ปิดฉากไปแล้วสำหรับงานแสดงสินค้าแฟชั่นและงานแสดงสินค้าเครื่องหนังปี 2553 (BIFF&BIL 2010 ASEAN Integration Textiles - Apparel - Leather ท่ามกลางอุณหภูมิที่ร้อนที่สุดของประเทศไทยช่วงเดือนเมษายน วันที่ 1-4 ภายใต้แนวคิด "Look East" เพื่อแสดงถึงศักยภาพอันยิ่งใหญ่ของอุตสาหกรรมแฟชั่นที่มีความร่วมมือในระดับอาเซียน แม้การเมืองจะส่งผลกระทบต่องานทำให้ผู้ซื้อรายหลายยกเลิกการมาร่วมชม แต่ในแง่ตัวงาน หลายคนยังมองว่า BIFF&BIL 2010 มีคุณภาพมากขึ้น โดยปีนี้มีผู้ร่วมงานในวันเจรจาธุรกิจกว่า 4,000 คน และในวันซื้อขายปลีกกว่า 23,000 คน โดยห้าประเทศที่มีผู้เข้าร่วมชมงานมากสุดคือ ญี่ปุ่น เวียดนาม อินเดีย สหรัฐอเมริกา และกัมพูชา ตามลำดับ
คุณปิลันธน์ ธรรมมงคล ในฐานะประธานสหพันธ์อุตสาหกรรมสิ่งทอแห่งประเทศไทย ให้ความเห็นว่า แม้ BIFF&BIL 2010 มีขนาดเล็กลงเมื่อเทียบกับปีที่แล้ว แต่มีคุณภาพขึ้น ผู้ที่มาร่วมงานตั้งใจมาร่วมจริงๆ ปีนี้งานจัดขึ้น เพื่อแสดงศักยภาพของอุตสาหกรรมแฟชั่นอาเซียน มีความร่วมมือในประเทศสมาชิกอาเซียนทั้ง 10 ประเทศ ในแนวคิด ASEAN Integration นอกจากนี้ยังเกิดโปรเจกต์ Source ASEAN Full Services (SAFSA) ซึ่งเป็นการรวมกลุ่มของผู้ประกอบการสิ่งทอในอาเซียนตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ มาจับมือรวมเป็นกลุ่มเรียกว่า Virtual Vertical Factory: VVF เพื่อรองรับการผลิตเสื้อให้กับแบรนด์เนม
"จะมี SAFSA forum เกิดขึ้นในเมืองไทยราวต้นเดือนมิถุนายน ใน forum มีการเชิญผู้ซื้อรายใหญ่เข้ามาอย่างน้อย 20 แบรนด์ อาทิ Uniqlo, Zara, H&M, Gap เพื่อทำ business matching มีการรวมกลุ่ม VVF เพื่อเจรจาธุรกิจกับแบรนด์เนมที่ทำธุรกิจเสื้อเชิ้ต ตอนนี้ได้ VVF แล้ว 13 กลุ่ม เป้าหมายคือ 20 กลุ่ม" คุณปิลันธน์ กล่าว
คุณเศรษฐ วานิชวงศ์ บริษัท เอช.เอ็ม. แฟคตอรี่ ฟอร์ ไทยซิลค์
ด้านคุณเศรษฐ วานิชวงศ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท เอช.เอ็ม. แฟคตอรี่ ฟอร์ ไทยซิลค์ จำกัด กล่าวว่าการเลื่อนเวลางาน BIFF&BIL มาจัดเดือนเมษายนเป็นนโยบายที่ดี เพื่อรับออร์เดอร์ผลิตจำหน่ายในช่วงสิ้นปี แต่เผอิญมาเจอวิกฤติการเมืองในประเทศทำให้ลูกค้าที่สหพันธ์อุตสาหกรรมสิ่งทอแห่งประเทศไทยเชิญไปนั้นยกเลิกไปหลายสิบราย อย่างไรก็ตาม ปีนี้ผู้ประกอบการทุกคนให้ความร่วมมือเต็มที่ คราวหน้าขอให้สถานการณ์การเมืองในประเทศดีกว่านี้
"เศรษฐกิจทั่วไปเริ่มดีขึ้น ยอดขายควรกลับมาเป็นปกติในเดือนมีนาคม แต่พอมีการชุมนุมซึ่งจริงๆ แล้วเหตุการณ์กระจุกตัวอยู่ที่หนึ่ง แต่ข่าวสารที่ออกไปทำให้คนทั่วไปเป็นทุกข์ ยอดขายตกไป 30-40% ปัจจุบันเราทำตลาดในประเทศเป็นหลักเพราะกำลังการผลิตไม่พอต่อการรับออร์เดอร์ต่างประเทศ ตอนนี้วัตถุดิบราคาผันผวนมาก โดยเฉพาะเมื่อมีเขตการค้าเสรีระหว่างอาเซียน-จีน จีนขึ้นราคาวัตถุดิบไปมาก จาก 20 กว่าเหรียญขึ้นเป็น 30 กว่าเหรียญ ทำให้โอกาสขยายเข้าไปตลาดอาเซียนต้องระวัง เพราะไม่รู้ว่าราคาวัตถุดิบจะขึ้นขนาดไหน เป็นหน้าที่ของรัฐบาลต้องทำให้สถานการณ์กลับเข้าสู่ปกติโดยเร็ว เราขายได้ก็เสียภาษี มีภาระต้องเลี้ยงดูคนงาน" คุณเศรษฐ ให้ควมเห็น
สำหรับบริษัท แสนทวี อินเตอร์กรุ๊ป มาร่วมแสดงสินค้าผ้าผืนในส่วนของ Thai Tex Trend: T3 คุณจิรศักดิ์ โรจนวงศ์ Research & Development Manager กล่าวว่า ปีนี้บริษัทพัฒนาผ้าลินิน ตกแต่งโดยเป็นเทรนด์สีฟ้า ออกสีเอิร์ทโทน
"การเลื่อนงานจากปลายปีมาเป็นไตรมาสแรกค่อนข้างฉุกละหุก ความสมบูรณ์ของงานเทียบกับปีที่แล้วไม่ได้ บรรยากาศโดยรวมคนร่วมงานน้อยลง เพราะการประชาสัมพันธ์น้อย คือเวลามันกระชั้นชิด รวมทั้งมีเหตุการณ์ทางการเมือง คาดว่าผู้ชมงานน่าจะลดลง 10% แต่ภายในงานก็มีโครงการดีๆ ใหม่ๆ เกิดขึ้นมา เช่น Japan Pavilion การพัฒนาผ้าผืนไปตลาดญี่ปุ่น ซึ่งประสบความสำเร็จพอสมควร เป็นการร่วมมือของผู้ประกอบการสิ่งทอไทยเป็น networking ถ้าโครงการนี้มีการสานต่อน่าจะโอเค และการจัดงาน BIFF&BIL เดือนเมษายนน่าจะเหมาะสมเพราะเป็นฤดูซื้อของญี่ปุ่นพอดี" คุณจิรศักดิ์ กล่าว
คุณดำรง ก้องเกียรติไกร จาก ก้องเกียรติ เท็กซ์ไทล์
คุณดำรง ก้องเกียรติไกร กรรมการผู้จัดการ บริษัท ก้องเกียรติ เท็กซ์ไทล์ จำกัด กล่าวว่า ครั้งนี้บริษัทเพิ่มบูธจากสองห้องเป็นสามห้อง เพื่อนำเสนอผลงานของบริษัททั้งสามไลน์ คือโซนแรกโชว์เส้นด้าย โซนกลางนำเสนอผ้ายืด ผ้าแฟนซี และส่วนสุดท้ายเป็นการแสดงเสื้อผ้าแบรนด์ "nosecret"
"ตอนแรกก็หวั่นเรื่องการเมือง แต่ก็น่าพอใจเพราะมีลูกค้าต่างชาติเดินเยอะกว่าปีที่แล้ว แต่ผมว่าการจัดแฟชั่นที่ main stage จัดเช้าไป ถ้าจัดช่วงบ่ายน่าจะมีผู้ชมเยอะกว่า" คุณดำรง กล่าวด้วยว่าจากวิกฤติที่เลวร้ายทำให้บริษัทต้องลดกำลังผลิตเส้นด้ายลง 30% ตั้งแต่ปลายปี 2551 บริษัทจึงต้องคิดหาทางออกด้วยการต่อยอดสินค้าที่มีอยู่เดิมคือเส้นด้าย พัฒนาต่อยอดเป็นผ้าผืนและเสื้อผ้า โดยที่ไม่ได้ลงทุนเครื่องจักรใหม่ แต่ใช้ outsource ได้ product line เพิ่มขึ้นสองอย่าง ช่วยให้การพัฒนาสินค้าของบริษัทเป็นแบบก้าวกระโดด เพราะได้ติดต่อและรับทราบความต้องการของผู้บริโภคโดยตรง
"ผมว่าเศรษฐกิจเริ่มฟื้นแล้ว แต่สำหรับแผนของบริษัทในแง่โรงปั่นด้าย เราคงไม่ลงทุนหรือขยายเครื่องจักรเพิ่มเติมเพราะเสี่ยงเกินไป แต่เราจะต่อยอดจากสินค้าที่มีอยู่เพื่อเพิ่มมูลค่าให้กับสินค้า แล้วส่งบางอย่างไปให้บริษัทข้างนอกทำ จากการพัฒนาผ้าผืนและเสื้อผ้าของบริษัทมาประมาณปีกว่า ผลที่ออกมาน่าพอใจมาก คิดว่ามาถูกทาง การแตกไลน์ผลิตผ้าหรือเสื้อผ้าทำให้เราทราบความต้องการของลูกค้าด้วยตัวเอง แล้วเราก็นำความต้องการของลูกค้ามาเป็นโจทย์สร้างสินค้า เป็นประโยชน์มาก เมื่อก่อนคล้ายกับผูกตาผลิต ลองทำไป ผู้ซื้อชอบหรือไม่ชอบไม่รู้ ปัจจุบันได้สัมผัสโดยตรง สำหรับกลุ่มลูกค้าผ้าผืนเบื้องต้นเราเน้นขายลูกค้าในประเทศระดับ กลาง-ล่าง อนาคตค่อยทำตลาดต่างประเทศต่อไป" คุณดำรง กล่าว
Mr. Prabeer Mukherjee, Indorama Polyester Industries
สำหรับบริษัท Indorama Polyester Industries ผู้ผลิตเส้นใย แบ่งเป็นเส้นใยใช้ในอุตสาหกรรมเสื้อผ้า 35-40% นอกนั้นเป็นเส้นใยสำหรับอุตสาหกรรมยานยนต์ อุตสาหกรรมเคหะสิ่งทอ และ สิ่งทอเทกนิค Mr. Prabeer Mukherjee, Business Head - Polyester Division กล่าวว่าตอนนี้เศรษฐกิจเริ่มดีขึ้น หลายๆ อุตสาหกรรมก็เริ่มฟื้นตัว เช่น อุตสาหกรรมยานยนต์ หรือเคหะสิ่งทอ
ในช่วงไตรมาสแรกของปี 2553 บริษัททำรายได้ได้ 5.5 พันล้านบาท จนถึงสิ้นปีคาดว่าจะทำรายได้ประมาณ 15,700 ล้านบาท รวมทั้งมีแผนเพิ่มเงินลงทุนอีก 500 ล้านบาทเพื่อเพิ่มกำลังการผลิตเส้นใยอีก 10% จากปัจจุบันที่ผลิตได้ 2 แสนตันต่อปี และส่งออกไปทั่วโลกกว่า 40 ประเทศ
"ขณะนี้บริษัทพัฒนาเส้นใยที่มีคุณสมบัติจาก 1 ฟังก์ชั่นเป็น 2 ฟังก์ชั่นในตัวเดียวกัน อาทิ เส้นใย anti microbial กับเส้นใย moisture management มารวมเป็นหนึ่ง รองรับตลาดและพัฒนาเส้นใยใหม่ๆ ออกมาเสมอ สำหรับงาน BIFF&BIL ย้ายมาจัดเดือนเมษายน มันอาจประจวบกับเรื่องการเมืองทำให้ visitor น้อย" Mr. Prabeer กล่าว
Mr. H.K. Agarwal, Group Executive President, Thai Rayon
ด้าน Mr. H.K. Agarwal, Group Executive President, Thai Rayon Public Co., Ltd. กล่าวว่า ปีที่แล้วบริษัทได้ไปเปิดตัวผลิตภัณฑ์ในประเทศตุรกีและจีน ได้รับผลตอบรับดีมาก จึงมีแผนเปิดตัวผลิตภัณฑ์ในประเทศไทย โดยมีกลยุทธ์การประชาสัมพันธ์ผลิตภัณฑ์ใหม่ด้วยการเปิดตัวในงานแสดงสินค้าสำคัญๆ ตลอดจนการเข้าหาลูกค้าแบบ one-on-one ให้แก่โรงงานผลิตเส้นด้าย ผ้าผืน และเสื้อผ้า เพื่อนำไปใช้ในประเทศและส่งออก บริษัทเน้นขายเส้นใยที่มีตราสินค้าและมีคุณภาพมากกว่าเน้นการขายปริมาณมากๆ เพียงอย่างเดียว ก้าวต่อไปของบริษัทคือสร้างการรับรู้ตราสินค้าให้เกิดขึ้นในหมู่ผู้บริโภคตลอดจนภาคการค้า เน้นให้เห็นความสำคัญ เพื่อแนะนำให้คนรู้จัก และสร้างการรับรู้ในตราสินค้าของคุณลักษณะเส้นใยวิสโคส
"เราร่วมงาน BIFF&BIL มาเป็นปีที่สองแล้ว งานนี้ทำให้คนจดจำตราสินค้าของเราได้มากขึ้น เรากล้าพูดว่างานนี้ทำให้เรามีธุรกิจมากขึ้น และทำให้ลูกค้าของเรามั่นใจขึ้นด้วย ขอขอบคุณสำหรับการสนับสนุนในครั้งนี้ และในอนาคตเราอยากร่วมงานกับ TTIS อย่างใกล้ชิด เราอยากลงทุนในสิ่งอำนวยความสะดวกในภาคอุตสาหกรรมให้มากขึ้น เพื่อที่ประเทศไทยจะสามารถแข่งขันได้ในระดับโลกเท่าเทียมประเทศอื่นๆ อย่างอินเดีย จีน และเวียดนาม" Mr. H.K. Agarwal กล่าว
นอกจากนี้ภายในงานยังมีไฮไลท์สำคัญคือ การประชุมและสัมมนา Asian Designer Congress ซึ่งจัดขึ้นเป็นครั้งแรกเพื่อแลกเปลี่ยนความคิดเห็น รวมทั้งจัดกิจกรรมร่วมกันระหว่างนักออกแบบแฟชั่นของเอเซีย และจัดตั้ง Thailand Club ขึ้นในประเทศไทย นอกจากนี้ยังมีการประชุมและสัมมนา อาทิ Trend Fashion 2011/12 โดย WGSN นิทรรศการ ASEAN Pavilion และ Japan Pavilion และแฟชั่นโชว์ 48 รอบ

















You must be a registered user to comment. Click here to register.
Already a user? Click here to login.