หนึ่งในภารกิจสำคัญคือ การเปิดเสรีด้านการค้าระหว่างประเทศสมาชิกอาเซียน 10 ประเทศ หรือที่รู้จักกันในชื่อ “เขตการค้าเสรีอาเซียน (ASEAN Free Trade Area: AFTA)

AFTA เป็นประเด็นที่ได้รับความสนใจอย่างมาก เนื่องจากข้อตกลงดังกล่าวกำหนดให้ประเทศสมาชิกอาเซียนเดิม 6 ประเทศ ได้แก่ ไทย มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย สิงคโปร์ และบรูไน ต้องลดอัตราภาษีนำเข้าสินค้าเหลือ 0% สำหรับสินค้าที่อยู่ในบัญชีลดภาษี (Inclusion List : IL) ซึ่งคิดเป็นสัดส่วนกว่า 99% ของจำนวนสินค้าทั้งหมดที่ค้าขายกัน ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2553 ขณะที่ประเทศสมาชิกอาเซียนใหม่ 4 ประเทศ ได้แก่ พม่า ลาว กัมพูชา และเวียดนาม ต้องทยอยลดอัตราภาษีนำเข้าสำหรับสินค้าในกลุ่ม IL จนเหลือ 0% ภายในปี 2558 หรืออีก 5 ปีข้างหน้า คำถามที่เกิดขึ้นตามมาคือ ภายใต้ข้อตกลง AFTA สินค้าส่งออกใดบ้างของไทยที่ได้ประโยชน์จากข้อตกลงดังกล่าว

การพิจารณาว่าสินค้าใดจะได้ประโยชน์จาก AFTA ต้องแยกพิจารณาตลาดอาเซียนเดิม 5 ประเทศ และตลาดอาเซียนใหม่ 4 ประเทศออกจากกัน เนื่องจากในตลาดอาเซียนเดิม ซึ่งกำหนดให้ลดอัตราภาษีนำเข้าเหลือ 0% ในปี 2553 แต่ในทางปฏิบัติกว่า 80% ของสินค้าทั้งหมดได้ลดอัตราภาษีลงเหลือ 0% ตั้งแต่ปี 2550 ทำให้ปัจจุบันเริ่มเห็นชัดเจนว่าการส่งออกสินค้าภายใต้ AFTA ไปยังตลาดอาเซียนเดิม 5 ประเทศมีสินค้าใดได้ประโยชน์บ้าง โดยสินค้าที่จะได้ประโยชน์จาก AFTA ต้องเข้าข่ายองค์ประกอบต่างๆ ดังนี้
แต้มต่อทางภาษี สะท้อนจากส่วนต่างระหว่างอัตราภาษีปกติ (MFN Rate) และอัตราภาษีพิเศษภายใต้ AFTA (Common Effective Preferential Tariff : CEPT Rate) แม้กว่าร้อยละ 99 ของสินค้าทั้งหมดที่ค้าขายกันในอาเซียนจะได้รับยกเว้นภาษีนำเข้าภายใต้ AFTA (CEPT Rate เท่ากับ 0%) แต่มีจำนวนไม่น้อยที่ภาษีนำเข้าปกติเท่ากับ 0% อยู่แล้ว สินค้าเหล่านั้นจึงไม่ได้รับแต้มต่อทางภาษี ทำให้ผู้ส่งออกรู้สึกว่าไม่จำเป็นต้องใช้สิทธิ AFTA ซึ่งมีขั้นตอนที่ยุ่งยากกว่า และมีค่าใช้จ่ายมากกว่า เช่น กรณีของประเทศสิงคโปร์ ซึ่งสินค้าส่วนใหญ่มีภาษีนำเข้าปกติ เป็น 0% อยู่แล้ว ทำให้ผู้ส่งออกไทยได้ประโยชน์ด้านภาษีจากข้อตกลง AFTA ในการส่งออกไปยังสิงคโปร์ไม่มากนัก

การใช้สิทธิประโยชน์ สินค้าบางประเภทแม้ได้รับแต้มต่อทางภาษีภายใต้ AFTA แต่อัตราการใช้สิทธิทางภาษีจาก AFTA กลับอยู่ในระดับต่ำ อาทิ การส่งออกเสื้อผ้าไปอินโดนีเซีย ซึ่งไทยได้รับยกเว้นภาษีนำเข้าภายใต้ AFTA ขณะที่อัตราภาษี MFN Rate อยู่ที่ 10-15% แต่ผู้ส่งออกไทยใช้สิทธิประโยชน์จาก AFTA เพียง 50% ของมูลค่าส่งออกเสื้อผ้าทั้งหมด ทั้งนี้มีสาเหตุหลายประการที่ทำให้ผู้ส่งออกไม่ใช้สิทธิประโยชน์ด้านภาษีภายใต้ AFTA อาทิ วัตถุดิบที่ใช้ในการผลิตสินค้านั้นๆ ไม่เป็นไปตามกฎแหล่งกำเนิดสินค้า (Rule of Origins) บางประเทศมีการใช้มาตรการทางการค้าที่มิใช่ภาษีอย่างเข้มงวด รวมไปถึงผู้ประกอบการบางรายขาดความรู้ในเรื่อง AFTA เป็นต้น
ความสามารถในการแข่งขันของผู้ประกอบการไทย ถือเป็นปัจจัยสำคัญไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าสิทธิประโยชน์ทางภาษี โดยในเบื้องต้นความสามารถในการแข่งขันอาจวัดได้จากส่วนแบ่งตลาดของสินค้าไทยในช่วงสามปีที่ผ่านมา สินค้าส่งออกของไทยบางรายการแม้ได้รับแต้มต่อทางภาษี และมีอัตราการใช้สิทธิประโยชน์ในระดับสูง แต่ไทยกลับสูญเสียส่วนแบ่งตลาดให้กับคู่แข่งซึ่งได้ประโยชน์ด้านภาษีภายใต้ AFTA เช่นกัน เนื่องจากความสามารถในการแข่งขันของผู้ประกอบการไทยอาจด้อยกว่าคู่แข่งอื่นๆ ในอาเซียน
โดยสรุปแล้ว ปัจจัยแห่งความสำเร็จของการใช้ประโยชน์จากข้อตกลง AFTA ในการส่งออกไปตลาดอาเซียนเดิม 5 ประเทศ อยู่ที่สินค้านั้นต้องได้รับแต้มต่อทางภาษี มีอัตราการใช้สิทธิประโยชน์อยู่ในระดับสูง และขณะเดียวกันต้องเป็นสินค้าที่ไทยมีศักยภาพในการแข่งขันเมื่อเทียบกับคู่แข่งในอาเซียนด้วยกันเอง ดังปรากฏในตาราง

ที่มา : รวบรวมและคำนวณโดยฝ่ายวิจัยธุรกิจ ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย
สำหรับตลาดอาเซียนใหม่ 4 ประเทศ แม้ผู้ส่งออกจะยังใช้ประโยชน์จาก AFTA ไม่มากนัก แต่จากข้อตกลง AFTA ที่กำหนดให้สมาชิกอาเซียนใหม่ 4 ประเทศต้องลดอัตราภาษีนำเข้าสำหรับสินค้าในกลุ่ม Inclusion List ให้เหลือ 0% ภายในปี 2558 หรืออีก 5 ปีข้างหน้า ทำให้คาดว่าจะมีสินค้าส่งออกของไทยหลายรายการที่น่าจะได้ประโยชน์จากข้อตกลงดังกล่าวในระยะถัดไป
สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ฝ่ายวิจัยธุรกิจ EXIM BANK โทร. 0 2271 3700, 0 2278 0047, 0 2617 2111 ต่อ 2105

















You must be a registered user to comment. Click here to register.
Already a user? Click here to login.