกอบการที่ต้องการเข้าร่วม SAFSA ต้องมีความจริงใจที่จะมาร่วมเป็นเครือข่าย แม้เป็นโรงงานมีแค่โรงทออย่างเดียวก็มาอยู่ใน SAFSA ได้ โดยการไปจับมือกับโรงปั่น ร่วมมือกัน ใช้การสื่อสารให้เป็นประโยชน์ ต้องเปลี่ยน mindset มองว่าเป็นช่องทางใหม่ในการทำธุรกิจที่ท้าทาย” คุณปิลันธน์ กล่าว
-------------------------------------------------------------------------------------
โครงการ SAFSA
คือการรวมตัวของผู้ผลิตสิ่งทอและเสื้อผ้าเครื่องนุ่งห่มในอาเซียนกับกลุ่มผู้ซื้อ ผู้นำเข้า/ผู้ขายปลีกเสื้อผ้าเครื่องนุ่งห่มรายหลักๆ ในตลาดหลักทั่วโลกมาทำสัญญาร่วมกันในการพัฒนาและผลิตสิ่งทอและเสื้อผ้าเครื่องนุ่งห่มสู่ตลาดโลก อาทิเช่น ตลาดสหรัฐอเมริกาและยุโรป ฯลฯ โดยมีวัตถุประสงค์หลักดังนี้
Speed to Market: ลดระยะเวลาการส่งมอบลงมาให้น้อยกว่าปัจจุบันที่อยู่ประมาณ 45 สัปดาห์+ ตั้งแต่การ
เริ่มต้นกระบวนการของผู้ซื้อจนถึงการส่งมอบสินค้า
More Factory Delivered Services: โอนเปลี่ยนงานบางอย่างที่อยู่ในมือของผู้ซื้อ ไปอยู่ในมือของผู้ผลิต
Design Integrity: รับประกันว่าตัวอย่างจะเหมือนกับแบบที่ต้องการและสินค้าก็จะเหมือนกับตัวอย่างที่ผลิต
Trial Orders: สามารถที่จะจัดส่งตัวอย่างจำนวนเล็กๆ ได้ พร้อมกับการตามมาด้วยการส่งมอบที่รวดเร็วของ
ปริมาณการสั่งซื้อก้อนใหญ่ของสไตล์สินค้าที่ขายดีที่สุด
ผู้เข้าร่วมโครงการ
โครงการ SAFSA ประกอบด้วยผู้ประกอบการอุตสาหกรรมสิ่งทอและเครื่องนุ่งห่มในประเทศสมาชิกอาเซียน ได้แก่ ประเทศบรูไน กัมพูชา อินโดนีเซีย ลาว ฟิลิปปินส์ มาเลเซีย พม่า สิงค์โปร ไทย และเวียดนามจับคู่ร่วมมือกันเป็นคู่ๆ เรียกว่า Virtual Vertical Factory (VVF) และจะมีผู้ประกอบการนำเข้าที่เป็นเจ้าของแบรด์เนมรายใหญ่เข้าเป็นสมาชิกด้วย โดยแต่ละ VVF สามารถจับคู่ได้มากกว่า 1 ต่อ 1
กลุ่มแบรนด์ที่เข้าร่วมโครงการ ถึงปัจจุบันมีผู้นำเข้า/ผู้ซื้อรายใหญ่ 10 รายที่สนใจเข้าร่วมโครงการ SAFSA ได้แก่ Avon Products, Benetton, Guess, Debenham’s, JC Penney, Hugo Boss, Polo Ralph Lauren, Max Mara, PVH และ VF Corporation
ขอบข่ายของผลิตภัณฑ์ Woven Tops, Woven Bottoms, Sleep wear, Lingerie, Athletic Wear, Children Wear, Knits, Others.
ขอบเขตการดาเนินโครงการ เบื้องต้นกำหนดรับสมาชิกผู้ประกอบการสิ่งทอและผู้ประกอบการเครื่องนุ่งห่มที่ได้จับคู่กันระหว่างประเทศอาเซียน 20 คู่ และผู้ประกอบการนำเข้าซึ่งเป็นเจ้าของแบรนด์เนมรายใหญ่ 20 ราย
ระยะเวลาดำเนินโครงการ 3 ปี

















You must be a registered user to comment. Click here to register.
Already a user? Click here to login.