Switch to: uk
10 February 2012 14:27PM

Innovation & Green A Must Fiber 2009

14 Sep 09 ,  TTIS TextileDigest /เฉลิมพล ไชยรัตนชัชวาลย์
  • 0
เทรนด์ล่าของเส้นใยยุคใหม่ผู้ประกอบการหันมาเน้นผลิตเส้นใยเจเนอเรชั่นใหม่ อิงกระแสสิ่งแวดล้อมและเส้นใยที่มีฟังก์ชั่น
ตอบสนองโจทย์ลูกค้าในยุคผู้บริโภคใส่ใจสุขภาพ ส่วนตลาดเส้นใยครึ่งหลังของปี 2009 เริ่มฟื้นตัว

164_green_a_must_fiber2009_002.jpgThai Rayon ใช้เวลาสามปี ทุ่มงบกว่า 4,800 ล้านบาท ผลิตเส้นใย Modal® เช่นเดียวกับบริษัท Lenzing เน้นทำตลาดเส้นใย Modal® และ Tencel® เส้นใยเจเนอเรชั่นสองของเรยอน มุ่งเรื่องฟังก์ชั่นและสิ่งแวดล้อม ด้านสถาบันพัฒนาอุตสาหกรรมสิ่งทอ วิจัยเส้นใยกล้วย แม้ยังไม่ได้ออกสู่เชิงพาณิชย์แต่ได้รับความสนใจจากตลาดญี่ปุ่นแล้ว

เส้นใยครึ่งปีหลังเริ่มฟื้น
ตั้งแต่ต้นปี 2552 ผลกระทบจากวิกฤติการเงินยังคงเล่นงานบรรดาผู้ประกอบการจนกุมขมับกันทั่วหน้า เนื่องจากกำลังซื้อเริ่มถดถอย ส่งผลกระทบกับผู้ผลิตตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงปลายน้ำ แถมราคาน้ำมันยังส่งผลต่อราคาเส้นใยสังเคราะห์ ทำให้ผู้ผลิตบางรายต้องลดกำลังการผลิตลง
 
ในช่วงไตรมาสแรกของปี Thai Rayon Public Company Limited ผู้ผลิตเส้นใยเรยอน ที่เคยผลิตเส้นใยเรยอน 80 ตันต่อวันต่อหนึ่งไลน์การผลิต ต้องลดกำลังการผลิตเหลือ 40% จนกระทั่งเดือนเมษายนที่ผ่านมาเมื่อความต้องการเรยอนในตาดโลกเพิ่มขึ้นจึงได้เพิ่มกำลังการผลิตเป็น 90% ของกำลังการผลิตซึ่งมีทั้งหมดสามไลน์
"ช่วงไตรมาสแรกไม่ค่อยดีเพราะลูกค้าเองก็ผลิตสินค้าน้อยลง เมื่อผลิตสินค้าน้อยลงก็นำวัตถุดิบในสต็อคมาผลิตจนหมด พอช่วงเมษายน มีความต้องการเส้นด้ายจากเรยอนสูงขึ้นจากตลาดส่งออก ไม่ว่าจะเป็นตลาดแอฟริกัน อเมริกาใต้ รัสเซีย ที่ต้องการนำไปผลิตเสื้อผ้าแฟชั่น ทำให้ความต้องการเรยอนเพิ่มขึ้น แต่ก็ยังติดอุปสรรคคือวัตถุดิบพวกเยื่อกระดาษ เนื่องจากผู้ผลิตเยื่อกระดาษเองก็ลดกำลังการผลิตลง เมื่อความต้องการเรยอนเพิ่มทำให้ผลิตไม่ทันไปช่วงหนึ่ง" Mr. P.M. Bajaj, Group Executive President, Thai Rayon Plc กล่าวถึงสถานการณ์เส้นใย
 
ด้านคุณภานุศักดิ์ มกรากร ผู้จัดการฝ่ายขายและการตลาด บริษัท เจ.พี. บอสโก จำกัด ตัวแทนจำหน่ายเส้นใย Modal® และ Tencel® ของบริษัท Lenzing ออสเตรีย กล่าวว่า ตั้งแต่ปลายปี 2551 ราคาของเส้นใยเรยอนตกลง แต่ปัจจุบันราคาเรยอนกลับสูงขึ้น แต่ตนเองไม่ต้องการให้ราคาเส้นใยหวือหวาเนื่องจากจะส่งผลเสียต่อทั้งผู้ซื้อผู้ขายทั้งคู่เพราะทำให้คาดการณ์ยากต่อการลงทุน อยากให้ราคาค่อยเป็นค่อยไป
 
"ครึ่งปีแรกคิดว่าทุกคนกระทบเหมือนกันหมด เส้นใยสังเคราะห์อาจโดนหนักเพราะมีเรื่องราคาน้ำมันมาเกี่ยวข้อง ส่วนเส้นใยธรรมชาติอาจโชคดีเพราะมีเรื่องเทรนด์ของสิ่งแวดล้อมมาน่าจะดีกว่า แต่ขณะที่ความต้องการซื้อในตลาดโลกหดลง ถ้ายังผลิตสินค้าเบสิคคิดว่าลำบาก ถ้าผลิตสินค้าพิเศษน่าจะช่วยได้ โดยเฉพาะช่วงนี้ตลาดเปลี่ยนแปลงเยอะ ลูกค้าต้องการแต่ของดีราคาไม่แพง ถึงเป็นลูกค้ารายเดิมแต่ต้องการของใหม่ตลอด เราต้องปรับตัวให้เข้ากับตลาด ต้องมีการพัฒนา มี innovative จับจุดให้ได้ว่าลูกค้าต้องการอะไร เช่น ตอนนี้ตลาดต้องการของธรรมชาติ เราควรพัฒนาในด้านนั้น ครี่งปีหลังเศรษฐกิจน่าจะดี คนกล้าจับจ่ายใช้สอยมากขึ้น เราตั้งหลักให้มั่น แล้วสู้ต่อไป ขอให้มองมุมบวกไว้" คุณภานุศักดิ์ กล่าว
 
สำหรับคุณวิรัตน์ ตันเดชานุรัตน์ ผู้อำนวยการสถาบันพัฒนาอุตสาหกรรมสิ่งทอ ได้ให้ภาพรวมของตลาดเส้นใยในเมืองไทยว่า ไทยมีโรงงานผลิตเส้นใยสังเคราะห์ประมาณ 17 แห่ง ผลิตเส้นใยหลักสี่ประเภท คือไนลอน พอลิเอสเตอร์ อะครีลิก และเรยอน รวมกำลังการผลิตทั้งหมดประมาณ 1 พันตันต่อปี แบ่งเป็นการผลิตพอลิเอสเตอร์มากสุดประมาณ 90% ในขณะที่เส้นใยธรรมชาตินั้นบ้านเราผลิตฝ้ายได้ประมาณหมื่นกว่าตัน แต่ในประเทศมีความต้องการใช้สูงถึง 3-4 แสนตัน ส่วนใหญ่จึงต้องนำเข้า
 "ตั้งแต่ต้นปีอุตสาหกรรมสิ่งทอได้รับผลกระทบจากวิกฤติการเงินโลก ส่งผลกระทบกับไทยในฐานะประเทศผู้ผลิต เมื่อลูกค้าหลักเช่น อเมริกา ยุโรป สั่งซื้อสินค้าน้อยลง การใช้วัตถุดิบก็น้อยลง ครึ่งปีหลังเท่าที่ฟังข่าวบอกว่าวิกฤติเศรษฐกิจมาถึงจุดที่จะโค้งขึ้น แต่จะโค้งขึ้นไปถึงจุดไหน จะดีเท่าตอนที่ยังไม่เกิดวิกฤติหรือไม่ยังไม่มีใครตอบได้ แต่เชื่อว่าปัจจัยภายนอกจากหลายประเทศบอกว่าดีขึ้น เมื่อคู่ค้าดีขึ้น ของเราก็น่าดีขึ้น แต่ปัจจัยภายในการเมืองจะมาฉุดรั้งหรือเปล่า" ผอ. วิรัตน์ กล่าว

164_green_a_must_fiber2009_001.jpgNext generation fiber
 นับตั้งแต่มนุษย์เริ่มรู้จักเครื่องนุ่งห่ม ได้มีการคิดค้นเส้นใยเพื่อนำมาผลิตเสื้อผ้า เริ่มตั้งแต่เส้นใยธรรมชาติคือขนแกะเมื่อประมาณ 4,000  ปีก่อนคริสต์ศักราช ตามมาด้วยฝ้าย 3,000 ปี ไหม 2,600 ปี ลินิน 2,000 ปีก่อนคริสต์ศักราช ส่วนเรยอนมีขึ้นในช่วงปี 1883 พอลิเอสเตอร์ปี 1,930 และล่าสุด Modal®และ Tencel® ปัจจุบันมีสองบริษัทในโลกที่ผลิต Modal®เป็นเส้นใยเจเนอเรชั่นที่สองของเรยอนได้คือ Thai rayon และ Lenzing ออสเตรีย
    
Thai rayon ใช้เวลาสามปีนับตั้งแต่ปี 2549-2552 พร้อมกับทุ่มงบกว่า 4,800 ล้านบาทเพื่อพัฒนา Modal® ให้มีสมบัติที่ดีคือ มีความเงางาม ความแข็งแรง ความสบาย ความนุ่ม ปัจจุบันไทยเรยอนมีกำลังการผลิตเส้นใย Modal® 40 ตันต่อวัน และเตรียมขยายกำลังการผลิตเป็น 80 ตันต่อวัน ซึ่งเริ่มทำตลาดอย่างจริงจังในปี 2552
 "ฝ้ายเป็นเส้นใยที่มีคนใช้มากที่สุดในโลก แต่ด้วยความที่เป็นธรรมชาติ ในการผลิตไม่สามารถควบคุมบางอย่างได้ จึงมีการพัฒนาเรยอนขึ้นมา ช่วง 100 ปีแรกเป็น first generation เพื่อมาทดแทนฝ้าย ล่าสุดบริษัทได้พัฒนาเส้นใย Modal? ซึ่งเป็นเส้นใยเจเนอเรชั่นที่สองของเรยอน ถ้าเทียบกันคุณภาพดีกว่าฝ้ายประมาณสองเท่าแต่ราคาก็แพงกว่า ในยุโรปเส้นใยตัวนี้เป็นที่นิยมนำไปผลิตเสื้อผ้าแฟชั่น แต่ในเมืองไทย Modal® ยังไม่เป็นที่รู้จัก ซึ่งเราอยากมีหุ้นส่วนธุรกิจที่มาช่วยทำในเชิงพาณิชย์" Mr. P.M. Bajaj กล่าว
    
ด้านบริษัท เจ.พี. บอสโก ที่เป็นตัวแทนจำหน่ายเส้นใย "Modal®" และเส้นใย "Tencel®" ซึ่งทั้งสองชนิดจัดอยู่ในกลุ่มเรยอน เป็นเส้นใยจากเยื่อไม้ธรรมชาติประเภทยูคาลิปตัสที่มีคุณภาพจากออสเตรีย นำมาผ่านกรรมวิธีทางเทคโนโลยีชั้นสูงจากญี่ปุ่น โดยเส้นใย Modal® สามารถนำไปผลิตเสื้อผ้าสุภาพสตรีโดยเฉพาะชุดชั้นใน เนื่องจากมีความเบา ใส่สบาย ผิวสัมผัสดี เส้นใยมีความเงา และไม่ระคายเคืองขณะสวมใส่ นอกจากนี้ปัจจุบันยังนิยมนำไปผลิตเสื้อ กระโปรง ระดับไฮเอนด์ มีทั้งชนิดที่ใช้เส้นใย Modal ทั้งหมด และผสมกับเส้นใยอื่น เช่น ฝ้าย หรือ เรยอน ล่าสุดบริษัทได้ออกเส้นใย Micromodal® Air ซึ่งมีสมบัติบางเบา นิ่ม เหมาะสำหรับทำเสื้อผ้าสุภาพสตรี
    
สำหรับเส้นใย Tencel® ถูกพัฒนาขึ้นเพื่อตอบสนองการสวมใส่ในยุคปัจจุบัน โดยมีคุณสมบัติของการระบายอากาศที่ดี แห้งง่าย ใส่แล้วไม่อับชื้น และป้องกันแบคทีเรีย จึงเหมาะที่จะนำไปตัดเย็บเสื้อผ้า active wear ชุดออกกำลังกาย ตลอดจนผลิตภัณฑ์เคหะสิ่งทอ
     
Tencel ของ เจ.พี. บอสโก มีสามรุ่นคือ "Tencel® LF" เหมาะที่จะปั่นร่วมกับฝ้ายเพราะสามารถย้อมด้วยกรรมวิธี active dyed "Tencel® A 100" สามารถปั่นร่วมกับกลุ่มใยสังเคราะห์ อาทิ อะคริลิค พอลิเอสเตอร์ และ "Micro-Tencel®" ซึ่งเส้นใยมีความละเอียดกว่าสองรุ่นที่กล่าวมา จึงมีคุณภาพดีกว่า คุณลักษณะโดยทั่วไปเหมือนใยไหม นิยมนำไปทอโดยไม่ผสมกับเส้นใยอื่น แล้วนำไปประกอบเป็นผลิตภัณฑ์ในกลุ่มเคหะสิ่งทอคุณภาพสูง โดยเฉพาะผ้าขนหนู ผ้าปูที่นอน ผ้าห่ม หรือยัดไส้ผ้านวม เพราะเส้นใยแห้ง ไม่เกิดการสะสมกลิ่นอับอันเนื่องจากความชื้น ทั้งยังช่วยป้องกันเชื้อแบคทีเรีย
    
ผู้จัดการฝ่ายขายและการตลาด บริษัท เจ.พี. บอสโก กล่าวว่า Tencel® ถือเป็นเส้นใยใหม่ล่าสุด เพิ่งเกิดมาประมาณ 10 ปี ขณะนี้มีส่วนแบ่งในตลาดโลกเพียง 5-8% แต่อนาคตน่าจะดีขึ้นเพราะ Tencel® ทำจากต้นไม้ และทำลายสิ่งแวดล้อมน้อยมาก โดยในพื้นที่ปลูก 6 ตารางเมตร สามารถผลิตเสื้อจาก Tencel® ได้ 10 ตัว ในขณะที่ถ้าเป็นฝ้ายผลิตเสื้อได้เพียง 1 ตัว ด้านคุณสมบัติ Tencel® สามารถทนต่อการซักล้าง 25 ครั้งสียังไม่ตก ซักแล้วไม่ขึ้นขน สามารถซักเครื่องได้ ดูแลรักษาง่าย แต่ราคาขอ "Tencel®  แพงกว่าฝ้ายประมาณ 2.5 เท่า164_green_a_must_fiber2009_003.jpg
    
ในขณะที่เส้นใยจากธรรมชาติได้รับการพัฒนามากขึ้น ตลาดเส้นใยสังเคราะห์เองก็มีการพัฒนาฟังก์ชั่นใหม่ตลอดเวลาเช่นกัน อาทิ Carbon fiber ที่มีน้ำหนักเบาแต่แข็งแรง สามารถนำไปใช้ในส่วนประกอบของเครื่องบินหรือเสื้อเกราะกันกระสุน ซึ่งเดิมใช้เส้นใย Kevlar ที่มีราคาแพงมาก ทางสถาบันพัฒนาอุตสาหกรรมสิ่งทอจึงได้ร่วมกับคณะวิศวกรรมสิ่งทอ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี ใช้พอลิเอสเตอร์ที่มีการผลิตในประเทศไทย นำมาผลิตเสื้อเกราะกันกระสุนที่ใช้งานได้เป็นอย่างดี ราคาไม่แพง
    
นับเป็นเรื่องที่น่ายินดีสำหรับผู้ผลิตเส้นใยสังเคราะห์ในประเทศไทยที่ได้มีการสร้างโรงงานเส้นใยสังเคราะห์ผสม (Bi-component fiber pilot plant) โดยศูนย์นาโนเทคโนโลยีแห่งชาติ สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ เป็นเจ้าของโครงการและจัดซื้อเครื่องจักรที่จะนำมาติดตั้งที่มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลกรุงเทพ ขณะนี้อยู่ในช่วงปรับปรุงสถานที่ คาดว่าจะดำเนินการได้ในช่วงเมษายน 2553
 "เส้นใยสังเคราะห์บ้านเรายังขาดความหลากหลายเพราะขาดการวิจัยพัฒนา หากเกิดโรงงานต้นแบบเส้นใยสังเคราะห์ จะทำให้มีความหลากหลายในตัวสินค้ามากขึ้น ทั้งในเชิงคุณสมบัติของตัวเส้นใยเอง ฟังก์ชั่น รูปลักษณ์ ทำ shape ได้หลายรูปแบบ เช่น ถ้าทำให้เส้นใยกลวงจะก่อให้เกิด texture หรือฉีดเส้นใยสองชนิดพร้อมกัน แต่เส้นใยชนิดหนึ่งจับตัวแข็งเร็วกว่าอีกชนิดหนึ่ง เกิดการเย็นตัวไม่เท่ากัน ทำให้เกิดการหงิกงอ เกิดเป็นรูปลักษณ์พิเศษออกมา อันนี้เรื่องของอนาคต เราสามารถเอางานวิจัยมาเติมแต่งได้อย่างดี สมัยก่อน monofilament เส้นหนึ่งมีความเหนียวมาก ยกคนได้หนึ่งคน แต่วันนี้สามารถยกรถได้หนึ่งคัน มันแตกต่างกันโดยสิ้นเชิง เป็นสิ่งที่ต้องอาศัยการวิจัยพัฒนา " ผอ. วิรัตน์ กล่าว
 
Back to the nature
 ภาวะโลกร้อนยังคงสร้างกระแสและส่งผลต่อการผลิตสินค้าหลายชนิด ในกระบวนการผลิตเส้นใยก็เช่นกัน ทำให้เกิดเส้นใยจากธรรมชาติใหม่ๆ อาทิ เส้นใยกัญชง เส้นใยจากไผ่ เพราะวันนี้ผู้บริโภคเลือกซื้อเสื้อผ้าไม่ใช่แค่คุณภาพและออกแบบดีเท่านั้น แต่ยังมองไปถึงความปลอดภัยต่อสุขภาพ ไม่ทำลายสิ่งแวดล้อม ทำให้เส้นใยพอลิเอสเตอร์รีไซเคิลจากขวดพลาสติก PET ในยุโรปซึ่งราคาแพงกว่าเส้นใยพอลิเอสเตอร์ประมาณ 15% สามารถจำหน่ายได้และเป็นที่ต้องการของตลาดมากขึ้น ในบ้านเราสถาบันพัฒนาอุตสาหกรรมสิ่งทอก็ได้พัฒนาเส้นใยพอลิเอสเตอร์จากกะลามะพร้าว จากใยกล้วย ซึ่งได้รับความสนใจจากบริษัทญี่ปุ่น รวมทั้งยังได้รับรางวัล Prime Minister's Export Award 2009 ประเภท Design Excellence Award (DEmark)
 
164_green_a_must_fiber2009_004.jpg"ถ้ามองโลกตะวันตก ทำไมถึงมีกลุ่ม Greenpeace ถ้าอ่านเกมออก ตอบโจทย์ สิ่งแวดล้อม สุขภาพ รับผิดชอบต่อสังคม ไม่ใช้แรงงานเด็ก ก็สามารถผลิตสินค้าขายในประเทศเหล่านั้นได้ สถาบันฯ ทำงานวิจัย ตั้งใจใช้วัสดุที่มีในประเทศ ช่วยลดต้นทุน เกิดการเชื่อมโยงของธุรกิจ" คุณวิรัตน์ กล่าวต่อไปว่า ถ้าเอ่ยถึงไหมไทย เป็นเอกลักษณ์จุดเด่นของไทยที่ทั่วโลกรู้จัก มีหลายอย่างที่จะยกระดับไหมไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ทรงสนพระทัยเรื่องไหมไทย แต่ทำอย่างไรจะยกระดับไหมไทยในเชิงการค้าให้กว้างกว่านี้ ทั้งเรื่องวัตถุดิบตัวไหมเหลืองซึ่งเป็นไหมพันธุ์ไทยที่ออกกระด้าง รวมทั้งส่งเสริมเกษตรกรให้ปลูกไหมอย่างจริงจัง
 ปัจจุบันมีเกษตรกรเลี้ยงไหมประมาณ 1.4 แสนครัวเรือน ผลผลิต 1.6 พันตันต่อปี ลดลงเกือบเท่าตัวจากปี 2534 ที่มีกว่า 3.5 แสนครัวเรือน ปัจจุบันในประเทศมีความต้องการใช้ไหมไม่ต่ำกว่า 3 พันตัน และอดีตไทยเคยส่งออกไหมมีส่วนแบ่งตลาดโลกประมาณ 1.7% ซึ่งความต้องการตลาดโลกขณะนั้นสูงถึง 3.5 หมื่นตัน
 "คงต้องพัฒนาให้ไหมสามารถดูแลรักษาง่ายต่อไป และหากต้องการเน้นเส้นใยธรรมชาติตัวอื่นๆ ก็ต้องดูว่าพืชประเภทนั้นๆ เป็นพืชเศรษฐกิจมีการปลูกเพียงพอหรือไม่ อย่างเมื่อก่อนเราเคยปลูกป่านศรนารายณ์เพื่อทำเส้นด้าย แต่ปัจจุบันพื้นที่ตรงนั้นเปลี่ยนเป็นการปลูกยางพาราแทน สถาบันฯ เองก็พยายามวิจัยเส้นใยธรรมชาติตัวอื่น เช่น กล้วย สัปปะรด" คุณวิรัตน์ กล่าว
 
ผู้อำนวยการสถาบันพัฒนาอุตสาหกรรมสิ่งทอ ยังแนะผู้ประกอบการด้วยว่า "วันนี้ผู้บริโภคถามถึงความรับผิดชอบต่อสังคม อะไรที่เป็นธรรมชาติจะกลับมาได้รับความนิยม อยากให้เอกชนตื่นตัว ปรับตัว ถ้ายังอยู่นิ่งเฉย คนอื่นเดินก้าวไปครึ่งก้าวเราจะตามไม่ทัน ฉะนั้นหากคิดจะพัฒนามาคิดร่วมกับสถาบันฯ ได้ สถาบันฯ ทำหน้าที่เป็นที่ปรึกษาเป็นพี่เลี้ยงให้ อุตสาหกรรมสิ่งทอวันนี้ควรทำสามเรื่อง คือหนึ่งวิจัยพัฒนา สอง การบริหารในโรงงาน และซัพพลายเชน ถ้ คิดคนเดียวไปไม่รอด สินค้าที่ขายได้ต้องมีคุณภาพ ราคาแข่งขันได้ มีนวัตกรรม ตอบสนองเร็ว เกิดขึ้นได้เพราะมีซัพพลายเชน มีคลัสเตอร์เข็มแข็ง เพราะมีหลากหลายความคิดช่วยกันคิด"
 
ถ้ารู้จักจับจังหวะและโอกาส เข้าใจถึงความต้องการของตลาดอย่างถ่องแท้ แล้ววิจัยพัฒนา ปรับปรุงสินค้าตลอดเวลาเพื่อให้ได้สินค้าอย่างที่โดนใจลูกค้า เชื่อว่าจะนำพาให้ธุรกิจไม่ถดถอยไปกว่าคู่แข่งแน่

You must be a registered user to comment. Click here to register.

Already a user? Click here to login.