กรุงเทพฯ เมืองแฟชั่น จะกลายเป็นประวัติศาสตร์หน้าหนึ่งของเมืองไทย หรือเป็นเพียงตำนานที่รอการกลับ
มาอีกครั้ง ต้องรอดูกันต่อไป
เมื่อข่าวการปิดฉากโครงการกรุงเทพฯ เมืองแฟชั่น แพร่ออกไปทำเอาคนในวงการต่างรู้สึกเสียดาย ดังเช่น
คุณบุญอารักษ์ รักษาวงษ์ บอกว่า โครงการฯ นี้ทำให้วงการแฟชั่นเมืองไทยตื่นตัว " แต่มันเพิ่งแค่เริ่มต้น
เรื่องแฟชั่นมันต้องแข่งขันตลอด หยุดไม่ได้ ถ้าโครงการฯ หยุดไปแล้วมันก็สะดุด จะกลับมาทำก็เหมือนต้อง
มาเริ่มต้นใหม่อีกครั้ง" คุณบุญอารักษ์ กล่าว
เช่นเดียวความรู้สึกของดีไซเนอร์มือเก๋า คุณภาณุ อิงคะวัต ครีเอทีฟไดเรคเตอร์ Greyhound ที่บอกว่า
เป็นเรื่องน่าเสียดายที่โครงการฯ จะเป็นเพียงแค่อดีต เพราะเรื่องเหล่านี้จำเป็นต้องทำอย่างต่อเนื่อง
"โครงการนี้ต้องมองให้กว้าง เพราะว่าบางเรื่องก็เป็นสิ่งที่จับต้องไม่ได้ บางเรื่องก็เป็นประโยชน์บ้างไม่เป็น
ประโยชน์บ้าง แต่สิ่งที่ทำให้เกิดประโยชน์แก่วงการโดยรวมคือทำให้เกิดเครือข่าย"
ดีไซเนอร์เจ้าของแบรนด์ Sretsis คุณพิมพ์ดาว สุขะหุต ที่ได้เข้าร่วมโครงการ Bangkok Fashion City
Roadshow ที่ปารีสและสหรัฐอเมริกา ได้รับออเดอร์จากผู้ซื้อหลายประเทศให้ความเห็นว่า "การจะเปลี่ยน
กรุงเทพฯ ให้เป็นเมืองแฟชั่นมันต้องใช้เวลา เรื่องแฟชั่นนั้นไม่เฉพาะเจาะจงเพียงกลุ่มดีไซเนอร์ แต่ต้องเข้า
ถึงกลุ่มคนในธุรกิจเกือบทุกกลุ่ม การทำงานในโครงการฯ นี้เหมือนกับการลงทุน จะให้คืนทุนภายใน 1-2 ปี
คงไม่ใช่ อีกทั้งแฟชั่นเป็นเรื่องของความรู้สึก เป็นไลฟ์สไตล์ของคน การที่จะมองว่าสวยหรือไม่สวยมันอยู่ที่
ความรู้สึก จึงต้องใช้เวลาในการพัฒนาหลายๆ ด้าน"
คุณอุดม ตันติวศิน กรรมการผู้จัดการ บริษัท ยูเคเค การ์เมนท์ จำกัด ผู้ผลิตเสื้อผ้ายีน Nobody กล่าวว่า
ภาครัฐได้ดำเนินโครงการกรุงเทพฯ เมืองแฟชั่น มาถูกทางแล้ว อยากให้เดินหน้าโครงการต่อไป เพราะช่วย
ทำให้ผู้ประกอบการที่อยู่ในแวดวงอุตสาหกรรมแฟชั่นมีทิศทางและเป้าหมายในการดำเนินธุรกิจ อีกทั้งยังจะ
เกิดเป็นศูนย์กลางที่จะช่วยชี้ให้เห็นถึงแนวโน้มของแฟชั่นโลก
"ที่ผ่านมาถือว่าภาครัฐเดินถูกทางแล้ว หากยกเลิกโครงการฯ ก็น่าเสียดาย โดยเฉพาะโครงการเพิ่มขีดความ
สามารถการแข่งขันธุรกิจแฟชั่น สาขาอุตสาหกรรมสิ่งทอและเครื่องนุ่งห่ม (T-DET) มีประโยชน์มาก เพราะ
ถ้าให้ผู้ประกอบการเรียนเองโดยที่รัฐไม่สนับสนุน ค่าใช้จ่ายจะสูงมาก แต่ถ้าจะมีการปรับปรุงบางโครงการ
ย่อยให้มีประสิทธิภาพก็เห็นด้วย" คุณอุดม กล่าว
ด้านคุณทวีชัย สิริกุลธาดา กรรมการผู้จัดการ บริษัท ยี.พี. จำกัด ดำเนินธุรกิจผลิตผ้าผืน ภายหลังได้เข้า
ร่วมโครงการ Fabric Development ได้เรียนรู้ในการพัฒนาสินค้าให้มีความแปลกใหม่ โดยนำวัสดุอื่นมา
ผสมผสาน เช่น ไหมเทียม ผ้าพื้นเมือง สามารถเพิ่มมูลค่าสินค้าจากราคา 11 บาท เป็น 40-50 บาท สร้าง
รายได้ 1 ล้านบาทต่อเดือน
"เราสามารถสร้างยอดขายและทำสินค้าใหม่ๆ โดยไม่ต้องเปลี่ยนเครื่องจักร เพียงแต่เปลี่ยนแปลงเทคนิค
และไอเดีย ซึ่งได้จากการร่วมโครงการฯ" คุณทวีชัยกล่าว
กิจกรรมต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับแฟชั่นนับจากนี้คงมีน้อยลง
กรุงเทพฯ เมืองแฟชั่น จะกลายเป็นประวัติศาสตร์หน้าหนึ่งของเมืองไทย
หรือเป็นเพียงตำนานที่รอการกลับมาอีกครั้ง ต้องรอดูกันต่อไป

















You must be a registered user to comment. Click here to register.
Already a user? Click here to login.