Switch to: uk
19 May 2012 12:55PM

Thai Textile in 2010

26 Jan 10 ,  Chalermphol C.
  • 0
กูรูสิ่งทอเตือนผู้ประกอบการระยะสั้นให้ระวังภาวะเงินเฟ้อ วัตถุดิบขึ้นราคา อาเซียนกลายเป็นตลาดสำคัญ การทำธุรกิจต้องพลิกบทบาท ผลิตสินค้าหลากหลาย

ทั้งแนวฟังก์ชั่น ตอบสนองตลาดที่เปลี่ยนเร็ว การวางแผนธุรกิจต้อง monitor อย่างใกล้ชิด รวมทั้งทำตลาดเชิงรุกและ green marketing ฟันธงสิ่งทอยังมีอนาคต พร้อมดันสิ่งทอไทยเป็นหนึ่งในอาเซียน

thai_textile_in_the_future.jpgอนาคตสิ่งทอไทยยังไม่สิ้นหวัง เริ่มมีสัญญาณที่ดี ยอดสั่งซื้อเริ่มกลับคืนสู่ภาวะปกติ รวมทั้งข้อตกลงเขตการค้าเสรีอาเซียน-จีน ที่มีผลบังคับใช้ต้นปี 2553 ซึ่งส่งผลดีทำให้เกิดการแข่งขันพัฒนาตนเอง มีวัตถุดิบราคาถูกให้เลือก ส่วนผลเสียอาจมีสินค้าจากจีนทะลักเข้ามาทำลายตลาด รัฐควรมีมาตรการตอบโต้ช่วยผู้ประกอบการ โดยเฉพาะวัตถุดิบเส้นใยที่โดน anti-dumping จากหลายประเทศ ด้านไหมไทยอาจเหลือแต่ชื่อหากรัฐไม่เลิกบังคับให้โรงทอใช้ไหมเลี้ยงจากจีน วอนรัฐช่วยลดต้นทุนด้านโลจิสติกส์ให้เหลือ 1 ใน 3 จะช่วยผู้ประกอบการลดต้นทุนได้มาก

ระยะสั้นต้องระวังปัญาหาเงินเฟ้อ
ปฏิทินศักราชใหม่เริ่มต้น แต่ปัญหาในการทำธุรกิจยังมีมาท้าทายเสมอ สำหรับช่วงต้นปี 2553 กูรูในวงการสิ่งทอย้ำสิ่งที่ผู้ประกอบการต้องระวังคือปัญหาภาวะเงินเฟ้อ ส่งผลให้วัตถุดิบขึ้นราคา "ในระยะสั้นต้องระวังตัว เพราะภาวะเศรษฐกิจยังไม่คงที่ ตอนนี้ที่น่าเป็นห่วงคือเรื่องเงินเฟ้อ เพราะแต่ละรัฐบาลของไทยได้ทุ่มเม็ดเงินลงไปช่วยเศรษฐกิจมหาศาล ทำให้เกิดภาวะเงินเฟ้อ ส่งผลให้สินค้า community ทั้งหลาย อาทิ ทองคำ น้ำมัน ฝ้าย ข้าวโพด ฯลฯ ขยับราคาขึ้นสูง ช่วง 4-5 เดือนที่ผ่านมา ราคาฝ้ายจาก 50 เซ็นต์ต่อปอนด์ขึ้นเป็น 70 เซ็นต์ต่อปอนด์ ซึ่งถ้าเป็นอย่างนี้ไปเรื่อยๆ ลำบาก เพราะเราไม่สามารถขึ้นราคาสินค้าที่ขายได้ ถ้าภาวะเงินเฟ้อรุนแรงเกิดนาน ต้องระวังตัวมากขึ้นรวมทั้งการลงทุน" คุณจิตติคุณ เจียมพิทยานุวัฒน์ นายกสมาคมอุตสาหกรรมผลิตภัณฑ์เส้นใยสังเคราะห์ กล่าวถึงภาวะอุตสาหกรรมสิ่งทอในปี 2553

สอดคล้องกับคุณพิชัย อุตมาภินันท์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ยูไนเต็ด เท็กซ์ไทล์ มิลส์ จำกัด  ที่กล่าวว่าอุตสาหกรรมสิ่งทอไทยปี 2553 น่าจะดีขึ้น เพราะกำลังซื้อที่เคยหายไปในช่วงต้นปี 2552 เริ่มกลับมาสู่ภาวะปกติ ปัญหาขณะนี้คือต้องปรับเปลี่ยนกระบวนทัศน์ในการคิด การจัดการ เพราะปี 2553 เงินเฟ้อจะเป็นปัญหาใหญ่ ต้องระวังเรื่องต้นทุนในการจ้างงาน รวมทั้งราคาเส้นด้ายที่จะสูงขึ้น เนื่องจากปีที่ผ่านมาได้เกิดภัยพิบัติในพื้นที่ปลูกฝ้ายหลายแห่ง อีกทั้งหลายแห่งหันไปปลูกพืชชนิดอื่นแทน ทำให้พื้นที่ปลูกฝ้ายน้อยลง "อุตสาหกรรมสิ่งทอของไทยปรับตัวเข้มแข็งขึ้นมาเยอะ ปี 2553 ภาพโดยรวมน่าจะดีขึ้น คาดว่าอุตสาหกรรมสิ่งทอจะมีอัตราการเติบโตอย่างน้อย 5% เทียบกับปี 2552 เนื่องจากจีนที่เป็นคู่แข่งใหญ่รวมทั้งประเทศคู่แข่งอื่นๆ เริ่มมีต้นทุนแพงขึ้นตามลำดับ" คุณพิชัย กล่าวพร้อมฝากวอนไปถึงภาครัฐว่า อยากให้ช่วยลดต้นทุนโลจิสติกส์ ทำให้ต้นทุนผู้ให้บริการจัดการด้านโลจิสติกส์ลดต่ำลงกว่าปัจจุบันสัก 1 ใน 3 เป็นการลดต้นทุนโดยรวมของอุตสาหกรรม เพราะโลจิสติกส์เป็นต้นทุนเฉลี่ย 18% จึงเป็นภาระอันหนึ่ง เป็นต้นทุนตัวหนึ่งที่ชี้ขาดตลาดสิ่งทอ166_somsak.jpg

"ทุกคนที่มีความมุ่งมั่นอยากอยู่รอดในธุรกิจนี้ต้องหาจุดที่ตัวเองถนัดจะสามารถอยู่รอดได้ ผมเชื่อว่าทุกคนคงหาเจอ ต้องมุ่งมั่น อย่าถอดใจ อย่ายอมแพ้ เพราะว่าตลาดสิ่งทอเป็นตลาดใหญ่มาก อย่างไรเสียเสื้อผ้าเป็นปัจจัยสี่ มีผู้ซื้อตลอด คนขายก็มีตลอด เป็นตลาดที่มีการแข่งขันโดยสมบูรณ์ก็ต้องปรับตัวตลอดเวลา ใครปรับตัวก็อยู่ได้ อยู่ที่วิสัยทัศน์ การเปิดเสรีสิ่งทออาจได้ผลดี แต่สินค้าหลายตัวอาจผลกระทบ เพราะว่าเราสามารถเลือกวัตถุดิบ ส่งในสิ่งที่เราได้ราคาดีกว่าออกไป ด้วยต้นทุนภาษีที่ถูกลง ส่วนประเทศจีนหลายปีเราแข่งกับจีนอยู่แล้ว คงไม่มีผลกระทบนัก ที่แข่งได้ก็แข่งไป แข่งไม่ได้ต้องปรับปรุง" คุณพิชัย กล่าว

ต้นน้ำต้องระวังตัว
 อุตสาหกรรมผลิตภัณฑ์เส้นใยสังเคราะห์เป็นอุตสาหกรรมที่ต้องใช้เงินลงทุนสูง ปัจจุบันมีสมาชิก 15 ราย มีกำลังการผลิตรวมกัน 1 ล้านตันต่อปี ปี 2551 มีกำลังการผลิตประมาณ 80% จากกำลังการผลิตทั้งหมด และปี 2552 ปริมาณการส่งออกมีเพิ่มขึ้นประมาณ 20% จากปี 2551 แต่มูลค่ากลับลดลง 14-15% เนื่องจากวัตถุดิบขึ้นราคาตามน้ำมัน

นายกสมาคมอุตสาหกรรมผลิตภัณฑ์เส้นใยสังเคราะห์ กล่าวว่า จากนี้ไปอีก 5 ปีข้างหน้าการแข่งขันจะสูงมากขึ้น ฉะนั้นต้องมีการปรับตัวค่อนข้างมาก ในการปรับตัวนี้ต้องเป็นแบบระมัดระวัง ไม่สามารถขยายกิจการใหญ่โตแบบอดีตได้ เหตุการณ์เมื่อปี 2552 ที่เกิดวิกฤติเศรษฐกิจ กำลังซื้อในตลาดโลกลดลง ทำให้ผู้ผลิตส่วนใหญ่ต้องลดกำลังการผลิตกันแทบไม่ทัน หรือสองปีก่อน เรยอนได้รับความนิยมในตลาด ต่อมาลูกค้าเปลี่ยนไปใช้สินค้าตัวอื่น ฉะนั้นความแน่นอนคือความไม่แน่นอน ต้องระวังตัวมากขึ้น
"ในการดำเนินธุรกิจอยากให้คำนึงถึงสองปัจจัย คือหนึ่งมุ่งไปยังตลาดอาเซียนและการใช้ประโยชน์จากข้อตกลงเขตการค้าเสรีที่ประเทศไทยทำไว้กับประเทศต่างๆ และต้องปรับผลิตภัณฑ์ให้เข้ากับความต้องการของตลาด จากอดีตเคยผลิตสินค้าปกติ ปัจจุบันต้อง scale down พัฒนาเป็น specialize product รวมถึงพัฒนาสินค้าทางด้าน technical, functional และสิ่งแวดล้อม"

คุณจิตติคุณยังได้ฝากไปถึงภาครัฐว่า เมื่อประเทศไทยเปิดกว้างเจรจาเขตการค้าเสรีกับประเทศต่างๆ จะมีเรื่องการกีดกันทางการค้าตามมา ซึ่งอุตสาหกรรมผลิตภัณฑ์เส้นใยสังเคราะห์โดน anit-dumping จากหลายประเทศ ซึ่งบางกรณีมีการกล่าวหาแบบไม่ยุติธรรม

"ที่ผ่านภาครัฐไม่ได้คอยช่วยเหลือ ส่วนใหญ่เอกชนต้องช่วยตัวเอง อยากให้รัฐมองตรงนี้เป็นประเด็นสำคัญ จะช่วยให้ธุรกิจเส้นใยส่งออกได้ดีขึ้น ขณะเดียวกันเราต้องป้องกันตลาด ยิ่งถ้ามีการเปิดเสรีอาเซียน-จีน จะมีการ dump ของถูกเข้าไทยพอสมควร"

ไหมไทยอาจเหลือแต่ชื่อ
คุณบัณฑูร วงศ์สีลโชติ นายกสมาคมไหมไทย กล่าวถึงธุรกิจไหมว่า ที่ผ่านมาสถานการณ์เศรษฐกิจโลกไม่ดี ทำให้การส่งออกผ้าไหมได้รับผลกระทบ เพราะไหมเป็นสินค้าหรูหรา มีการนำไหมมาตัดเย็บเป็นเสื้อผ้าน้อย ส่วนมากเป็นชุดแต่งงาน ชุดราตรี ฉะนั้นช่องทางในการขายจึงนำไหมมาใช้เป็นสินค้าเคหะสิ่งทอ ซึ่งผู้ที่สามารถใช้ผ้าไหมตกแต่งบ้านได้ต้องมีฐานะดี ผู้บริโภคแบบนั้นส่วนใหญ่อยู่อเมริกา ที่ผ่านมาอเมริกามีปัญหาด้านเศรษฐกิจ ความต้องการของไหมจึงลดน้อยลงไป

 "ตัวเลขส่งออกผ้าไหมปี 2551 ลดลงมาก ผู้ประกอบการค่อนข้างลำบาก แต่สิ่งที่น่าเป็นห่วงตามมาคือ ต้นปี 2553 ภายใต้ข้อตกลง FTA อาเซียน-จีน สินค้าร้อยละ 50 มีภาษีนำเข้าเป็นศูนย์ แต่การแข่งขันเสรีในอุตสาหกรรมสิ่งทอไม่ได้เสรีทั้งหมดทุกขั้นตอน มีแต่อุตสาหกรรมกลางน้ำกับปลายน้ำที่เสรี ส่วนอุตสาหกรรมต้นน้ำยังมีการปกป้องอยู่ แล้วอัตราภาษีนำเข้าวัตถุดิบค่อนข้างสูง ปัจจุบันไหมดิบนำเข้าเสียภาษีร้อยละ 20 แต่ถ้าเป็นผ้าไหมนำเข้าราคาภาษีเป็นศูนย์ ลักษณะแบบนี้ทำให้โรงงานทอผ้าไหมมีปัญหาแน่นอน เพราะผู้ผลิตผลิตภัณฑ์จากผ้าไหม ไม่ว่าจะเป็นเสื้อผ้า ผ้าพันคอ ฯลฯ สามารถใช้ผ้าไหมที่ไหนก็ได้ โดยเฉพาะจีนที่มีการทอผ้าไหมทุกรูปแบบ ราคาขายถูกกว่ามาก ฉะนั้นสภาวะแบบนี้เอื้อประโยชน์ให้ผู้นำเข้ากับผู้ขาย แต่ผู้ผลิตไหมมีปัญหา แล้วคนที่มีปัญหาตามมาคือเกษตรกร คนปลูกหม่อนเลี้ยงไหม"

 buntoon.jpgคุณบัณฑูร กล่าวต่อไปว่า ในประเทศไทยมีเกษตรกรปลูกหม่อนเลี้ยงไหมสองกลุ่ม กลุ่มหนึ่งคือเกษตรกรปลูกหม่อนเลี้ยงไหมแบบสาวมือ ส่วนอีกกลุ่มปลูกหม่อนเลี้ยงไหมแล้วส่งให้โรงงานสาวไหม ซึ่งกลุ่มแรกรัฐบาลไม่เคยเหลียวแล

 ประเทศไทยจากที่เคยมีเกษตรกรเลี้ยงไหมกว่า 5 แสนครัวเรือน ปัจจุบันเหลือเพียง 1 แสนครัวเรือน ถ้ารัฐบาลยังปล่อยให้มาตรการนำเข้าวัตถุดิบร้อยละ 20 เหมือนทุกวันนี้ และหากโรงทอต้องการนำเข้าไหมต้องไปซื้อไหมที่สาวจากโรงงานสาวเส้นไหมในอัตรา 5 ต่อ 1 จะทำให้การทอเส้นไหมแข่งขันไม่ได้ ยิ่งปี 2553 ที่มีข้อตกลง FTA อาเซียน-จีน นายกสมาคมไหมไทยคิดว่าผ้าไหมไทยซึ่งเป็นมรดกทางวัฒนธรรมอาจจะเหลือแต่ชื่อ

"เมื่อเปิดเสรีอาเซียน-จีน ผู้ที่ได้รับประโยชน์คือผู้ค้าผ้าไหม สามารถนำเข้าผ้าไหมจากจีนมาขาย ผมคิดว่าจำเป็นต้องมีมาตรการควบคุมไม่ให้ขายเป็นผ้าไหมไทย ส่วนที่ได้รับผลกระทบคือโรงทอผ้าไหม กับเกษตรกร ผู้ปลูกหม่อนเลี้ยงไหมสาวมือเอง เพราะกระทรวงเกษตรฯ ส่งเสริมแต่เกษตรกรกลุ่มที่ปลูกหม่อนเลี้ยงไหมแล้วส่งให้โรงงานสาวไหมซึ่งผลิตไหมเลียนแบบไหมจีนแล้วขายได้ราคาแพง  ทำให้เกษตรกรที่เลี้ยงไหมไทยสาวมือเองไม่เคยโตเพราะแข่งขันไม่ได้ จริงๆ เรามีไหมไทยเป็นพันปี เมื่อนำมาทอแล้วมีเอกลักษณ์ไหมไทยอยู่ ถ้าเปิดเสรีขายได้จำเป็นต้องมีตลาด ต้องชี้ให้เห็นความแตกต่างระหว่างไหมไทยกับไหมอื่นๆ ผมว่ารัฐต้องมาช่วยโปรโมท Thai silk ในตลาดอเมริกา ยุโรป สร้างดีมานด์ขึ้นมา เพราะเศรษฐกิจเริ่มกลับมาฟื้นแล้ว สมาคมฯ มีโครงการ Thai silk เสนอให้ภาครัฐช่วยสร้างแบรนด์เนมในตลาดต่างประเทศเพื่อให้การขายผ้าไหมเติบโต ปีหน้าถ้ารัฐไม่ปรับปรุงกฎหมายเลิกการบังคับซื้อเส้นไหมจีน และยกเลิกภาษีนำเข้าให้เป็นศูนย์ โรงงานทอผ้าไหมจะได้รับผลกระทบ ยิ่งมีข้อตกลงอาเซียน-จีน ผมว่าเป็นฝันร้ายมีโรงทอปิดกิจการเกินครึ่ง" นายกสมาคมไหมไทย ให้ความเห็น

สำเพ็งตั้งเป้าเป็น Market place ในอาเซียน
สำหรับผู้ประกอบการในสมาคมพ่อค้าผ้าไทยย่านสำเพ็ง ซึ่งถือเป็นตัวกลางและเป็นแหล่งกระจายผ้าผืนแหล่งใหญ่ของประเทศไทย รวมทั้งเป็น market place ที่ใหญ่ที่สุดในอาเซียน เฉพาะการค้าชายแดนของสำเพ็งตัวเลขการค้าที่เปิดเผยปีหนึ่งมีมูลค่าไม่ต่ำกว่าหมื่นล้านบาท คุณสุชาย พรศิริกุล นายกสมาคมพ่อค้าผ้าไทย กล่าวว่า การตลาดที่เปลี่ยนไป สำเพ็งก็ต้องปรับตนเองให้สอดรับกับสถานการณ์เพื่อรักษาตลาด

"สำเพ็งถือว่าเป็น market place แหล่งกระจายสินค้าที่ใหญ่ที่สุดในอาเซียน จุดแข็งของสำเพ็งคือรวมกลุ่มอยู่ในย่านเดียวกัน มีสินค้าหลากหลาย ผลิตสินค้าคุณภาพ ลูกค้าสามารถสั่งสินค้าล็อตเล็กๆ จากหลายๆ ร้าน รวมส่งเป็นตู้คอนเทนเนอร์ได้ ส่วนใหญ่พวกเรามีสินค้าพร้อมส่งมอบให้ลูกค้า ถ้าเป็นลูกค้ารอบบ้านเรา เช่น พนมเปญ สามารถส่งของได้ภายในสองวัน" คุณสุชาย อธิบาย

ปัจจุบันสมาคมพ่อค้าผ้าไทยมีสมาชิก 325 ราย ประมาณ 95% เป็นผู้ค้าผ้าผืน อีก 5% เป็นผู้ค้าผ้าผืนที่มีโรงทอ โรงย้อม หรือตัดเย็บเป็นของตนเอง นอกจากนี้ยังมีอีกประมาณ 200 กว่าบริษัทที่ไม่ได้เป็นสมาชิกของสมาคมพ่อค้าผ้าไทย รวมทั้งหมดในสำเพ็งมีผู้ประกอบการประมาณ 600 ราย ซึ่งตลาดหลักอยู่ในเอเซีย อินเดีย บังคลาเทศ ศรีลังกา เนปาล ตะวันออกกลาง

คุณสุชาย กล่าวต่อไปว่า การที่สำเพ็งจะรักษาความเป็น market place ที่ใหญ่ที่สุดในอาเซียนต้องผลิตสินค้าใหม่ๆ มีนวัตกรรม เน้นผลิตสินค้าที่หลากหลายมากขึ้น เพราะลูกค้าสั่งสินค้าน้อยแต่หลากหลาย ต้องการสินค้าที่รวดเร็ว สมาคมฯ จะพาสมาชิกไปดูเทรนด์การผลิตผ้าผืนตามงานแสดงสินค้าต่างๆ เช่นที่ ฮ่องกง ปารีส เซี่ยงไฮ้ เพื่อจะได้ทราบเทรนด์สินค้าใหม่ในตลาดโลก ต้องตอบโจทย์ลูกค้าให้ได้ รักษาความเป็น market place

"ช่วง 2-3 ปีที่ผ่านเกิดปัญหาเศรษฐกิจโลกถดถอย ค่าเงินบาทแข็ง สมาชิกในสำเพ็งเจอปัญหาลูกค้าขอลดราคา ทางออกคือต้องขายสินค้าหลากหลายมากขึ้น ระยะการส่งมอบต้องเร็วขึ้น เพื่อรักษาลูกค้าไว้ ข้อตกลงระหว่างอาเซียน-จีน กระทบสำเพ็งแน่นอน เพราะลูกค้าส่วนใหญ่มักเปรียบเทียบราคาสินค้ากับจีน ต้องทำสินค้าให้มีความแตกต่าง ทำสินค้าให้ตรงตามความต้องการลูกค้า สมาชิกของเราส่วนใหญ่ถูกปลูกฝังมาตั้งแต่รุ่นพ่อว่าต้องค้าขายอย่างมีจรรยาบรรณ ให้ลูกค้าเชื่อมั่นในบริษัท ซื้อซ้ำเป็นลูกค้าประจำระยะยาว ต้องมีการเชื่อมโยงซัพพลายเชน และในอนาคตทางสมาคมฯ มีโครงการจะไปเปิด outlet ที่ประเทศลูกค้าด้วย" นายกสมาคมพ่อค้าผ้าไทย กล่าวเพิ่มเติม

เน้นคนรุ่นใหม่สานต่อjittikun.jpg
สำหรับสมาคมอุตสาหกรรมทอผ้าไทย นายกสมาคมฯ คุณสมศักดิ์ ศรีสุภรวาณิชย์ ให้ความเห็นว่า ปี 2552 สมาชิกของสมาคมฯ ได้รับผลกระทบไม่มากนัก เพราะช่วง 9 เดือนแรกของปีมีการนำเข้าผ้าลดลงประมาณ 20% เมื่อเทียบกับปี 2551 ไทยนำเข้าผ้าผืน 1,600 ล้านบาท ส่งออก 1,200 ล้านบาท แสดงว่ามีการบริโภคผ้าในประเทศมากขึ้น ไม่อยากให้ทุกคนกลัวจีน ประเทศต่อไปที่น่ากลัวคือบังคลาเทศ มีประชากร 170-180 ล้านคน ยังมีแรงงานอีกมาก แล้วค่าแรงของบังคลาเทศถูก ในขณะที่ประเทศไทยหลายโรงงานติดประกาศรับสมัครงาน แม้แต่โรงทอผ้าของตนยังหาคนไม่ได้

คุณสมศักดิ์ กล่าวต่อไปว่า ไม่อยากให้ทุกคนบอกว่าเศรษฐกิจถดถอย ผิดหลักจิตวิทยา อยากให้มองว่าอีก 5 ปีอุตสาหกรรมสิ่งทอจะเดินไปข้างหน้าได้อย่างไร สิ่งที่สมาคมฯ ทำคือพยายามศึกษาประเทศที่ประสบความสำเร็จ หน้าที่ของผู้ผลิตคือทำอย่างไรให้มีการบริโภคผ้าต่างประเทศน้อยลงและบริโภคผ้าในประเทศมากขึ้น ทอผ้าเป็นอุตสาหกรรมที่อยู่กลางน้ำ การจับมือร่วมกันเป็น chain ตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำเป็นสิ่งสำคัญ ทำให้เกิดความรู้ที่จะถ่ายทอดกัน อยากให้มีเวทีที่ใช้ชี้แจงร่วมกันว่าแต่ละบริษัทมีสินค้าอะไร อาจมีบางบริษัทผลิตสินค้าได้แล้วลูกค้าไม่รู้ ต้องไปนำเข้าจากต่างประเทศ ถ้ามีการกระจายข่าวอาจทำให้ไม่ต้องนำเข้าวัตถุดิบจากต่างประเทศ

"ผมเพิ่งกลับมาจากญี่ปุ่น พบบริษัทหนึ่งมีสินค้าพร้อมส่ง 1 หมื่นรายการ สามารถส่งภายใน 24 ชั่วโมง เขาสามารถตรวจสอบสินค้าคงคลังจากคอมพิวเตอร์ได้ว่า ขณะนี้มีผ้าแบบไหน มีจำนวนกี่หลา แต่ละพับมีเท่าไหร่ อยู่ในตำแหน่งไหน ฉะนั้นเรื่องความรู้ของคนรุ่นใหม่ที่จะมาพัฒนาระบบทั้งในโรงงานหรือกับคู่ค้าเป็นสิ่งจำเป็น ในอีก 5 ปีข้างหน้าคนหนุ่มสาวเป็นตัวชูกำลังให้กับอุตสาหกรรม ถ้าเรายังมัวแต่ทำงานแบบเดิมๆ เด็กรุ่นใหม่จะไม่สนใจ อยากให้พัฒนาสิ่งใหม่ๆ ท้าทาย เป็นแรงจูงใจให้เด็กรุ่นใหม่อยากเข้ามาในวงการสิ่งทอ ถ้า 5 ปีข้างหน้าพัฒนาได้ มั่นใจว่าธุรกิจของพวกคุณยังเดินต่อไปได้ ทุกคนต้องไปเรียนรู้มากขึ้น ทั้งเรื่องโลจิสติกส์ รวมทั้งเทคโนโลยีใหม่ๆ" นายกสมาคมอุตสาหกรรมทอผ้าไทย กล่าว

thai_textile_in_the_future_01.jpgChampion of ASEAN
คุณวิรัตน์ ตันเดชานุรัตน์ ผู้อำนวยการสถาบันพัฒนาอุตสาหกรรมสิ่งทอ เปิดเผยว่า สถาบันฯ มียุทธศาสตร์มุ่งให้อุตสาหกรรมสิ่งทอไทยเป็นแชมป์เปี้ยนในอาเซียน เพราะในแถบอาเซียน มีไทยกับอินโดนีเซียที่มีการผลิตสิ่งทอตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ แต่อินโดนีเซียส่วนใหญ่ผลิตสิ่งทอเพื่อส่งออกตลาดอเมริกามากกว่า จึงไม่เพียงพอตอบสนองตลาดในประเทศ ต้องนำเข้าวัตถุดิบจากไทย ฉะนั้นในอาเซียนไทยจึงได้เปรียบมาก นอกจากนี้การที่ไทยมีการทำข้อตกลงเขตการค้าเสรีกับหลายประเทศควรจะใช้สิทธิประโยชน์ตรงนี้ให้คุ้มค่า

ทั้งนี้ ตั้งแต่ปี 2547-2551 อาเซียนนำเข้าสิ่งทอและเครื่องนุ่งห่มเพิ่มเป็นลำดับ ในปี 2551 นำเข้า 2.8 หมื่นล้านบาท โดยในกลุ่มอาเซียน 10 ประเทศ มีการซื้อขายกันเองประมาณ 20% หรือราว 5-6 พันล้านบาท ในจำนวนนี้ไทยส่งออกได้ 1,200 ล้านบาท ฉะนั้นจึงมีโอกาสเพิ่มส่วนแบ่งตลาดตรงนี้อีก

"คำถามง่ายๆ คือทำอย่างไรให้ลูกค้าซื้อ ต้องมีสินค้าโดนใจ คุณภาพ มาตรฐาน ระยะเวลาส่งมอบที่รวดเร็ว ฯลฯ อุตสาหกรรมต้องมีการปรับตัว ในฐานะผู้ผลิตมีแรงกดดันจากลูกค้าที่มีความต้องการหลากหลาย รวมทั้งเรื่องกฎระเบียบต่างๆ การปรับตัวต้องปรับที่ตัวเองก่อน ตั้งแต่วิธีคิด เช่น ถ้าสินค้าที่ผลิตไม่ตรงความต้องการลูกค้า ต้องพัฒนาสินค้าตัวใหม่ ต้องมีอุปกรณ์ กระบวนการผลิต เทคโนโลยีที่สอดรับ สองต้องปรับเรื่องฟังก์ชั่น มีคุณสมบัติพิเศษเพิ่มขึ้น สุดท้ายเรื่องสิ่งแวดล้อม ตอนนี้กลุ่มลูกค้าประเทศยุโรปตื่นตัวเรื่องสิ่งแวดล้อมเยอะมาก แล้วขยายวงไปเรื่อยๆ กลุ่มคนพวกนี้มีสตางค์ สังเกตได้ว่าสิ่งทอรีไซเคิลเริ่มขายดี ขายได้ราคา"

ผอ. วิรัตน์ กล่าวว่า การที่ประเทศไทยจะเป็นแชมป์ในอาเซียนได้นั้นได้วาง outline คร่าวๆ 3 ระยะคือ ปี 2553 ต้องโฟกัสเรื่อง ASEAN supply chain ประเทศไทยต้องเป็น one stop service ระยะที่สองปี 2558 เน้นเรื่อง green supply chain และระยะสุดท้าย ปี 2565 เน้นเรื่องการสร้างแบรนด์ การวิจัยการทำการตลาด
 
 ตราบใดที่ในอุตสาหกรรมยังมีการแข่งขันย่อมแสดงว่าธุรกิจนั้นยังสามารถไปได้ แต่ผู้ที่จะอยู่ได้ก็ต้องมีการปรับตัว ผู้ที่ปรับตัวได้ก่อนและตรงตามความต้องการของตลาด ย่อมมีโอกาสที่จะได้ตลาดนั้นไปครอง

You must be a registered user to comment. Click here to register.

Already a user? Click here to login.