Switch to: uk
23 February 2012 11:52AM

ส่งออก “ผ้าผืน” จุดแข็งสิ่งทอไทยไปโตบังคลาเทศ

23 Nov 11 ,  สำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม
  • 0

“ส่งจุดแข็งของที่หนึ่ง ไปเติมเต็มจุดอ่อนของอีกที่หนึ่ง เพื่อสร้างพันธมิตรที่ยั่งยืน” เป็นหลักการง่ายๆ ที่ผู้ประกอบธุรกิจรู้จักกันเป็นอย่างดี แต่บางครั้งอาจมีการตีความแตกต่างกัน เช่นเดียวกับความพยายามอย่างจริงจังของประเทศไทยที่จะผลักดันให้ผู้ประกอบการ “โกอินเตอร์” หรือออกไปโตนอกบ้าน สำหรับอุตสาหกรรมที่มีศักยภาพ เช่น อุตสาหกรรมสิ่งทอและเครื่องนุ่งห่มของไทย ซึ่งเป็นเจ้าแห่งอาเซียน เนื่องจากมีความครบวงจรตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ แต่ปัจจุบันสิ่งทอกำลังเผชิญปัญหาด้านต้นทุนค่าจ้างแรงงานที่ถีบตัวสูงขึ้น ผู้ประกอบการบางรายสายป่านทางธุรกิจไม่ยาวพอ ก็ปิดตัวลงอย่างเงียบๆ จะสามารถยืนหยัดอยู่ได้เพียงผู้ที่แข็งแกร่งเท่านั้น

 

62_th_2_001

 

สำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม (สศอ.) ในฐานะหน่วยงานที่ดูแลภาพรวมของภาคอุตสาหกรรมประเทศไทย ได้ศึกษาเจาะลึกถึงความเป็นไปได้ในการยกระดับความร่วมมือทางธุรกิจให้เกิดขึ้น เพื่อสร้างความแข็งแกร่งอย่างยั่งยืนให้เกิดขึ้น สำหรับการยกระดับการพัฒนาที่ยั่งยืนในอุตสาหกรรมสิ่งทอ ล่าสุด สศอ. ได้ไปศึกษาข้อมูลด้านอุตสาหกรรมสิ่งทอในประเทศบังกลาเทศ ซึ่งพบข้อมูลที่น่าสนใจหลายประการ เพื่อสร้างความร่วมมือให้เกิดขึ้นในอนาคต อันจะเป็นการส่งเสริมสนับสนุนให้อุตสาหกรรมสิ่งทอของไทยก้าวสู่ความเป็นผู้นำในอาเซียนอย่างเต็มภาคภูมิ

 

สิ่งทอในบังคลาเทศ

บังกลาเทศเป็นประเทศเล็กๆ ทางตอนเหนือของอ่าวเบงกอล มีพื้นที่ 1 ใน 3 เมื่อเทียบกับประเทศไทย ประชากรมากติดอันดับ 8 ของโลก คือประมาณ 156 ล้านคน มากเป็นสองเท่าของประเทศไทย จากจำนวนประชากรที่มโหฬารแต่มีพื้นที่เพียงเล็กน้อย บังกลาเทศจึงให้ความสำคัญกับอุตสาหกรรมสิ่งทอและเครื่องนุ่งห่ม เนื่องจากเป็นอุตสาหกรรมที่ช่วยให้คนมีงานทำ แม้อัตราค่าจ้างโดยเฉลี่ยถือว่าต่ำมาก คิดเป็นเงินไทยประมาณ 75 บาทต่อวัน เนื่องจากมีประชากรในวัยทำงานสูงถึง 70% ผู้ประกอบธุรกิจมีทางเลือกในการจ้างคนทำงาน ประชากรวัยแรงงานจึงอยู่ในสภาพทำงานโดยจำยอม

 

รัฐบาลบังคลาเทศให้ความสำคัญกับอุตสาหกรรมสิ่งทอเป็นอย่างยิ่ง เนื่องจากเป็นอุตสาหกรรมพื้นฐานที่ช่วยให้คนมีรายได้จากการจ้างงานที่เกิดขึ้นทั้งทางตรงและทางอ้อม ถึง 5 ล้านคน จากจำนวนโรงงานสิ่งทอประมาณ 5,000 โรงงาน ส่วนใหญ่รับจ้างผลิตให้กับเสื้อผ้าแบรนดัง เช่น Wal-Mart, H&M, Zara, Carrefour, Gap, Metro, JC Penney, Marks & Spencer, Kohl’s, Levi’s และ Liz Claiborne การส่งออกสินค้าในอุตสาหกรรมสิ่งทอและเครื่องนุ่งห่มคิดเป็น 79.3% ของมูลค่าการส่งออกทั้งหมด ซึ่งในปี 2009 มีมูลค่าการส่งออกถึง 13,369 พันล้านเหรียญสหรัฐ บังกลาเทศตั้งจึงตั้งเป้าหมายสู่การเป็นศูนย์กลางการส่งออกผลิตภัณฑ์สิ่งทอและเสื้อผ้าระดับล่างที่มีราคาถูก โดยไม่ต้องใช้แรงงานฝีมือมากนัก

 

รัฐบาลบังกลาเทศมีนโยบายจูงใจด้านภาษีสำหรับอุตสาหกรรมที่ตั้งอยู่ในเขตประกอบการอุตสาหกรรมเพื่อการส่งออก (Export Processing Zone : EPZ) ซึ่งจัดตั้งในรูปแบบเขตเศรษฐกิจพิเศษ เช่น ยกเว้นไม่เก็บภาษี 10 ปี ยกเว้นการเก็บภาษีอากรจากเครื่องจักร อะไหล่ วัตถุดิบ เครื่องมือก่อสร้าง จัดระบบสาธารณูปโภคและพื้นที่คลังสินค้า ให้บริการสนับสนุนด้านธุรกรรม และพิธีการทางศุลกากร ณ พื้นที่เขตประกอบการอุตสาหกรรมเพื่อการส่งออก และสนับสนุนโครงสร้างพื้นฐานในเขตดังกล่าว โดยสร้าง EPZ เพิ่มอีก 8 แห่ง กระจายไปยังเมืองต่างๆ ทั่วประเทศ ซึ่งรัฐบาลได้สนับสนุนให้บริษัททั้งในและต่างประเทศเข้าไปตั้งโรงงานในเขต EPZ โดยมีนักลงทุนตั้งโรงงานผลิตในพื้นที่ดังกล่าวมากกว่า 500 โรงงาน คิดเป็นเงินลงทุนกว่า 1.7 พันล้านเหรียญสหรัฐ และจ้างงานได้กว่า 2 แสนคน

 

จากสัดส่วนการส่งออกในอุตสาหกรรมสิ่งทอ 79.3% ซึ่งมากกว่าครึ่งหนึ่งของการส่งออกทั้งหมด บังคลาเทศจึงพร้อมรับการลงทุนของนักลงทุนต่างประเทศที่เข้ามาตั้งโรงงานผลิตสิ่งทอเพื่อส่งออก เนื่องจากปัจจุบันบังคลาเทศมีขีดความสามารถเพียงการผลิตขั้นสุดท้ายเท่านั้น ขณะที่โรงงานต้นน้ำที่มีอยู่มีความสามารถในการผลิตเส้นด้ายที่มีคุณภาพต่ำ บังกลาเทศจึงมีความจำเป็นต้องเร่งพัฒนาอุตสาหกรรมต้นน้ำในประเทศ เพื่อเสริมสร้างความมั่นคงให้เกิดขึ้นกับอุตสาหกรรมทั้งระบบ รวมถึงให้ความสำคัญกับการลงทุนสร้างสาธารณูปโภคพื้นฐานเพื่อเอื้อต่อการประกอบธุรกิจ เช่น สร้างถนน ทำระบบน้ำปะปา ไฟฟ้า ฯลฯ ซึ่งจากจุดนี้เองจึงเป็นโอกาสครั้งสำคัญที่นักลงทุนไทยควรแสวงหาช่องทาง เพื่อเข้าไปร่วมพัฒนาอุตสาหกรรมสิ่งทอต้นน้ำให้เกิดขึ้น เป็นการโตนอกบ้าน โดยใช้จุดแข็งไปเติมเต็มจุดอ่อนเพื่อความลงตัว

 

ผ้าผืน จุดแข็งสิ่งทอไทย

หันมาวิเคราะห์อุตสาหกรรมสิ่งทอเครื่องนุ่งห่มของไทยกันบ้าง ปัจจุบันสิ่งทอไทยกำลังเผชิญกับผลกระทบหลายปัจจัย โดยเฉพาะภาวะต้นทุนแรงงานที่สูงขึ้น ทำให้เสียเปรียบคู่แข่งจากจีนและเวียดนาม ที่ผลิตเครื่องนุ่งห่มในต้นทุนที่ต่ำกว่า ตลาดเครื่องนุ่งห่มของไทยจึงเต็มไปด้วยสินค้าจากทั้งสองประเทศดังกล่าว แต่ด้วยจุดแข็งที่ประเทศไทยเป็นผู้ผลิตสิ่งทอต้นน้ำ จำพวกผ้าผืนได้ดีที่สุดในอาเซียน จึงได้ปรับกลยุทธ์ใหม่ด้วยการส่งออกผ้าผืนคุณภาพ ไปยังประเทศที่สามารถผลิตเครื่องนุ่งห่มในต้นทุนที่ต่ำกว่าแทน ทำให้อุตสาหกรรมสิ่งทอไทยยืนหยัดอยู่ได้ในภาวะเช่นปัจจุบัน

 

ทั้งนี้ ตัวเลขการส่งออกสิ่งทอและเครื่องนุ่งห่มของไทย 8 เดือนแรกของปี 2554 เพิ่มขึ้น 16.59% แยกเป็นสิ่งทอ (ผ้าผืน การปั่นด้าย ด้าย ฯลฯ) เพิ่มขึ้น 23.50% ขณะที่เครื่องนุ่งห่ม(เสื้อผ้าสำเร็จรูป) เพิ่มขึ้น 8.7% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ซึ่งสะท้อนถึงอัตราการเติบโตในส่วนของสิ่งทอที่เพิ่มขึ้นในอัตราที่สูง ขณะที่เครื่องนุ่งห่มมีตัวเลขการขยายตัวที่ต่ำลง

 

การที่อุตสาหกรรมได้รับผลกระทบจากภาวะต้นทุนที่สูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ส่งผลต่อขีดความสามารถการแข่งขันอย่างไม่ต้องสงสัย การมองหาพื้นที่เติบโตใหม่ โดยอาศัยความเชี่ยวชาญจึงเป็นทางออกสุดท้าย เพื่อที่ผู้ประกอบการไทยจะยืนหยัดได้อย่างมั่นคง อุตสาหกรรมสิ่งทอและเครื่องนุ่งห่มของไทยก็เช่นกัน เมื่อก้าวมาไกลมากแล้ว การขยายพื้นที่ไปโตนอกบ้านโดยใช้สิ่งทอต้นน้ำเป็นหัวหอก จึงเป็นทางเลือกหนึ่งที่ผู้ประกอบการควรพิจารณาประกอบการตัดสินใจ

 

การใช้จุดแข็งของไทยโดยเฉพาะสิ่งทอต้นน้ำ ไปเติมเต็มให้บังกาลเทศที่ยังอ่อนมากในสิ่งทอต้นน้ำ จึงเป็นความลงตัวที่ผู้ประกอบการไทยไม่ควรมองข้ามโอกาสในครั้งนี้


You must be a registered user to comment. Click here to register.

Already a user? Click here to login.