จากการที่กระทรวงอุตสาหกรรม โดยคณะกรรมการพัฒนาระบบโลจิสติกส์อุตสาหกรรม ซึ่งมีนายโกศล ใจรังษี รองปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม หัวหน้ากลุ่มภารกิจด้านกำกับตรวจสอบการผลิตเป็นประธาน และมีผู้แทนส่วนราชการและสถาบันในสังกัดกระทรวงอุตสาหกรรม ตลอดจนองค์กรเอกชนที่เกี่ยวข้องเป็นคณะกรรมการ ได้มีการแต่งตั้งคณะทางานจัดทำ Roadmap โลจิสติกส์อุตสาหกรรม จำนวน 7 คณะ ใน 7 กลุ่มอุตสาหกรรม ได้แก่ อุตสาหกรรมอาหาร อุตสาหกรรมปิโตรเคมีและพลาสติก อุตสาหกรรมเครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ อุตสาหกรรมยานยนต์และชิ้นส่วนยานยนต์ อุตสาหกรรมสิ่งทอและเครื่องนุ่งห่ม อุตสาหกรรมยางพารา อุตสาหกรรมขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs)

ทั้งนี้จึงได้จัดให้มีการสัมมนาระดมความเห็น Roadmap โลจิสติกส์อุตสาหกรรม เมื่อวันที่ 25 สิงหาคม 2553 ณ โรงแรมสยามซิตี้ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อจัดทำ Strategic Roadmap กำหนดทิศทางการพัฒนาระบบโลจิสติกส์อุตสาหกรรมรายสาขาที่มีเอกภาพ สำหรับการขับเคลื่อนของภาครัฐและภาคเอกชนสู่การปฏิบัติในทุกระดับอย่างเป็นรูปธรรม โดยเน้นลดการถือครองสินค้าคงคลังเป็นเป้าหมายหลักให้สามารถส่งผลสะท้อนสู่เป้าประสงค์ระดับชาติได้อย่างชัดเจน
วางเป้าลดต้นทุนถือครองสินค้า 2.7 หมื่นล้านบาท ในปี 2559
คุณอนงค์ ไพจิตรประภาภรณ์ ผู้อำนวยการสำนักโลจิสติกส์ กรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่ (กพร.) กระทรวงอุตสาหกรรม กล่าวถึงยุทธศาสตร์การพัฒนาระบบโลจิสติกส์อุตสาหกรรมไทยว่า ในปี 2551 ประเทศไทยมีต้นทุนโลจิสติกส์ต่อจีดีพีอยู่ที่ 18.6% โดยแยกเป็นต้นทุนการบริหารจัดการ (Administration Costs) 1.7% ต้นทุนการเก็บรักษาสินค้าคงคลัง (Inventory Holding Costs) 7.8% และต้นทุนค่าขนส่งสินค้า (Transportation Costs) 9.1% เมื่อพิจารณาแล้วจะเห็นว่าต้นทุนการเก็บรักษาสินค้าคงคลังมีสัดส่วนถึง 42% ซึ่งมากพอๆ กับต้นทุนค่าขนส่งสินค้าทีมีสัดส่วนราว 49% ของต้นทุนโลจิสติกส์ทั้งหมด
จากการศึกษาของสำนักงานพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) พบว่า ประเทศไทยมีศักยภาพที่จะลดสัดส่วนของต้นทุนการเก็บรักษาสินค้าคงคลัง (Inventory Holding Costs) ได้อีกประมาณ 10% จากการพัฒนาระบบโลจิสติกส์ให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น
ขณะที่สำนักโลจิสติกส์ กระทรวงอุตสาหกรรม ได้กำหนดเป้าหมายการลดต้นทุนโลจิสติกส์อุตสาหกรรมเป้าหมาย 7 อุตสาหกรรมแรกคือ กลุ่มอุตสาหกรรมอาหาร ปิโตรเคมีและพลาสติก สิ่งทอและเครื่องนุ่งห่ม ยางพารา ยานยนต์และชิ้นส่วนยานยนต์ เครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ และอุตสาหกรรมขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) โดยพุ่งเป้าไปที่การลดต้นทุนการถือครองสินค้า (Inventory Carrying Cost) ลงลง 15% หรือคิดเป็น 2.7 หมื่นล้านบาทภายในปี 2559
การพัฒนาระบบโลจิสติกส์อุตสาหกรรมปี 2554 ภายใต้กรอบยุทธศาสตร์การพัฒนาระบบโลจิสติกส์แห่งชาติ จึงมีการดำเนินการเพิ่มประสิทธิภาพการจัดการโลจิสติกส์และโซ่อุปทานของภาคการผลิต ภายใต้กรอบดำเนินงาน 4 ด้าน คือ
1. Supply Chain Optimization พัฒนาการเชื่อมโยงระหว่างองค์กรตลอดโซ่อุปทาน โดยจัดทำศูนย์บริการข้อมูลโลจิสติกส์ (Logistics Service Information Center: LSIC) และส่งเสริมการรวมกลุ่มและจัดตั้งศูนย์กระจายสินค้า (Hub and Spoke)
2. Internal Process Improvement การพัฒนาประสิทธิภาพโลจิสติกส์ภายในองค์กร เป็นเรื่องของหลักการปฏิบัติและโลจิสติกส์คลีนิค ให้คำแนะนำและให้ความรู้ความเข้าใจโลจิสติกส์ในองค์กร
3. Logistics Capacity Building การพัฒนาขีดความสามาถด้านโลจิสติกส์ เปิดการอบรมด้านโลจิสติกส์ และ
4. Industrial Trade Facilitation การสร้างปัจจัยเอื้อเพื่อสนับสนุนการประกอบการของภาคอุตสาหกรรม เช่น การส่งเสริมการจัดตั้งเขตเศรษฐกิจพิเศษชายแดน (Special Border Economic Zone) โดยเตรียมนำร่องเขตเศรษฐกิจพิเศษเมียวดี พม่า ที่แม่สอด จ. ตาก และส่งเสริมพัฒนาอุตสาหกรรมหลังท่า (ปากบารา) เป็นต้น

















You must be a registered user to comment. Click here to register.
Already a user? Click here to login.